โอ๋เป็นคนจังหวัดตราด จำได้แม่นเลยว่าตอนที่เรียนจบชั้น ม.3 โอ๋รู้สึกใจหายและเคว้งคว้างไม่น้อยกับการที่จะต้องเดินทางไปเรียนต่อที่กรุงเทพมหานครแต่ไม่ค่อยกังวลเพราะรู้ว่าจะได้ไปอาศัยอยู่ร่วมกับพี่นา พี่สาวแท้ๆ ของโอ๋เองซึ่งในตอนนั้นพี่นาทำงานในกรุงเทพฯ และกำลังคบหาดูใจกับแฟนอยู่ชื่อพี่ไกร ทำงานแล้วเหมือนกันที่ไปรษณีย์แถวรามมหาลัยรามคำแหง
พวกเราพักกันที่คอนโดมิเนียมแบบมีสองห้องนอนพี่นากับพี่ไกรนอนห้องหนึ่ง ส่วนอีกห้องเล็กกว่ายกให้โอ๋ ช่วงสัปดาห์แรกๆยอมรับเลยว่าโอ๋เกรงใจพี่ไกรมาก เวลาเดินผ่านหรือทำอะไรก็ต้องระมัดระวังตัวตลอดแต่ความอึดอัดนั้นก็เริ่มหายไป เพราะพี่ไกรเป็นคนใจดี และเอ็นดูโอ๋เหมือนน้องสาวแท้ๆคอยซื้อของอร่อยมาฝาก คอยช่วยเหลือธุระปะปังต่างๆจนความเกรงใจแปรเปลี่ยนเป็นความคุ้นเคยและความอบอุ่นเหมือนเราเป็นครอบครัวเดียวกัน พอจบปวช โอ๋ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยศรีปทุม โลกของโอ๋ก็กว้างขึ้นกว่าเดิมมากความเป็นวัยรุ่นและกระแสสังคมรอบตัวทำให้โอ๋เริ่มรักสวยรักงามอยากแต่งตัวตามเทรนด์แฟชั่นสมัยใหม่ อยากใส่กระโปรงนักศึกษาสั้นๆ สวยๆ ตามเพื่อนฝูงแต่ติดตรงที่พี่นาเป็นคนที่ซีเรียสเรื่องแบบนี้พอสมควรมักจะคอยบ่นและสายตาเข้มงวดทุกครั้งที่เห็นโอ๋แต่งตัวไม่ค่อยโอเคด้วยความที่โอ๋ไม่อยากมีปากเสียงเพราะรู้ว่าแกเป็นห่วง โอ๋เลยต้องใช้วิธีแต่งตัวธรรมดาออกจากห้องแล้วค่อยไปหาที่แอบเปลี่ยนชุดสั้นๆ ตามใจชอบเมื่อออกไปพ้นสายตาพี่สาวแล้ว ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยทำให้โอ๋มีสังคมเพื่อนฝูงมีการนัดไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าหลังเลิกเรียนและเริ่มสัมผัสกับแสงสีเสียงยามค่ำคืนบ่อยขึ้น ทำให้พี่นาเป็นห่วง และมักจะบอกให้พี่ไกรขับรถมารับมาส่งโอ๋บ่อยๆ แรกๆพี่ไกรก็แค่มารับกลับ แต่นานวันเข้า เมื่อพี่ไกรเริ่มคุ้นเคยกับเพื่อนๆและบรรยากาศสนุกสนาน แกก็มักจะอยู่ร่วมวงสังสรรค์ด้วย ความใกล้ชิดจากการเดินทางและการเที่ยวด้วยกันบ่อยๆทำให้ความเกรงใจที่มีต่อกันมันละลายหายไปจนหมดสิ้น เรากลายเป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวไม่ถือตัวทั้งคู่ จนกลุ่มเพื่อนสนิทของโอ๋แซวกันขำๆว่าตกลงแกเป็นแฟนใครกันแน่เนี่ย อยู่บ้านเป็นแฟนพี่สาว แต่ออกเที่ยวเป็นแฟนโอ๋แม้จะเป็นแค่คำพูดแซวเล่นติดตลก แต่มันก็จุดประกายความรู้สึกแปลกๆให้เกิดขึ้นในใจโอ๋เหมือนกันคนเรานะหญิงชาย ยิ่งเวลาผ่านไปความสนิทสนมก็ยิ่งล้ำเส้นขึ้นไปเรื่อยๆการออกไปเที่ยวแต่ละครั้งกลายเป็นเรื่องปกติที่เราจะถึงเนื้อถึงตัวกัน นั่งดื่มกินกอดคอหรือโอบเอวกันตามประสาคนเมา และตัดปัญหาไม่ให้ใครกล้าเข้ามาแซววุ่นวาย ก้อกลายเป็นข้ออ้างในใจโอ๋ว่าทำตัวเหมือนแฟนกันไปเลยจะได้ไม่มีใครมายุ่ง ความเคยชินและความมึนเมาในยามค่ำคืนทำให้บ่อยครั้งที่เรามักจะเลยเถิดกันเล่นบ้างจริงบางเวลาขับรถกลับหรือในคืนไหนที่ดึกมากๆ และพี่ไกรมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าพี่นานอนหลับลึกไปแล้วแกก้อจะแว๊ปเข้ามาห้องโอ๋ก่อนมานั่งเล่นแกล้งกันขำๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก้อรู้ว่าไม่ดีมันก้อผิดศีลธรรมแต่มันกลายเป็นเสพติดเรื่องแบบนี้ไปแล้ว