แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Recs เมื่อ 2026-3-20 10:00
เช้ามืดวันต่อมา ถนนเงียบผิดปกติ ไฟทางสาดยาวเป็นเส้นๆ ผ่านกระจกหน้ารถตู้ของเจ ผมนั่งข้างหน้า มองเงาตัวเองสะท้อนอยู่ในกระจก เหมือนคนกำลังจะไปทำเรื่องที่ไม่รู้ว่ากลับมาแล้วจะยังกลับมาเป็นเหมือนเดิมไหม
ด้านหลัง กายกับฟิวนั่งเบียดกันเงียบๆ เสียงเครื่องยนต์กลบทุกอย่าง แต่ความคิดในหัวผมดังยิ่งกว่า “มึงว่าแผนนี้จะรอดจริงเหรอ?” ผมหันไปถามเจเบาๆ
เจไม่หันมามอง แค่จับพวงมาลัยแน่นขึ้น “ถ้าไม่ลอง ก็ไม่มีวันรู้ว่ะ”
ผมถอนหายใจยาว ใจมันหน่วงๆ กลัวพวกหมอเอจะรู้ทัน กลัวพลาด กลัวซ้ำรอยแบบวันที่เสียเก้าไปต่อหน้าต่อตา
“พี่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ” ฟิวพูดขึ้นจากเบาะหลัง พยายามทำน้ำเสียงสดใส “เดี๋ยวผมเล่นให้เนียนสุดๆ ไปเลย รับรองพวกนั้นต้องเชื่อแน่”
กายหัวเราะหึๆ แต่ผมรู้ว่ามันก็เครียดไม่แพ้กัน รถเลี้ยวเข้าซอยแคบๆ บ้านคนเริ่มหาย แสงเช้าสีเทาเกาะตามกำแพงสูง ตำหนักลับตั้งอยู่ลึกจนสัญญาณมือถือกระพริบๆ เหมือนจะไม่ค่อยมี
เจจอดรถดับเครื่อง พวกเรานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผมจะหยิบหูฟังไร้สายแจกให้ทุกคน สื่อสารกันโดยใช้วิทยุแทน
“แน่ใจกันใช่มั้ย จากนี้ไป… จะถอยกลับไม่ได้แล้วนะ” ผมพูดและมองหน้าทุกคน แต่แววตามุ่งมั่นกันหมด ต่างคนต่างพยักหน้ามั่นใจ “งั้นตามแผนนะ” ผมพูดช้าๆ “เจกับฟิวเข้าไปก่อน” ฟิวพยักหน้า แล้วทำมือหลวมๆ ให้เจใส่กุญแจมือปลอม เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ในรถ ทำเอาหัวใจผมเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"เอาแว่นกูใส่ไว้ด้วยดิฟิว เผื่อมีคนจำมึงได้" น้องกายยังรอบคอบ หยิบแว่นตัวเองให้ฟิวยืมใส่ปลอมตัวด้วย เพราะผมก็ลืมนึกไปว่าต้องมีลูกศิษย์บางคนจำฟิวได้แน่ จากวันที่จับฟิวฝังในโรงทั้งเป็นพร้อมกับผม
ประตูรถเปิด ลมเช้าเย็นวาบ ฟิวก้าวลงไปพร้อมเจ ก่อนจะหันมายิ้มให้ผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “รอฟังข่าวดีได้เลยครับพี่มิก”
ผมมองตามจนทั้งคู่หายลับไปหลังรั้วสูง แล้วหันกลับมาหากาย
กายพยักหน้าเงียบๆ มือกำโทรศัพท์แน่น เหมือนผมเองที่กำลังภาวนาให้แผนเด็กๆ ของพวกเรา ไม่พังตั้งแต่ก้าวแรก
...
เจกับฟิวเดินเข้าไปถึงหน้าประตูตำหนัก มีลูกศิษย์สองคนยืนขวางอยู่ “มาหาใคร?” เสียงหนึ่งถาม
เจยกมือขึ้นทันที “มีของมาฝากหมอเอ เป็นเด็กมีของ สื่อวิญญาณได้”
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะซักต่อ ฟิวก็เริ่มเล่นใหญ่ ตัวสั่นพรืดเหมือนไฟช็อต ตาค้าง ปากพึมพำไม่เป็นภาษา “มันมาแล้ว… มันมาแล้ว… เลือด… กลิ่นเน่า…”
ผมกับกายนั่งลุ้นฟังเสียงอยู่ในรถ หายใจแทบไม่ทั่วท้อง กลัวมันจะดูเฟคเกินจนโดนจับได้
แต่กลายเป็นว่าลูกศิษย์มองหน้ากันเองก่อนจะรีบหลบทางให้ทันที “พาเข้าไปเร็วๆ เดี๋ยวอาจารย์ไม่พอใจ”
ประตูเหล็กปิดลง ภาพจากวิดีโอคอลเด้งขึ้นในจอมือถือผม แต่กระตุกแทบดูไม่รู้เรื่อง สัญญาณหายๆ โผล่ๆ เห็นแค่โถงยาว ผนังมืด กับยันต์สีเหลืองแปะเต็มไปหมด “ไอมิก ทางเข้าซับซ้อนมาก” เสียงเจลอดมา “มึงพยายามจำไว้นะ”
ผมเพ่งจอสุดชีวิต จำทุกมุมที่เห็นได้ แค่กะระยะคร่าวๆ ว่าต้องเลี้ยวซ้ายกี่ครั้ง ผ่านเสา ผ่านบันไดตรงไหนบ้าง ใจเต้นแรงตอนเห็นยันต์กันวิญญาณแปะเรียงเป็นแถว เหมือนกำแพงที่ผมต้องฝ่าผ่านให้ได้
สักพักภาพหยุด เจกระซิบเบาๆ “จังหวะนี้แหละ กำลังไม่มีคน ช่วยกันแกะ จะได้ให้ไอมิกตามเข้ามาได้” มือสั่นๆ ของฟิวเอื้อมไปดึงยันต์ออกทีละแผ่น เสียงกระดาษฉีกเบาๆ ดังเข้าหูผมชัดกว่าที่คิด น่าจะเป็นยันต์กันวิญญาณอื่นมาบุกรุกตำหนัก ตามที่เจเล่าไว้
ผมหันไปหากายทันที “กาย ฟังพี่นะ อยู่เฝ้าร่างพี่ตรงนี้ ห้ามตามเข้าไปเด็ดขาด”
กายหน้าซีด แต่พยักหน้าแรง “ถ้ามีอะไรผิดปกติ กายจะปลุกพี่ทันทีนะ”
ผมเลยยื่นวิทยุสื่อสารให้ “คอยฟังเจกับฟิว ถ้ามันเงียบไปนานเกิน ปลุกพี่เลย ไม่ต้องลังเล” กายกำมือผมแน่น ก่อนปล่อยช้าๆ
ผมหยิบกล่องยาออกมา มองเม็ดยาสีฟ้าสองเม็ดสุดท้ายที่เหลืออยู่ในกระปุก รู้สึกเหมือนกำลังเอาชีวิตไปวางเดิมพัน “ขออย่าให้พลาดเลยว่ะ…” พยายามกลืนยาลงไปหนึ่งเม็ด นอนเอนเบาะรถ หลับตา ปล่อยให้เสียงเครื่องยนต์กับลมหายใจของตัวเองค่อยๆ หายไป ถ้าแผนนี้พัง ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเก้าจะต้องเจอกับอะไรในนั้นบ้าง…
...
เมื่อฤทธิ์ยาเริ่มทำงานเหมือนใครค่อยๆ ปรับปุ่มน้ำหนักตัวผมลงทีละนิด ลมหายใจหายไปก่อน ความรู้สึกหนักๆ ในอกก็หายตาม ร่างกายเหมือนกลวง เบาหวิว แล้วผมก็หลุดออกมาอย่างเงียบเชียบ
ผมหันกลับไปมองร่างตัวเองที่นอนนิ่งอยู่บนเบาะรถตู้ กายนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ไม่กะพริบตา ภาพนั้นทำให้ผมหวั่นใจนิดนึง แต่ไม่มีเวลาให้ลังเล รีบลอยออกจากรถ มุ่งหน้าไปทางตำหนัก ตามเส้นทางที่จำจากวิดีโอคอล ถึงจะภาพกระตุกแต่สมองมันดันจำได้ละเอียดกว่าที่คิด เหมือนแผนที่ถูกขีดไว้แล้ว
พอเข้าเขตตำหนัก ผมรู้สึกเหมือนบรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป ยันต์ที่ฟิวกับเจแอบฉีดไว้ตามจุดสำคัญเริ่มเรืองแสงจางๆ เป็นทางให้ผมผ่านเข้าไปได้ง่ายกว่าปกติ เหมือนมีใครเปิดประตูต้อนรับแบบไม่ตั้งใจ
ผมลอยตามทางนั้นไปเรื่อยๆ จนได้ยินเสียงสวดเบาๆ ดังมาจากห้องใหญ่ด้านใน หมอเอนั่งอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยเทียน เครื่องราง และถาดพิธีอะไรสักอย่าง บรรยากาศอึดอัดจนแม้แต่ในร่างวิญญาณ ผมยังรู้สึกหนักอก
เจยืนอยู่ไม่ไกล ส่วนฟิวนั่งอยู่ตรงหน้า ทำหน้าที่นักโทษได้สมบทบาทเกินคาด ตัวสั่น น้ำเสียงสั่น พูดไปเรื่อยเหมือนคนคุมสติไม่อยู่ “ชื่อ… เก้า… วันเกิด…เก้า ธันวาคม… ชอบกินไอศกรีม…”
หมอเอชะงัก มองฟิวตาเป็นประกาย เหมือนเจอของเล่นชิ้นใหม่ ฟิวพูดต่อเป็นฉากๆ เล่าอดีตเก้าได้เป๊ะ แสดงเนียนจนผมยังแอบขนลุก ทั้งที่รู้ว่าไอ้นี่มันแค่รู้จักเก้ามาตั้งแต่เด็ก ผมหลบอยู่มุมมืดที่สุด พยายามกลั้นตัวเองไม่ให้ขยับมากเกินไป เผื่อผีเอ็มหรือหมอเอหันมาเห็นผมเข้า แผนคงจะพังทันที
ฟิวเริ่มโวยวายหนักขึ้น เสียงดังจนก้องไปทั้งห้อง เหมือนองค์ลงจริงๆ หมอเอขมวดคิ้ว ก่อนจะเริ่มท่องคาถาอะไรบางอย่าง เสียงต่ำ หนัก ฟังแล้วขนลุก เจขยับตัวนิดนึง ส่งซิกขยิบตาให้ฟิวตามน้ำ ฟิวตอบรับทันที กรี๊ดลั่นสุดเสียง ก่อนจะตัวอ่อนยวบ ล้มฟุบเหมือนหมดแรง
หมอเอหัวเราะเบาๆ อย่างพอใจ “เห็นไหม คาถานี้ใช้ได้ผล” เขาสั่งลูกน้องสองคนให้เข้ามาหิ้วร่างฟิวออกไป “เอาไปเก็บรวมกับคนอื่น”
คำว่า “คนอื่น” ทำให้หัวใจผมเต้นแรงขึ้นทันที ถึงจะไม่ได้พูด แต่ต่างคนต่างรู้ นั่นแหละ ต้องเป็นที่เดียวกับเก้าแน่ๆ
ลูกศิษย์หมอเอลากฟิวออกจากห้อง ผมรีบลอยตามไปติดๆ ถ้าห้องนั้นคือที่ที่เก้าถูกขังจริง ส่วนเจคอยอยู่ดูต้นทางด้านนอกตามแผน
...
