|
เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้นทั่วโรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์นักเรียนทยอยเดินออกจากอาคารเรียน บางกลุ่มมุ่งหน้าไปยังประตูโรงเรียนบางกลุ่มยังยืนพูดคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ส่วนสนามกีฬาที่เคยเต็มไปด้วยเสียงนกหวีดในช่วงบ่ายเริ่มเงียบลงทีละน้อย บอยนั่งอยู่ในห้องพักครูวิทยาศาสตร์ตามลำพังเขากำลังตรวจใบงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6กองกระดาษตรงหน้าถูกแบ่งออกเป็นหลายตั้ง ปากกาสีแดงในมือขีดแก้คำตอบไปเรื่อย ๆแต่ความสนใจของเขากลับไม่ได้อยู่กับงานทั้งหมด เพราะตั้งแต่เมื่อสิบนาทีก่อนเขาได้ยินเสียงหัวเราะคุ้นเคยดังมาจากทางเดินหน้าห้อง เสียงนั้นเป็นของทัศน์ “ครูครับพรุ่งนี้อย่าลืมเอารองเท้ากีฬามาด้วยนะครับ!” เสียงทัศน์ดังตามหลังนักเรียนกลุ่มหนึ่งก่อนเจ้าตัวจะเดินเข้ามาในห้องพักครูด้วยท่าทางสบาย ๆ บอยเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ ทัศน์ยังสวมเสื้อโปโลของโรงเรียนกับกางเกงกีฬาสีเข้มแขนเสื้อพับขึ้นเล็กน้อยตามความเคยชิน กระเป๋ากีฬาสะพายอยู่บนไหล่ข้างหนึ่งเส้นผมที่จัดทรงมาในตอนเช้าเริ่มยุ่งนิด ๆ จากการสอนและทำกิจกรรมกลางแจ้งตลอดวัน เขาดูเหนื่อยแต่ยังยิ้มได้เหมือนเดิม และนั่นก็เป็นปัญหาสำหรับบอย เพราะไม่ว่าทัศน์จะอยู่ในสภาพไหนบอยก็มักพบว่าตัวเองเผลอมองอีกฝ่ายนานกว่าที่ควรเสมอ “ยังไม่กลับอีกเหรอบอย” เสียงเรียกทำให้บอยสะดุ้งเล็กน้อย “อ๋อ ยังเลยตรวจงานอีกนิดหน่อย” ทัศน์เดินเข้ามาใกล้โต๊ะวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ว่าง แล้วชะโงกดูเอกสารที่กองอยู่ตรงหน้า “อีกนิดหน่อยของนายคือกี่โมงเนี่ยผมเห็นนายตรวจงานตั้งแต่บ่ายแล้ว” “ก็เหลือไม่เยอะแล้ว” “ประโยคนี้ผมได้ยินตั้งแต่ตอนพักกลางวันแล้วนะ” บอยหัวเราะเบา ๆ“นายก็พูดเกินไป” “ผมพูดจริงต่างหาก” ทัศน์ลากเก้าอี้มานั่งข้างโต๊ะอย่างไม่ถือพิธีเขาหยิบขวดน้ำขึ้นดื่ม ก่อนถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งปลดภาระจากทั้งวันลงได้ ท่านั่งของทัศน์ช่างเย้ายวนสายตาจริงๆ การเอนตัวนั่งทำให้เป้ากางเกงมันรั้งขึ้น ทำให้เป้าของทัศน์แนบบสนิทกับกางเกงวอร์มเห็นพวงใข่ที่แน่น พร้อมกับดุ้นควยที่ยาวอวบเห็นอย่างชัดเจน บอยมองตาแทบไม่กระพริบกับภาพตรงหน้า ทัศน์ไม่ระวังตัวเลย เพราะไม่คิดว่าบอยจะชอบแอบมองอยู่ บอยพยายามกลับไปสนใจงานแต่การที่ทัศน์นั่งอยู่ห่างออกไปเพียงช่วงแขนทำให้เขาต้องใช้สมาธิมากกว่าปกติ กลิ่นสบู่อ่อน ๆจากเสื้อของอีกฝ่ายลอยมาเป็นระยะ เสียงฝาขวดน้ำถูกปิดดังแกร๊กตามด้วยเสียงทัศน์ฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ไม่น่าจะมีความสำคัญอะไร แต่สำหรับคนที่แอบรักใครสักคนมานานทุกอย่างกลับกลายเป็นรายละเอียดที่จำได้โดยไม่ต้องพยายาม “บอย” “หืม?” “เย็นนี้ไปกินข้าวกันไหม” ปากกาสีแดงในมือบอยหยุดค้างอยู่เหนือกระดาษ “กินข้าวเหรอ” “ใช่ ผมหิวมากวันนี้สอนกลางแจ้งตั้งหลายคาบ กลับบ้านไปกินคนเดียวก็ขี้เกียจทำกับข้าวนายไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ” ทัศน์พูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลกแต่หัวใจของบอยกลับเต้นแรงขึ้นทันที “ได้สิ”เขาตอบเร็วไปนิด จึงรีบเสริม “ผมหมายถึง…งานเหลือไม่มากแล้วเดี๋ยวตรวจให้เสร็จก็ไปได้” ทัศน์ยิ้มกว้าง “ดีเลย งั้นผมรอ” เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูอะไรบางอย่างขณะที่บอยก้มหน้าตรวจงานต่อพร้อมกับสลับมองเป้าตุงแน่นของทัศน์ แต่คราวนี้มุมปากของบอยยกขึ้นจนแทบห้ามไม่ได้ เย็นนี้เขาจะได้กินข้าวกับทัศน์อีกแล้ว แค่คิดถึงเรื่องนั้นเขาก็รู้สึกว่าวันเหนื่อย ๆ ของตัวเองดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ประมาณยี่สิบนาทีต่อมาบอยเก็บเอกสารเข้ากระเป๋า ปิดคอมพิวเตอร์ และเดินออกจากห้องพร้อมทัศน์ ทั้งคู่เดินผ่านสนามกีฬาที่เริ่มว่างเปล่าแสงแดดยามเย็นทอดยาวไปตามพื้นคอนกรีต ใบไม้ไหวตามลมเสียงนักเรียนจากประตูหน้าโรงเรียนดังมาเป็นระยะ ทัศน์เดินนำอยู่ครึ่งก้าวก่อนหันกลับมาถาม “วันนี้นายอยากกินอะไร” จริงๆบอยอยากตอบว่า อยากกินไส้กรอกนาย แต่ได้แค่คิด “อะไรก็ได้นายเลือกเลย” “อย่าตอบแบบนี้สิถ้าผมเลือกร้านแพง นายจะบ่นหรือเปล่า” “ผมเคยบ่นเรื่องกินข้าวกับนายด้วยเหรอ”ทัศน์ทำท่าคิดอย่างจริงจัง “ก็ไม่เคยนะ แต่ผมกำลังเปิดโอกาสให้นายบ่นล่วงหน้า”บอยหัวเราะจนต้องส่ายหน้า “นายเป็นคนอะไรเนี่ย” “เป็นคนหิวครับ” ทัศน์ตอบหน้าตาเฉยแล้วหัวเราะกับมุกของตัวเองเสียก่อน บอยมองรอยยิ้มนั้นโดยไม่รู้ตัว เขาชอบเวลาทัศน์หัวเราะจากใจชอบสีหน้าที่ผ่อนคลายและแววตาที่ดูเป็นมิตร บางครั้งทัศน์ก็ไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษแต่เพียงแค่หันมายิ้มให้บอยก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้รับอะไรบางอย่างที่มีค่ามากแล้ว “มองอะไร” ทัศน์ถามขึ้นกะทันหัน บอยรีบหันไปมองถนน “เปล่า