ลานกลางหมู่บ้านไทเพ้ยวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ เสียงพูดคุยอื้ออึงของชาวบ้านที่ทยอยกันเข้ามาจับจองพื้นที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ดังระงมไปทั่ว ผสมปนเปไปกับกลิ่นดินกลิ่นหญ้าและกลิ่นเหงื่อไคลตามประสาคนทำงานกลางแจ้ง ผู้ใหญ่บ้านยืนเด่นอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อย กำลังพ่นน้ำลายสั่งการเรื่องโครงการฝึกงานของคนภายนอกที่กำลังจะเข้ามาในอาทิตย์หน้า บ้างก็ว่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้วิชาการใหม่ๆ บ้างก็ว่าพวกคนเมืองจะเข้ามาสร้างความวุ่นวาย
เหม่านั่งปะปนอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน เขานั่งขัดสมาธิ สังเกตการณ์บรรยากาศรอบข้างด้วยสายตาเรียบเฉย แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านยอดไม้ลงมาตกกระทบผิวของเขา แต่เขากลับไม่ได้สนใจคำพูดของผู้ใหญ่บ้านที่กำลังพล่ามเรื่องคนเมืองไม่หยุดหรอก สายตาของเหม่ากลับไปหยุดอยู่ที่ชายร่างใหญ่ที่นั่งห่างออกไปไม่กี่ช่วงตัว
'ส่าง' ช่างตีเหล็กประจำหมู่บ้านนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวในกลุ่มคน เขาไม่ได้หันไปคุยกับใครเหมือนคนอื่น ร่างกายล่ำสันบึกบึนที่เคยดุดันดั่งขุนเขาในยามตีเหล็ก วันนี้กลับดูเล็กลงถนัดตา ส่างเปลือยท่อนบนโชว์แผ่นอกกว้างที่หนาแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อจากการยกค้อนหนักและอังเตาไฟร้อนมาทั้งชีวิต ผิวสีเข้มกร้านแดดของเขามีรอยแผลเป็นเล็กๆ จากสะเก็ดไฟกระจัดกระจายไปทั่วราวกับแผนที่แห่งความเหนื่อยยาก ทว่าในวันนี้ แผ่นหลังกว้างนั้นกลับดูห่อเหี่ยวและสั่นไหวอย่างผิดปกติ
เหม่ามองเห็นมือหนาหยาบกร้านที่วางอยู่บนหัวเข่า มือคู่นี้แหละที่เคยตวัดค้อนตีเหล็กแดงฉานให้กลายเป็นมีดและดาบคมกริบ แต่ในตอนนี้ ปลายนิ้วของส่างกำลังสั่นระริก สั่นจนเหม่ารู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่รุนแรงแผ่ออกมาจากตัวชายผู้นี้ เหม่าหันไปหาลุนที่นั่งอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มร่างเล็กกำลังจดจ่อกับการฟังข่าวคราวเหมือนทุกที เหม่าจึงขยับเข้าไปใกล้ ลดเสียงลงจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ
“ลุน... พี่ส่างเขาเป็นอะไรของเขา? นั่งตัวเกร็ง แถมมือสั่นเสียจนข้ากลัวเขาจะทำอะไรพังเสียก่อน”
ลุนหันมามองตามสายตาเหม่า ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วลดเสียงลงให้ได้ยินกันแค่สองคน
“อ๋อ... พี่ส่างน่ะหรอพี่เหม่า? ช่วงนี้แกเป็นหนัก ใครๆ ในตลาดเขาก็พูดกัน อาการแกเริ่มออกตั้งแต่วันที่พ่อหมอมาสั่งตีดาบชุดใหม่นั่นแหละ”
“เป็นหนักเรื่องอะไร?” เหม่าขมวดคิ้วถามพลางจ้องแผ่นหลังกว้างนั้นไม่วางตา
“ก็เรื่องมีด เรื่องดาบนั่นแหละพี่” ลุนเล่าพลางทำท่าประกอบ
“พี่ส่างแกบอกว่าพักหลังพ่อหมอชอบมาสั่งให้ตีอาวุธแบบแปลกๆ แถมมีข่าวว่าพวกที่มาซื้อเป็นพวกนักเลงในกรุงเทพ พี่ส่างแกเลยรู้สึกผิด แกบอกแกเป็นคนสร้างของพวกนี้กับมือ พอมันเอาไปทำร้ายคน แกเลยรู้สึกเหมือนแกเป็นคนฆ่าเขาไปด้วย”
ลุนเหลือบมองส่างที่ตอนนี้เริ่มยกมือขึ้นนวดขมับพยายามข่มความรู้สึก
“แกบอกว่าเดี๋ยวนี้แค่จะจับค้อน ใจมันก็สั่นไปหมดแล้ว มันรู้สึกแหวะๆ ยังไงไม่รู้เวลาต้องยืนหน้าเตาหลอม แล้วนึกถึงภาพมีดที่แกตีไปโดนคนอื่นฟันจนเลือดนองพื้น ล่าสุดแกบอกว่านอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว”
เหม่านั่งนิ่ง สายตายังคงจับจ้องไปที่ไหล่กว้างและแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสะเก็ดไฟของช่างตีเหล็กหนุ่ม ส่างไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่เป็นเพราะใจที่ยึดติดกับคุณธรรมมากเกินไปจนกลายเป็นโซ่ตรวนรัดตัวเองจนแน่น