ห้องกักขังแคบกว่าที่คิด ผนังปูนเก่าๆ ชื้นจนมีกลิ่นอับ ไฟดวงเดียวห้อยอยู่กลางห้อง แสงสลัวกระพริบเป็นพักๆ มีเด็ก ม.ต้น สองสามคนนั่งกอดเข่าอยู่ตามมุมห้อง ข้อเท้าถูกล่ามโซ่กับห่วงเหล็ก สีหน้าแต่ละคนซีดเผือด ตาแดงเหมือนร้องไห้มานานแล้ว ฟิวถูกเหวี่ยงมาล่ามไว้ไม่ไกลกัน ยังนอนนิ่งเหมือนสลบอยู่
พอลูกศิษย์ปิดประตู เสียงกลอนเหล็กดัง “กึก” ความเงียบก็ครอบคลุมทั้งห้องทันที ฟิวลืมตาพรวดในวินาทีถัดมาแบบไม่เนียน แล้วค่อยๆ ล้วงแว่นลงยันต์ที่แอบพกมา เปลี่ยนสลับใส่กับแว่นที่ยืมกายมา แล้วกวาดตามองรอบห้อง ก่อนจะสบตากับผมพอดี “พี่มิก… โคตรอึดอัด” ฟิวกระซิบเบาๆ
ผมพยักหน้า บอกให้ฟิวใจเย็น แล้วชี้ไปทางเด็กคนอื่น “ลองถามดู ว่ามีใครรู้อะไรเกี่ยวกับเก้าบ้าง?”
ฟิวขยับเข้าไปใกล้ๆ เด็กพวกนั้น พูดเสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เรามาช่วยนะ ไม่ได้เป็นพวกเดียวกับหมอเอ”
เด็กๆ มองหน้ากันอย่างระแวง ตัวสั่นเหมือนลูกแมวโดนฝน ไม่มีใครกล้าพูดในตอนแรก
ฟิวถอนหายใจแล้วพูดต่อแบบจริงใจ “ไม่ต้องกลัว เรามีพวกอีกหลายคนรออยู่แล้ว ขอแค่บอกที่ซ่อนวิญญาณของเด็กชื่อเก้าหน่อย มีใครรู้บ้างมั้ย?”
ในห้องเงียบไปพักหนึ่ง เด็กคนหนึ่งถึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น “เก้า… ไม่ได้อยู่ห้องนี้” พอได้ยินแบบนั้นแล้วใจผมเต้นทันที
“หมอเอมีห้องลับ… ไว้เก็บของสะสม” เด็กคนนั้นพูดต่อ “ของที่เป็นอาคม… หรือของสำคัญจริงๆ จะอยู่ในห้องนั้น” เขาบอกทางคร่าวๆ เป็นซอกทางหลังห้องพิธี มีประตูไม้เก่าที่ติดยันต์ซ้อนกันหลายชั้น
ยังไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่ม ประตูห้องกักขังก็เปิดแง้ม เจโผล่หน้าเข้ามาอย่างเร็ว สีหน้าเต็มไปด้วยความหวัง ก่อนจะค่อยๆ ดับลง “เจฟไม่อยู่ที่นี่หรอกเหรอ?…” เจพูดเบาๆ เหมือนกลัวเสียงตัวเอง กวาดสายตาหาน้องชายที่หายสาบสูญเหมือนกัน
ผมเห็นแววตานั้นแล้วใจหาย แต่ไม่มีเวลาแล้ว เจหันไปบอกฟิว “ฟิวอดทนรออยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวพี่กลับมาพาออกไปทั้งหมด”
ฟิวพยักหน้า แล้วถอดแว่นลงยันต์ยื่นให้เจ “เอาไว้คุยกับพี่มิก เดี๋ยวผมอยู่เป็นเพื่อนเด็กพวกนี้เอง”
เจรับไปแบบมือสั่นนิดหน่อย ก่อนจะสบตาผมและพากันออกไปจากห้อง ไม่ต้องพูดอะไรก็รู้พร้อมกันแล้วว่า จุดหมายต่อไปคือห้องลับของหมอเอ ยังหวังว่าเก้าต้องอยู่ที่นั่นแน่
...