มองทาง” “ทางอยู่ข้างหน้านายไม่ใช่หน้าผมสักหน่อย” “ก็ผมกำลังจะมองนี่ไง!” ทัศน์หัวเราะเสียงดังก่อนยื่นมือมาตบไหล่บอยเบา ๆ อย่างสนิทสนม สัมผัสเพียงชั่วครู่นั้นทำให้บอยรู้สึกร้อนวูบไปทั้งตัวเขาต้องบังคับตัวเองไม่ให้แสดงอาการมากเกินไป เพราะสำหรับทัศน์การแตะไหล่เพื่อนร่วมงานคงไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ แต่สำหรับเขามันเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่จะต้องแอบเก็บเอาไว้ในใจ ร้านอาหารที่ทั้งคู่เลือกเป็นร้านเล็กๆ ริมถนน มีโต๊ะไม้ไม่กี่ตัวและพัดลมติดผนังที่หมุนช้า ๆกลิ่นกระเทียมเจียวกับอาหารผัดลอยออกมาจากครัว บรรยากาศเรียบง่ายและคุ้นเคย ทัศน์เลือกนั่งฝั่งตรงข้ามกับบอยก่อนเปิดเมนูแล้วขมวดคิ้วเหมือนกำลังวิเคราะห์โจทย์ยาก “เอาอะไรดี…” “สั่งที่นายอยากกินสิ” “ผมอยากกินหลายอย่าง” “งั้นก็สั่งสองอย่าง” “ถ้าสั่งสองอย่างนายช่วยกินด้วยนะ” บอยยิ้ม “ได้สิ” สุดท้ายทัศน์สั่งอาหารมาสองจานตามที่พูดจริงๆ เมื่ออาหารมาถึงเขาก็เลื่อนจานหนึ่งมาไว้ตรงกลางโต๊ะเพื่อให้ทั้งคู่ตักแบ่งกันได้สะดวก“ลองชิมอันนี้สิผมว่าร้านนี้ทำอร่อย” บอยตักชิมตามคำชวนก่อนพยักหน้า “อร่อยจริงด้วย” “เห็นไหม ผมเลือกร้านเก่ง” “ครับเก่งมากครับ” “ประชดหรือเปล่าเนี่ย?” “ชมจริง ๆ” ทั้งคู่หัวเราะพร้อมกัน บทสนทนาดำเนินต่อไปอย่างไม่รีบร้อนพวกเขาคุยกันเรื่องนักเรียนที่ชอบส่งงานผิดห้องเรื่องกิจกรรมกีฬาสีที่กำลังจะมาถึงและเรื่องครูคนหนึ่งที่มักลืมเอากุญแจห้องพักครูติดตัวอยู่เสมอ ทัศน์เล่าเรื่องด้วยท่าทางสนุกสนานบางครั้งก็ทำเสียงเลียนแบบนักเรียนจนบอยหัวเราะจนต้องวางช้อน “นายไปจำท่าทางเด็กมาได้ยังไงขนาดนั้น” “ก็ผมเป็นครูพละที่มีทักษะการสังเกตดีเยี่ยมไง” “เกี่ยวกันตรงไหน” “เกี่ยวทุกอย่างครับ” บอยหัวเราะอีกครั้งแล้วมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกอิ่มเอมที่อธิบายไม่ถูก เขาอยากให้มื้ออาหารนี้ยาวนานกว่านี้อีกสักหน่อย อยากฟังเสียงทัศน์พูดต่ออยากเห็นรอยยิ้มแบบนี้อีก อยากให้ช่วงเวลาที่ได้นั่งตรงข้ามกันไม่จบลงเร็วเกินไป แต่ขณะเดียวกันบอยก็รู้ว่าความสุขของตัวเองตั้งอยู่บนความไม่รู้ของอีกฝ่าย ทัศน์ไม่รู้ว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้ารักเขามากเพียงใด และบอยก็ยังไม่กล้าบอก “บอย” “หืม?” “นายเงียบไปเลยคิดอะไรอยู่?” บอยชะงักก่อนยิ้มกลบเกลื่อน “คิดว่าอิ่มแล้ว” “อ้าว ผมนึกว่านายกำลังคิดเรื่องวิทยาศาสตร์อะไรยากๆ อยู่เสียอีก” “นี่ผมพักกินข้าวนะไม่ได้ทำข้อสอบ” ทัศน์หัวเราะแล้วเลื่อนแก้วน้ำมาให้ “ดื่มน้ำหน่อยเดี๋ยวสำลัก” บอยรับแก้วมาถือไว้หัวใจอ่อนยวบกับความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นอีกครั้ง เขารู้ดีว่าทัศน์เป็นคนใจดีกับเพื่อนหลายคนไม่ใช่แค่กับเขา แต่ถึงจะรู้เช่นนั้น เขาก็ยังอดหวังไม่ได้ว่าสักวันหนึ่งความใส่ใจที่ได้รับจะมีความหมายพิเศษขึ้นมา หลังอาหารมื้อเย็นทั้งคู่เดินออกจากร้านพร้อมกัน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพูไฟริมถนนเริ่มเปิดทีละดวง ทัศน์ยืดแขนบิดตัวคลายเมื่อยก่อนหันมาหาบอย “วันนี้ดีจังได้กินข้าวอร่อย แถมมีเพื่อนคุยด้วย” บอยยิ้มให้ “ผมก็ดีใจที่ได้มา” “งั้นคราวหน้ามาอีกนะ” “ได้สิ” ทัศน์พูดต่ออย่างไม่คิดอะไร “วันไหนผมเหนื่อยๆ ผมจะได้ชวนนายมากินข้าวอีก อยู่กับนายแล้วสบายใจดี” บอยพยักหน้าแม้หัวใจจะเต้นแรงกับประโยคนั้น “ได้เสมอ ถ้าผมว่างนะ” “โอเคตกลงตามนี้” ทัศน์ยกมือขึ้นแตะไหล่เขาอีกครั้งก่อนเดินนำไปยังที่จอดรถ บอยเดินตามหลังด้วยรอยยิ้มเล็กๆ เขายังไม่รู้ว่าความรักครั้งนี้จะลงเอยอย่างไรแต่ในเย็นวันนั้น เขากลับบ้านพร้อมความสุขจากมื้ออาหารธรรมดา ๆที่มีความหมายไม่ธรรมดาสำหรับเขาเลย เพราะสำหรับบอยบางครั้งการได้อยู่ใกล้คนที่รัก แม้จะยังไม่ได้เป็นคนรักของเขาก็เป็นความสุขที่ยากจะหาอะไรมาแทนที่ได้ และเขายังไม่รู้เลยว่าอีกไม่นาน ความสัมพันธ์ที่เคยมีเพียงเขาคนเดียวเป็นฝ่ายหวังจะเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย… เช้าวันจันทร์โรงเรียนกลับมาคึกคักอีกครั้ง เสียงนักเรียนพูดคุยกันดังมาจากหน้าห้องเรียนเสียงรองเท้าวิ่งกระทบพื้นทางเดินสลับกับเสียงครูเวรที่คอยเตือนนักเรียนให้เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ บอยมาถึงโรงเรียนตั้งแต่เช้าตามปกติเขาวางกระเป๋าไว้บนโต๊ะในห้องพักครู เปิดคอมพิวเตอร์เตรียมสื่อการสอนแล้วเดินไปซื้อกาแฟจากร้านหน้าโรงเรียน ระหว่างยืนรอเครื่องดื่มเขานึกถึงบทสนทนาเมื่อคืนวันศุกร์โดยไม่รู้ตัว วันไหนผมเหนื่อยๆ ผมจะได้ชวนนายมากินข้าวอีก อยู่กับนายแล้วสบายใจดี เป็นเพียงประโยคธรรมดาๆ ที่ทัศน์พูดออกมาโดยไม่ได้คิดอะไร แต่บอยกลับจำได้แม่นทุกคำ เขารู้ว่าตัวเองไม่ควรตีความคำพูดเหล่านั้นเกินไปทัศน์เป็นคนอัธยาศัยดีและเข้ากับคนอื่นง่ายการชวนเพื่อนร่วมงานไปกินข้าวจึงอาจไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไรเลย ถึงอย่างนั้นหัวใจของคนแอบรักก็ยังอดหวังไม่ได้ “ครูบอยครับกาแฟได้แล้วครับ!” เสียงพนักงานเรียกทำให้เขาหลุดจากภวังค์บอยรับแก้วกาแฟมา