“พี่ส่างแกเป็นคนดีเกินไป” เหม่าพึมพำกับตัวเอง “คนตีเหล็กมันก็ต้องตีตามสั่ง แต่พอคนสั่งมันเอาไปทำชั่ว คนทำก็ได้แต่แบกบาป ทั้งที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ความผิดของพี่เขาเลยสักนิด”
“นั่นสิพี่ แต่พี่ส่างแกไม่คิดงั้นน่ะสิ” ลุนถอนหายใจยาวพลางมองไปรอบๆ ลานประชุม “ข้าล่ะกลัวแกจะเสียสติไปจริงๆ แววตาแกตอนนี้เหมือนคนกำลังจะแตกสลายเลยนะพี่เหม่า... ดูสิ แกเริ่มคุมมือตัวเองไม่ได้แล้ว”
เหม่านิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ท่ามกลางเสียงพล่ามเรื่องคนฝึกงานของผู้ใหญ่บ้านที่ยังไม่จบสิ้น ในหัวของเหม่าตอนนี้มีเพียงภาพแผ่นหลังกำยำที่กำลังสั่นไหวของพี่ส่าง เขาตัดสินใจแล้วว่าเย็นนี้คงต้องเข้าไปคุยกับช่างตีเหล็กคนนี้สักหน่อย
สิ้นเสียงผู้ใหญ่บ้านประกาศจบการประชุม ชาวบ้านต่างทยอยลุกขึ้นและแยกย้ายกันไปตามทาง เหม่าไม่รอช้า รีบก้าวยาวๆ ตรงดิ่งไปหาพี่ส่างที่กำลังเตรียมตัวลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางที่ดูทุลักทุเล ร่างใหญ่กำยำของช่างตีเหล็กดูหนักอึ้งกว่าปกติ ราวกับเขากำลังแบกภูเขาทั้งลูกไว้บนบ่า
“พี่ส่าง...” เหม่าเอ่ยเรียกพลางแตะที่ต้นแขนล่ำสันนั่นเบาๆ
“ข้าพอจะได้ยินมาบ้าง... เรื่องที่พี่ต้องเจอเรื่องอาวุธพวกนั้น ข้าอยากคุยกับพี่หน่อย ให้ข้าช่วย...”
ส่างชะงักไปครู่หนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกจนแผงอกกว้างขยายขึ้นสูง ก่อนจะหันมามองหน้าเหม่า แววตาของช่างตีเหล็กที่เคยกร้าวแกร่งดุดันบัดนี้กลับสั่นไหวและเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เขาจ้องมองเหม่าเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะรีบหลบสายตา ร่างกายหนาแน่นด้วยมัดกล้ามเนื้อขยับหนีด้วยท่าทางเย็นชา เขาไม่พูดอะไรสักคำ ได้แต่ก้มหน้าเดินดุ่มๆ กลับไปทางโรงตีเหล็กท้ายหมู่บ้านทิ้งให้เหม่ายืนมองตามด้วยความรู้สึกเป็นห่วง
“เหม่า... ข้า... ข้าขอโทษที่มารบกวน แต่วันนี้เอ็ง..... ช่วยข้าหน่อยเถอะ”
ในจังหวะที่เหม่ากำลังจะก้าวเท้าตามไปนั้นเอง โทนก็รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาพร้อมสีหน้าอ้อนวอน เหม่ามองตามหลังพี่ส่างที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป สลับกับมองโทนที่ยืนรอความหวังด้วยแววตาที่สั่นระริก ความรับผิดชอบในฐานะผู้เยียวยาทำให้เหม่าจำต้องถอนหายใจออกมา
“ได้... เข้าไปในกระท่อมก่อน”
ผู้เข้าชม หากคุณต้องการดูเนื้อหาที่ถูกซ่อน จะต้อง
ตอบกลับโพสต์นี้ก่อน
ส่างค่อยๆ ผละกอดออกเล็กน้อย ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาประทับริมฝีปากบนหน้าผากของเหม่าอย่างแผ่วเบา จากนั้นจึงเลื่อนลงมาจุมพิตที่ริมฝีปากของเหม่าอย่างเนิ่นนานและอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่สื่อความหมายลึกซึ้งแทนคำขอบคุณนับพันคำที่ส่างไม่อาจเอ่ยออกมาได้หมด มันไม่ใช่สัมผัสแห่งความต้องการเหมือนเมื่อครู่ แต่มันคือจุมพิตลาที่แฝงไปด้วยความเคารพและความรักที่ก่อตัวขึ้นใหม่
เหม่ารับจุมพิตนั้นด้วยความเต็มใจ ก่อนจะค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล แต่ทว่าหัวใจของเขากลับพองโตอย่างประหลาด เขาโบกมือลาช่างตีเหล็กที่ยืนมองตามด้วยสายตาที่เป็นประกาย ก่อนจะก้าวเดินออกไปในความมืดมิดของยามค่ำคืน ทิ้งโรงตีเหล็กแห่งนี้ไว้เบื้องหลัง พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า
คืนนี้ภารกิจของเขาช่างคุ้มค่าเหลือเกิน
.
.
.
.
.
โปรดติดตามตอนต่อไป
คลื่นทะเลสงบ ก่อนพายุลูกใหญ่จะมา