ทางเดินด้านหลังตำหนักแคบและมืดกว่าที่คิด กลิ่นธูปเก่าผสมกลิ่นอับชื้นตีขึ้นจมูกตลอดทาง เจเดินนำหน้าไปเงียบๆ ไหล่ที่เคยตั้งตรงดูห่อเหี่ยว หน้าตาดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด ผมลอยตามข้างๆ เลยเอ่ยปลอบเบาๆ “เจ งานนี้เสร็จ เดี๋ยวกูช่วยตามหาน้องมึงให้เองนะ อย่าคิดมาก”
เจไม่หันมามอง แค่ยิ้มบางๆ “ไม่เป็นไรหรอกไอมิก โฟกัสเรื่องเก้าก่อนเถอะ เรื่องเจฟ… กูรอได้” คำว่า รอได้ มันเบากว่าลมหายใจ แต่โคตรหนักหน่วง
เราหยุดอยู่หน้าประตูไม้บานหนึ่ง ประตูเก่าจนสีลอก มียันต์แปะซ้อนกันแทบทั้งบาน ตัวอักษรดำแดงเขียนทับกันยุ่งเหยิง เหมือนกลัวอะไรบางอย่างจะหนีออกมา “เดี๋ยวกูเข้าไปดูลาดเลาก่อน” ผมบอก
เจพยักหน้า มือจับผ้ายันต์ฉีกออกเพื่อให้ผมเข้าไปได้ ผมลอยทะลุผ่านประตูเข้าไปก่อน อีกฝั่งเงียบผิดปกติ ห้องกว้างแต่เพดานต่ำ มีชั้นวางไม้เรียงราย เต็มไปด้วยของประหลาด หัวกระโหลก เครื่องราง โถดินเก่าๆ ที่มียันต์ปิดปากไว้แน่น แล้วสายตาผมหยุดอยู่ที่โถหนึ่ง มันไม่ใหญ่ ไม่เล็ก แต่เด่นชัด ยันต์บนโถเขียนเลขไทยตัวโต — ๙ หัวใจผมเต้นแรง นี่แหละ… ต้องใช่แน่
เจสะเดาะกลอนไขตามข้ามาในจังหวะนั้น ผมชี้ไปที่โถทันที “อันนั้นแหละเจ เปิดเลย”
เจรีบคว้าโถมา มือสั่นนิดหน่อย ก่อนจะดึงยันต์ออกแล้วเปิดฝาดู
ข้างในว่างเปล่า... ไม่มีแสง ไม่มีเสียง ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ทำเอาเริ่มใจหวิว
ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงโทรศัพท์เจก็ดังขึ้น กายโทรเข้ามา เสียงแตกพร่า ดูรีบร้อน “พี่มิก พี่เจ ออกมาเดี๋ยวนี้! มันเป็นกับดัก เด็กคนนั้นที่โดนขังอยู่กับฟิว จริงๆ แล้วเป็นผีเอ็มสิงร่างอยู่...”
สายยังไม่ทันจบเสียงหนึ่งคุ้นหูก็ดังแทรกขึ้นจากด้านหลัง “หาอะไรกันอยู่เหรอ พี่ชาย?”
ผมหันกลับแทบไม่ทัน ผีเอ็มปรากฏตัวออกมาจากเงามืด ร่างวิญญาณซีดขาว กับผ้าพันคอสีขาวสะบัดเหมือนมีชีวิต ก่อนจะพุ่งมารัดรอบตัวผมในพริบตา แรงดูดมหาศาลกระชากวิญญาณผมไว้แน่น เหมือนพลังถูกดูดออกไปทีละนิด ขยับตัวแทบไม่ได้ ไม่มีแรงแม้แต่จะลอยหนี
“แผนซ้อนแผน สนุกดีเนอะ ฮ่าๆ” เอ็มพูดแบบยิ้มๆ
"ไอมิก!..." เจตะโกนร้องเรียกชื่อผม แต่ยังไม่ทันขยับ พวกลูกศิษย์หมอเอก็โผล่ออกมาจากทุกทิศ ล็อกแขนเจไว้แน่น โถในมือเจหลุดร่วง กระแทกพื้นแตกเสียงดัง จนเศษดินกระจายเกลื่อน
นี่คือกับดักสมบูรณ์แบบ... ผ้าพันคอของเอ็มรัดแน่นขึ้น ผมเริ่มรู้สึกเหมือนสติจะหลุด ก่อนที่พวกเราจะถูกลากพาออกจากห้องนั้น ไปเผชิญหน้ากับเจ้าของตำหนักตัวจริงอย่างหมอเอ
...