ก่อนเดินกลับเข้าโรงเรียน แต่เมื่อผ่านบริเวณสนามกีฬาเขาก็เห็นคนที่กำลังนึกถึงยืนอยู่ตรงนั้นพอดี ทัศน์กำลังพูดคุยกับนักเรียนชายกลุ่มหนึ่งเขาสวมชุดกีฬาของโรงเรียน ยืนกอดอกฟังนักเรียนอธิบายอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อนักเรียนคนหนึ่งยกมือเกาหัวอย่างเขิน ๆ “คราวหน้าอย่าลืมรองเท้ากีฬาอีกนะถ้าลืมบ่อย ๆ ครูจะให้วิ่งรอบสนามเพิ่มจริง ๆ ด้วย” “โธ่ครูทัศน์ครับ ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายจริง ๆ ครับ!” “คราวที่แล้วก็พูดแบบนี้” เสียงหัวเราะของนักเรียนดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มของครูพละ บอยยืนมองอยู่ห่าง ๆอย่างเผลอตัว เขาชอบเวลาทัศน์อยู่กับนักเรียนเพราะอีกฝ่ายดูมีชีวิตชีวาและเป็นธรรมชาติท่าทางมั่นใจไม่ได้ทำให้รู้สึกเข้าถึงยาก ตรงกันข้ามทัศน์กลับเป็นคนที่ทำให้นักเรียนกล้าพูดคุยและเข้าหาได้ง่าย บอยมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังยิ้มตามอีกฝ่าย “ครูบอยครับยืนยิ้มอะไรอยู่คนเดียวครับ” เสียงนักเรียนคนหนึ่งดังขึ้นข้างตัวทำให้บอยสะดุ้ง “เปล่า ครูกำลังคิดเรื่องงานอยู่ ไปเข้าแถวได้แล้ว” นักเรียนยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนวิ่งจากไป บอยถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินกลับห้องพักครู พยายามบอกตัวเองว่าเขาควรตั้งใจทำงานให้มากกว่านี้ไม่ใช่ปล่อยให้ความคิดถึงใครคนหนึ่งเข้ามาแทรกอยู่ในทุกช่วงเวลาของวัน แต่ดูเหมือนหัวใจของเขาจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าไรนัก ช่วงพักกลางวันบอยกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะประจำในโรงอาหารเขาเลือกนั่งมุมที่ไม่พลุกพล่านมากนักเปิดโทรศัพท์ดูตารางสอนของวันถัดไปไปด้วยระหว่างกินข้าว “ขอนั่งด้วยคนได้ไหม” บอยเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทัศน์ยืนถือถาดอาหารอยู่ตรงหน้า “ได้สินายมานั่งเลย” ทัศน์วางถาดลงฝั่งตรงข้ามแล้วนั่งลงอย่างคุ้นเคย เขามองจานข้าวของบอยก่อนเลิกคิ้ว “นายกินแค่นี้เองเหรอ” “ก็ผมกินเท่านี้อิ่มแล้ว” “เมื่อวันศุกร์นายยังช่วยผมกินได้ตั้งเยอะ”บอยเกือบสำลักน้ำ “ก็วันนั้นผมหิว!” ทัศน์หัวเราะอย่างอารมณ์ดีก่อนเริ่มกินอาหารของตัวเอง “วันนี้ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟังด้วย” “เรื่องอะไร” “เมื่อเช้านักเรียนห้องหนึ่งทำลูกบอลหายไปสามลูกแล้วทุกคนยืนยันว่าไม่ได้เอาไป