โดยที่พี่สาวแท้ๆของโอ๋ไม่เคยระแคะระคายหรือเอะใจอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่แค่ตอนกลางคืนเท่านั้นนะแม้แต่ในช่วงกลางวัน หากมีจังหวะที่พี่นาเผลอ โอ๋กับพี่ไกรก็มักจะส่งสายตาและแอบหยอกล้อแกล้งกันเล่นตลอด โอ๋เป็นคนที่ติดเรื่องนี้มาตั้งแต่เล็กๆคือ เวลาอยู่บ้านชอบไม่ได้ไปใหน โอ๋จะไม่ค่อยชอบสวมกางเกงชั้นในเพราะรู้สึกอึดอัดและสบายตัวกว่า และบางทีโอ๋มักจะจงใจแกล้งนั่งโซฟาห้องรับแขก ในมุมที่พี่ไกรสามารถแอบมองเห็นได้ชัดเจนเพื่อเป็นการยั่วยวนและท้าทายความรู้สึกของแก ซึ่งพี่ไกรเองก็ไม่เคยปฏิเสธแกมักจะแอบมองด้วยสายตาหมั่นใส้เพราะทำอะไรไม่ได้ แต่แกก้อมักจะหาจังหวะเข้ามาสัมผัสเนื้อตัวผลัดกันหยอกล้อ เล่นกันตอนที่พี่นาเผลอ และเราก้อรู้กันแค่สองคน จนวันหนึ่งวันเกิดโอ๋วันนั้นเราไปกินข้าวข้างนอกด้วยกันสามคน และกลับมานั่งดื่มต่อกันต่อที่ระเบียงห้องพักในช่วงดึกเนื่องจากพี่นาไม่ดื่มแอลกอฮอล์ แกจึงขอตัวไปนอนก่อน ปล่อยให้โอ๋กับพี่ไกรนั่งดื่มที่เหลือกันเพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดของพี่ไกรพอดี นอนนั้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์อากาศยังเย็นๆมีลมหนาวพัดโชยมาเป็นระยะประกอบกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มกันมาตั้งแต่ร้านอาหารทำให้เราเริ่มกรึ่มๆ ได้ที่ ระหว่างที่นั่งพูดคุยหัวเราะกันโอ๋ก้อบ่นขึ้นมาขำๆ ว่าอึดอัด อยากจะถอด กกน. ออกให้รู้แล้วรู้รอดพี่ไกรที่นั่งมองอยู่แกแกล้งพูดแซวว่าถ้าอึดอัดนักทำไมไม่ถอดกางเกงตัวนอกออกไปเลยล่ะ ตอนนั้นก้อเมาด้วยความกล้าบ้าบิ่นที่ถูกยุยงโอ๋ก้อบอกเลยอย่ามาท้า โอ๋จัดการถอดกางเกงยีนส์ขาสั้นออกทันที เหลือเพียงเสื้อยืดกับกางเกงชั้นในตัวเดียวพอเห็นตัวเองอยู่ในสภาพนั้น ก้อรู้สึกว่าโอ๋เสียเปรียบและหนาวอยู่คนเดียวโอ๋เลยหันไปบอกแกเชิงบังคับให้พี่ไกรถอดด้วย คือต้องถอดไม่ยอมหนาวคนเดียวสรุปคือเราสองคนนั่งดื่มกินกันต่อที่ระเบียงในสภาพที่กึ่งเปลือยกายเหลือเพียงชุดชั้นในท่ามกลางอากาศเย็นๆ แต่ก้อไม่ลืมที่จะเอื้อมมือไปคล้องกุญแจประตูระเบียงด้านนอกไว้เพื่อป้องกันเผื่อพี่สาวตื่นและออกมาเจอ ความใกล้ชิดความหนาวเย็น และความเมา ทำให้เราเริ่มขยับเข้าใกล้กันโอบกอดกันแน่นเพื่อไออุ่นเหมือนทุกครั้งที่เราแอบกัน แต่โอ๋สัมผัสได้ทันทีว่าน้องชายของพี่ไกรตื่นอยู่ข้างในกางเกงในโด่ตุงขึ้นมายิ่งเรากอด จูบ และคลอเคลียกันไปมาอารมณ์มันก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิงโอ๋ตัดสินใจทิ้งความอายแล้วลุกขึ้นไปนั่งคร่อมทับบนตักของแกตรงๆ พร้อมกับกระซิบว่าหนาวจังทันทีที่น้ำหนักตัวทั้งหมดทิ้งลงไปบนตัก โอ๋สัมผัสได้เต็มๆ ถึงความแข็งที่ดันก้นโอ๋ รู้สึว่าเหมือนสติหลุดโอ๋และพี่ไกรนั่งกอดจูบกัน จนสุดท้ายเสื้อผ้าชิ้นน้อยชิ้นสุดท้ายถูกถอดออกโดยไม่รู้ตัว เสียงหอบหายใจโอ๋ต้องเก็บเสียงเบาๆ จนกระทั่งใกล้จะทนไม่ไหวแกต้องรีบดันตัวโอ๋ออกแล้วปล่อยออกข้างนอก เพราะกลัวพลาดพลั้งท้องขึ้นมาจะแย่โอ๋เข้าไปห้องน้ำและออกมานั่งรับลมหนาวกินต่อกันจนเกือบเช้า คุยกันเรื่อยเปื่อยหลังจากนั้นมาโอ๋ก้อเหมือนเป็นเมียแกไปอีกคน ถึงทุกวันนี้เราก้อยังมีจังหวะเราก้อไม่ทิ้งโอกาสโดยไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งต่างคนก้อต่างมีแฟน และก้อไม่มีใครติดใจสงสัยอะไร
|