ผีเอ็มลากผมไปตามพื้นเหมือนลากเงา ผ้าพันคอสีขาวของมันรัดแน่นรอบตัวจนวิญญาณผมฝืด เหมือนหายใจไม่ออกทั้งที่ไม่ควรต้องหายใจแล้วด้วยซ้ำ
"คนนี้แหละพ่อ ที่ผมเคยเล่าว่าควบคุมผีเด็กเก้าได้" มันพูดเสียงก้องในหูกลางห้องโล่ง ไฟตั้งเสาให้แสงส้มหม่นๆ สาดลงมากลางวงพิธี ที่ตรงนั้น… หมอเอนั่งรออยู่แล้ว
เขาใส่แว่นลงยันต์กรอบหนา ดวงตาหลังเลนส์จ้องมาที่ผมเหมือนกำลังมองของสะสมชิ้นใหม่ ไม่ใช่คน ไม่ใช่เด็ก แต่เป็น “ของ” “ในที่สุดก็ได้เจอกันสักที” หมอเอพูดเสียงเรียบ แต่แฝงความตื่นเต้น “เด็กพิเศษที่ควบคุมวิญญาณได้จริงๆ”
ผมนั่งตัวสั่นเหมือนหมดฤทธิ์อยู่กลางลาน ข้างๆ กัน เจกับฟิวถูกลากมาบังคับให้คุกเข่า มือถูกมัดไว้แน่น ฟิวหน้าเงียบผิดปกติ เจกัดฟันเหมือนโกรธจัดที่โดนซ้อนแผน ทั้งที่แฝงตัวอยู่มานาน “แกจับเก้าไปทำไม แล้วตอนนี้เก้าอยู่ไหน?” ผมถามตรงๆ ไม่อ้อม ไม่อยากเสียเวลา
หมอเอหัวเราะเบาๆ เหมือนภูมิใจที่ทุกอย่างสำเร็จด้วยดี “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวได้เจอกันแน่...” เขาหันไปพยักหน้าให้ผีเอ็ม “เอาออกมา”
ผีเอ็มพาเก้าออกมาจากด้านหลัง ร่างเล็กๆ ถูกมัดมือด้วยเชือกอาคม สีหน้าซีด ดวงตาปรือ เหมือนมือถือที่แบตแดงกระพริบใกล้ดับ แค่เห็นก็รู้แล้วว่าเหลือเวลาไม่มาก หัวใจผมร่วงวูบทันที
“พี่มิก…” เก้าเรียกเสียงแผ่ว
ผมฝืนกลั้นน้ำตาไว้แทบไม่อยู่ ในหัวได้ยินเสียงกายแว่วๆ จากที่ไกลมาก เหมือนลอยมาจากอีกโลก เรียกชื่อผม ซ้ำๆ พยายามปลุก พยายามดึงผมกลับร่าง ผมยังฝืนอยู่ต่อ เพื่อรอหาทางช่วยเก้าไปจากที่นี่
หมอเอลุกขึ้น เดินวนรอบตัวผมช้าๆ “เพราะผีตัวนี้พิเศษกว่าตัวอื่นยังไงล่ะ... สาธิตให้ดูหน่อยสิ ว่าเพิ่มพลังให้ผีเด็กนี่ยังไง?”
ผมส่ายหน้า “ต้องให้คนอื่นออกไปจากห้อง แล้วปล่อยเพื่อนผมสองคนนั้นด้วย”
หมอเอยิ้ม มุมปากยกขึ้นนิดเดียว “งั้นก็ไม่มีปัญหา” เขาสั่งอะไรบางอย่าง ผีเอ็มกับลูกศิษย์พาเจกับฟิวออกไปทันที และคลายผ้าพันคอขาวที่รัดตัวผมออกให้เป็นอิสระ
ลานโล่งเงียบลง ประตูถูกปิดสนิท เหลือแค่ผม เก้า และหมอเอ ความเงียบมันกดทับจนเหมือนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น ทั้งที่เป็นวิญญาณแล้วแท้ๆ ผมลังเลเล็กน้อย ถ้าทำ… หมอเอจะเห็นทุกอย่าง และอาจจะขโมยวิธีนี้ไปใช้ต่อแน่
“ไม่ต้องช่วยผมก็ได้นะครับพี่มิก... หนีไปก็ได้ครับ” เก้าพูดเบาๆ แต่ชัดเจน
หมอเอหัวเราะอีกครั้ง “แล้วแต่เอ็งนะ... จะปล่อยให่พลังงานเด็กนี่หมดตรงนี้เลย แล้ววิญญาณก็จะหายไปตลอดกาล”
คำว่า 'ตลอดกาล' มันแทงเข้ามาแรงเหมือนมีด ผมหันไปมองเก้า เด็กที่ผูกจิตกับผมไว้ เด็กที่ยังไม่ควรหายไปไหนทั้งนั้น
ผมสูดลมหายใจที่ไม่มีอยู่จริง ตัดสินใจก่อนจะสายเกินไป แล้วเงยหน้ามองหมอเอ “ก็ได้... ผมจะทำ”
...
ผมประคองร่างน้องเก้านอนราบลงกับพื้น พลางกระซิบถามเสียงพร่าพยายามปลอบไม่ให้เจ้าตัวเล็กขวัญเสีย "พี่มาช่วยแล้วนะเก้า... เจ็บตรงไหนมั้ย? มีใครทำอะไรเราหรือเปล่า?"
"ขอบคุณครับพี่มิก... ผมไม่เป็นไร แค่โดนมัดแล้วก็โดนตัดสัญญาณกั้นไม่ให้ติดต่อพี่" น้องตอบกลับมาน้ำตาคลอเบ้า ดูน่าสงสารจนผมใจสั่น
"แล้วตอนนี้แบตเหลือเท่าไหร่?" ผมถามย้ำเพื่อความชัวร์
เก้าหยิบมือถือขึ้นมาเช็กด้วยมือที่สั่นเทา "เหลือแค่ 5% เองครับ..."