ผมเลยต้องตามหาตั้งแต่ก่อนเข้าแถวสุดท้ายรู้ไหมว่าเจอที่ไหน” บอยส่ายหน้า “อยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์นั่นแหละแต่มีคนเอาไปวางไว้หลังกล่องจนมองไม่เห็น” “แล้วนายทำยังไง” “ก็เรียกเด็กมาคุยแล้วบอกว่าถ้าใครเอาไปเล่นแล้วไม่เก็บให้เรียบร้อยคราวหน้าต้องช่วยครูจัดอุปกรณ์ทั้งห้อง” บอยหัวเราะ“นายดุจริงหรือเปล่าเนี่ย” “ผมดุเป็นนะ!” “ไม่ค่อยเชื่อ” ทัศน์วางช้อนลงแล้วทำหน้าขึงขังเลียนแบบตัวเองเวลาสอนนักเรียน “นักเรียนทุกคนครับกรุณาเข้าแถวให้เป็นระเบียบ!” บอยหัวเราะจนต้องก้มหน้าเขาไม่เคยเห็นใครเปลี่ยนจากสีหน้าจริงจังมาเป็นสีหน้าทะเล้นได้รวดเร็วเท่าทัศน์มาก่อน “พอแล้ว ๆเดี๋ยวคนอื่นหันมามอง” “ก็ผมทำให้นายหัวเราะได้ก็ดีแล้วนี่” ประโยคนั้นทำให้บอยชะงักไปเล็กน้อย ทัศน์พูดจบก็กลับไปกินข้าวตามปกติเหมือนไม่ได้ตระหนักเลยว่าคำพูดง่าย ๆ ของตัวเองส่งผลกับคนฟังมากเพียงใด บอยก้มหน้าตักข้าวเข้าปากพยายามซ่อนรอยยิ้มที่ยังคงอยู่บนใบหน้า เขาอยากบอกเหลือเกินว่าไม่ใช่แค่วันนี้หรอกที่ทัศน์ทำให้เขาหัวเราะได้ ตั้งแต่รู้จักกันมาทัศน์ก็ทำให้เขามีความสุขได้ด้วยเรื่องเล็กน้อยเสมอ หลังเลิกเรียนวันนั้นบอยได้รับข้อความจากทัศน์ ทัศน์:พรุ่งนี้ว่างไหม ช่วยผมจัดอุปกรณ์กีฬาหน่อยได้หรือเปล่า บอยอ่านข้อความนั้นซ้ำสองรอบก่อนพิมพ์ตอบกลับอย่างรวดเร็ว บอย: ว่างครับมีอะไรให้ช่วยบอกได้เลย ไม่นานนักข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้น ทัศน์:ขอบใจมากเพื่อน พรุ่งนี้เจอกัน คำว่า เพื่อนทำให้บอยยิ้มจางลงเพียงเล็กน้อย เขารู้ดีว่าตอนนี้ทัศน์มองเขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันและเขาเองก็ไม่เคยคาดหวังให้อีกฝ่ายเปลี่ยนความรู้สึกเพียงเพราะตัวเองรักมากกว่า แต่บางครั้งการได้เห็นสถานะของตัวเองชัดเจนเกินไปก็ทำให้เจ็บอยู่เหมือนกัน บอยวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้“แค่ได้อยู่ใกล้ก็พอแล้วมั้ง…”เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ ถึงจะรู้ว่าความรู้สึกนี้อาจไม่มีวันได้รับคำตอบแต่เขาก็ยังไม่อยากถอยออกมา เพราะทัศน์ไม่ได้ทำอะไรให้เขาต้องเจ็บเลยสักนิด คนที่ทำให้เขาหวั่นไหวมาตลอดก็ยังเป็นคนเดิมคนที่ชวนกินข้าว คนที่หัวเราะกับเรื่องไร้สาระและคนที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีความหมายกับใครมากเพียงใด บอยจึงเลือกเก็บความรักไว้ก่อนอย่างน้อยก็จนกว่าจะมีความกล้ามากพอที่จะพูดความจริงออกไป
|