วินาทีนันผมทั้งโล่งใจทั้งหวั่นไหว ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวดวงวิญญาณของน้องคงสลายไปแน่ๆ ผมรวบตัวน้องเข้ามากอดปลอบหวังให้เก้าผ่อนคลาย ก่อนจะก้มลงไปกระซิบชิดใบหู "เดี๋ยวพี่จะช่วยเพิ่มแบตให้... เหมือนที่เคยทำนะ ไม่ต้องกลัว"
"จะ... ดีเหรอครับ?" เก้าหน้าแดงซ่านด้วยความอาย สายตาเหลือบไปมองหมอเอที่นั่งจ้องพวกเราอยู่ไม่วางตา
"ไม่เป็นไรหรอกเก้า คิดซะว่ามีแค่เราสองคนพอ" ผมปลอบพลางลูบผมเย็นๆ ของน้องเบาๆ มืออีกข้างรั้งกางเกงน้องลงไปกองที่เข่า ผมดึงร่างนุ่มนิ่มเข้ามาแนบอกแล้วจัดการควักส่วนท่อนเอ็นของตัวเองออกมา พยายามดันแทรกเข้าไปในตัวน้องอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้แผ่นหลังของตัวเองบังสายตาจากหมอเอเอาไว้
แต่ดูเหมือนหมอเอจะรู้ทัน เขาเดินลงมาเดินวนรอบตัวเราสองคน จ้องดูท่าทางและจังหวะที่พวกเราสอดประสานกันอย่างใกล้ชิด ผมอายจนหน้าชาแต่ก็หยุดไม่ได้ ต้องรีบขยับเอวเร่งจังหวะเพื่อส่งต่อพลังงานให้น้องคืนมาให้เร็วที่สุด
"ที่แท้วิธีเพิ่มพลังงานก็คือแบบนี้เองสินะ หึๆ" หมอเอพึมพำพลางขยับแว่น จ้องมองอย่างชื่นชมราวกับกำลังดูงานวิจัยชิ้นเอก
"อืมม... อ่าา... พี่มิก... ผม... ผมรักพี่นะครับ..." เก้าครางเสียงสั่นพร่า สายตาที่มองมามันเต็มไปด้วยความรักและความเชื่อใจ
"พี่... พี่ก็รักเก้า... อ่าา... ซี้ดด..." ผมครางตอบ จังหวะกระแทกกระทั้นเริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ จนสัมผัสได้ว่าข้างในของเก้ามันตอดรัดจนผมใกล้จะทนไม่ไหว ผมก้มลงประกบปากจูบน้องอย่างดูดดื่มเพื่อโชว์ความเหนือกว่าต่อหน้าหมอเอ
หมอเอเดินกลับไปนั่งที่เดิมพลางหยิบอะไรบางอย่างใส่ปาก เป็นจังหวะเดียวกับที่อารมณ์ของผมพุ่งทะลุจุดสูงสุด
"อื้มม... เก้า... พี่ใกล้แล้ว...!" ผมเร่งความเร็วโหมเข้าใส่เต็มแรงจนเสียงเนื้อกระทบกันดัง ตั้บๆๆ ไปทั่วห้อง และในที่สุดผมก็ฉีดพ่นพลังเกือบทั้งหมดที่มีเข้าไปในตัวเก้าจนหมดเปลือก ร่างของน้องเริ่มเปล่งประกายดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น
"ขอบคุณครับพี่มิก... ตอนนี้แบตเพิ่มมา 25% แล้วครับ" เก้าพูดพลางลูบหัวผมเบาๆ ปล่อยให้ผมนอนเกยร่างวิญญาณน้องอยู่อย่างนั้นในสภาพหมดแรง ความเหนื่อยอ่อนทำเอาความหนาวเหน็บเริ่มกัดกินเข้ามาในใจจนผมสั่นไปทั้งตัวในตอนนั้น
...
"ต่อไปถึงเวลาที่แกต้องถ่ายโอนพลังมาให้ข้าบ้าง!..."
เสียงของหมอเอในร่างวิญญาณคำรามลั่น หลังจากมันกินยาแยกกายทิพย์ออกมาเหมือนที่ผมทำ มันถลาลงมากระชากร่างน้องเก้าหลุดกระเด็นไปจากอ้อมกอดผม แล้วล็อคตัวน้องไว้แน่นหนา
"เก้า...!" ผมเค้นแรงเฮือกสุดท้ายตะโกนเรียกสุดเสียง แต่มันเหนื่อยจนแทบขาดใจ ร่างกายหนักอึ้งจนลุกไม่ขึ้น
"อย่านะ... ปล่อยผม!" เก้าพยายามดิ้นสุดแรงเกิด แต่ด้วยขนาดตัวที่เล็กกว่า แม้เพิ่งได้การเพิ่มพลังจากผมมา แต่น้องก็สู้แรงหมอเอไม่ได้เลย
"อยู่นิ่งๆ ไอ้เด็กนี่... ส่งพลังมาให้ข้า!" พูดจบมันก็กระชากคอเก้าเข้ามาประกบปากดูดกลืนพลังงานที่ผมเพิ่งชาร์จให้น้องไปสดๆ ร้อนๆ ผมช็อกจนทำตัวไม่ถูก ทุกอย่างมันอยู่ในแผนของไอ้หมอนี่หมดแล้ว!
ร่างเล็กๆ ในอ้อมกอดมันสั่นเกร็งกะตุกจนตาเหลือกลอย ขาเรียวเล็กดิ้นปัดป่ายไปมาในอากาศจนกางเกงที่หมิ่นเหม่หลุดไปกองกับพื้น เผยให้เห็นท่อนล่างที่เปลือยเปล่าท่ามกลางสายตาหื่นกระหายของมัน
"ไอเชี่ยเอ๊ย... อย่าทำน้องกูนะเว้ย!" ผมกัดฟันยันตัวขึ้นจะเข้าไปช่วยน้อง แต่กลับถูกผ้าพันคอสีขาวของไอ้เอ็มพุ่งเข้ามาพันรอบตัวกระชากกลับลงไปกองที่เดิม
"จะรีบไปไหนล่ะพี่ชาย... อยู่ดูน้องพี่มีความสุขก่อนสิ ฮิฮิ" เสียงกวนประสาทแต่เย็นยะเยือกของผีเอ็มดังขึ้นข้างหู มันใช้ผ้าพันคอประจำตัวรัดผมไว้จนแทบกระดิกไม่ได้
"ขอร้องล่ะเอ็ม... อย่าทำแบบนี้... นั่นมันน้องแกนะ!" ผมหมดหนทางจนต้องอ้อนวอน พลางมองไปที่คอของมัน เหมือนมีรอยแดงๆ เหมือนถูกรัดรอบคอ
"หืออ?... พูดอะไรของพี่ชาย ไม่เห็นเข้าใจเลยย..." เอ็มทำลอยหน้าลอยตาเยาะเย้ย
"ถ้าแกเป็นลูกหมอกวิน... เก้าก็ต้องเป็นลูกพี่ลูกน้องของแกแน่ๆ!" ผมพยายามขุดเอาความจริงมาโน้มน้าวใจมัน
"ผมว่าพี่ชายเข้าใจผิดไปใหญ่แล้วมั้ง... หมอกวินอะไรล่ะ... คนที่กำลังดูดดื่มอยู่กับน้องเก้านั่นน่ะ พ่อผมต่างหาก... แล้วอย่างที่เคยบอก แม่ผมคือน้องไอซ์ที่พี่เคยพูดถึงไงล่ะ... พอแม่ผมตาย พ่อก็เลยเอาผมมาสร้างเป็นกุมารทองแบบที่พี่เห็นนี่แหละ อิอิ" เอ็มชี้ไปที่หมอเอร่างท้วมที่กำลังบดขยี้ริมฝีปากกับน้องเก้าอย่างบ้าคลั่ง มันพยายามสอดลิ้นเข้าไปในปากเล็กๆ เพื่อสูบเอาพลังเฮือกสุดท้ายจากน้องรักของผม
"อึ้กก... อักก...!" เสียงเก้าสำลักน้ำลาย น้ำตาไหลพรากเพราะทนการถูกสูบพลังไม่ไหว ภาพตรงหน้ามันบาดใจจนผมอยากจะบ้าตาย
พักใหญ่หมอเอถึงผละปากออกมา ผมเห็นน้องเก้าคอพับคออ่อน ตาลอยคว้าง น้ำลายไหลยืดเปื้อนคางขาวๆ ดูน่าเวทนาที่สุด
"อ่าา... ของดีแบบนี้ไม่ได้เจอมานานแล้ว... เก่งมากเจ้าเอ็ม ที่คาบเด็กนี่มาให้พ่อ..." หมอเอหันไปชมลูกสมุนที่ยืนคุมผมอยู่
"เพื่อพ่อ ผมทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วค้าบบ..." เอ็มตอบหน้าระรื่น
"มันล้างสมองแก! มันกำลังหลอกใช้แกนะเอ็ม!" ผมพยายามตะโกนเรียกสติมันเป็นครั้งสุดท้าย
"ไอ้นี่มันฤทธิ์เยอะนัก ทำไมพลังยังไม่หมดง่ายๆ อีก?" หมอเอเริ่มรำคาญแล้วหันมาตวาดใส่ผม
"ผมว่าพี่ชายนั่งเงียบๆ แล้วดูฉากเด็ดต่อไปดีกว่านะค้าบบ อิอิ" เอ็มไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น ความหวังของผมดับวูบลงทันที
"แกจะทำอะไรเก้า? ปล่อยน้องกูได้แล้ว!"
"ข้ายังดูดพลังไม่หนำใจเลยว่ะ... สงสัยต้องลองดูดจากแหล่งโดยตรงดูบ้างแล้วล่ะมั้ง?" หมอเอหัวเราะในลำคอพลางเอื้อมมือหยาบโลนลงไปลูบไล้แท่งเนื้อสีขาวซีดของน้องเก้า เขี่ยเน้นจนของน้องกระดกสู้มือขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
"อย่า... อย่าทำแบบนั้น ขอร้องล่ะ..." ผมใจสลาย แทบขาดใจตายอยู่ตรงนั้นเมื่อเห็นน้องต้องโดนย่ำยีโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้เลย
...
ในขณะที่ร่างวิญญาณของหมอเออุ้มร่างผีน้องเก้าที่หมดแรงขัดขืนแล้ว จับวางพาดลงบนโต๊ะยาวกลางห้องโถง มันจับขาเรียวเล็กของน้องแยกกว้าง เตรียมจะดูดพลังจากน้องไปอีกขั้น... เป็นวิธีที่ผมยอมรับไม่ได้อย่างที่สุด!
จังหวะที่หมอเอกำลังก้มหน้า ปากของมันแทบจะครอบลงไปบนท่อนเอ็นเล็กๆ ของเก้านั่นเอง ทันใดนั้นมีมือเด็กชายอีกคนวิ่งมาคว้าอุ้มร่างน้องเก้าหลุดออกจากโต๊ะได้อย่างทันท่วงที!
"เก้า! พี่มิก!... กายมาช่วยแล้ว!" เสียงใสๆ คุ้นหูตะโกนขึ้นมา
"กายเหรอ?!" ผมที่อยู่ในโหมดสลึมสลือหรี่ตามอง เห็นร่างวิญญาณของน้องกายยืนหอบอยู่ตรงหน้า... เจ้าน้องชายดันดื้อกินยาออกจากร่างมาช่วยผมกับเก้าไว้
"ไอ้เด็กนี่มันเป็นใครกัน?! เอ็ม! จัดการมันซะ!" หมอเอเดือดจัด ตวาดลั่นแล้วชี้มือสั่งไอ้เอ็ม
"หืมม... มาทั้งพี่ทั้งน้องเลยเหรอเนี่ย ดีล่ะ จะได้จัดการทีเดียวทั้งคู่เลย ฮี่ฮี่..." เอ็มหัวเราะร่า มันปล่อยผ้าพันคอสีขาวออกจากตัวผม เตรียมจะเหวี่ยงไปรัดน้องกายแทน
"กาย! รีบพาเก้าหนีไป! ไม่ต้องห่วงพี่...!" ผมตะโกนสุดเสียง ลุ้นจนตัวโก่ง กลัวทั้งคู่จะโดนจับไปอีกครั้ง
ผ้าสีขาวของเอ็มพุ่งแหวกอากาศไปอย่างรวดเร็ว แต่น้องกายนั้นไวกว่ามาก ถีบตัวกระโดดพุ่งหลบได้อย่างเฉียดฉิว
"กูไวกว่าเว้ย!" น้องกายตะโกนอย่างสะใจพลางอุ้มร่างวิญญาณของเก้าไปด้วยอย่างทุลักทุเล
"ก็ไม่ได้จะเล็งน้องนี่หน่า ฮิฮิ" เอ็มหัวเราะเยาะ ก่อนจะบังคับผ้าพันคอให้เลี้ยวโค้งกลับไปม้วนพันรอบขาน้องเก้า... มันพลิ้วไหวราวกับมีชีวิต
"กายระวัง!" ผมตะโกนเตือนน้องชาย แต่ไม่ทันการณ์แล้ว ผีเอ็มกระตุกผ้าเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างน้องเก้าหลุดจากอ้อมแขนน้องกาย
"เก้า...!" น้องกายพยายามคว้าแขนเก้าไว้แต่ไม่ทัน ร่างเล็กๆ กำลังลอยพุ่งตรงไปหาเจ้าเอ็มอย่างรวดเร็ว
ผมตัดสินใจใช้แรงเฮือกสุดท้าย กระโดดพุ่งตัวออกไปรับน้องเก้าไว้กลางอากาศ! ตุ้บ! ร่างของเราทั้งสองกระเด็นไปกระแทกเข้ากับเจ้าเอ็มอย่างจัง จนล้มลงไปกองกับพื้นกันทั้งหมด... และภาพทุกอย่างก็ขาวโพลน สว่างวาบขึ้นมาจนแสบตา... . ... . สักพักแสงสีขาวนั้นค่อยๆ จางลง ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเห็นเพดานห้องที่แสนคุ้นเคย... เหมือนกลับมาอยู่ในห้องนอนของตัวเอง... แต่ร่างกายกลับรู้สึกเบาหวิวแปลกๆ เหมือนตัวเล็กลงไปมาก
"เบสท์! ลงมากินข้าวได้แล้วลูก..." เสียงผู้หญิงที่ไม่คุ้นเคยตะโกนเรียกจากชั้นล่าง... ไม่ใช่เสียงแม่ผม และยังเรียกชื่อว่า 'เบสท์' อีกด้วย
ผมรีบลุกพรวดไปดูตัวเองในกระจก... และต้องถึงกับช็อกสุดขีด! เมื่อคนที่จ้องมองกลับมาไม่ใช่ตัวผมอีกแล้ว! แต่เป็นน้องเก้า... หรือ 'เบสท์' ในชาติที่แล้วนั่นเอง! ตอนนี้ผมสับสนไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่... นี่ผมเข้ามาอยู่ในความฝันของเก้า? หรือนี่อาจจะเป็นความทรงจำในอดีตของเก้าที่ถูกซ่อนเอาไว้... ... . . อ่านตอนต่อไป... >>ตอน 18 - ความทรงจำที่ถูกปิดกั้น<<
|