แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pauly99 เมื่อ 2026-2-25 19:16
Cards on the Table Chapter 3 Dealer's Choice
ไพ่บนโต๊ะ - บทที่ 3 : ทางเลือกของเจ้ามือ
เกมใหม่เริ่มขึ้นแล้ว...และการเดิมพันครั้งนี้ไม่มีคำว่าปรานี
เคนดัลล์สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงง เขาพยายามกวาดสายตามองไปรอบห้องในแสงสลัว ๆ ยามเช้าตรู่ ไม่มีเสียงนาฬิกาปลุก ไม่มีเสียงรถวิ่งบนถนน แล้วอะไรทำให้เขาตื่น? เขาพยายามเงี่ยหูฟังอย่างระแวดระวัง แต่ทุกอย่างกลับเงียบสงัด
ไมเคิล...เขาจำได้แล้ว ทุกอย่างถาโถมกลับเข้ามาในหัวทันที วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เขาค่อย ๆ ยันตัวขึ้น จากท่าที่นอนคว่ำ เอนหลังพิงหัวเตียงแล้วสำรวจสภาพตัวเอง เขาจำไม่ได้ว่าขึ้นเตียงมาท่าไหน แต่ตอนนี้เขาอยู่ในชุดเดิมครบชิ้น เขาปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว และเจ็บคอจนกลืนน้ำลายลำบาก ไม่แปลกหรอก...เขาคงร้องไห้ไปเป็นปี๊บ ๆ เขายังจำเสียงโหยหวนปานจะขาดใจที่ไม่น่าเชื่อ ว่าจะเป็นเสียงมนุษย์ได้ แต่มันคือเสียงของเขาเอง
เหี้ย! รถกู เขาต้องไปเอารถ ดูตัวเลขสีแดงบนนาฬิกาบอกว่าเขามีเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงก่อนเข้างาน ในฐานะเจ้านาย เขาจะเลทหน่อยก็ได้ แต่ไม่จำเป็นหรอก เขาต้องทำงานเพื่อให้สมองมันยุ่งเข้าไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่จมอยู่กับเรื่องเมื่อวานเด็ดขาด
แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็อดคิดถึงไม่ได้ว่าไมเคิลรับมือกับคำสารภาพห่วย ๆ ของเขาได้ดีแค่ไหน และไมเคิลดูตั้งใจจะดูแลเขามากขนาดไหนตอนที่มาเจอเขาที่รถ แต่มันก็ไม่น่าแปลกใจหรอก เพราะไมเคิลดูแลเขามาตลอด ไม่ว่าชีวิตมันจะเกิดเรื่องเหี้ยอะไรขึ้น ไมเคิลจะทิ้งทุกอย่างเพื่อมาหาเคนดัลล์เสมอ
วันนี้ต้องไม่ร้องไห้ ร้องไปก็ไม่ได้อะไร เขาหย่อนขาเรียวยาวลงข้างเตียงแล้วลุกขึ้นยืน การยืดเส้นยืดสายเช้านี้ เหมือนเป็นรางวัลชั้นดี เขาบิดตัวไปมาเพื่อบังคับให้ร่างกายกลับมาทำงาน เขาถอดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ออก ขณะเดินคลำทางไปห้องน้ำในความมืดเหมือนคนตาบอดเมื่อเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์ไฟ พอตาเริ่มปรับแสงได้ เขาก็สำรวจความอุบาทว์บนใบหน้า...สภาพแม่งดูไม่ได้เลยว่ะ
ตาเขาบวมตุ่ยจนลืมไม่ขึ้น แถมตาขาวยังกลายเป็นสีแดงก่ำดูน่ากลัว มันคงไม่ใช่ความคิดที่ดีถ้าจะโกนหนวดครึ้ม ๆ ในสภาพที่ตามองเห็นไม่ชัดแบบนี้ เพราะงั้นเก็บไว้ก่อนละกัน ไว้ไปยิมเสร็จค่อยว่ากัน แต่เรื่องอาบน้ำน่ะรอไม่ได้ เขาพุ่งตัวเข้าไปใต้ฝักบัว เปิดน้ำร้อนจัดใส่ตัวจนแสบผิวเพื่อเป็นการลงโทษตัวเองที่ทำตัวงี่เง่าเมื่อคืน
อย่าไปนึกถึงมันสิ
เขาบอกตัวเองตอนที่ภาพการอ้วกแตกอ้วกแตนแวบเข้ามาในหัว แต่นั่นก็เพียงพอที่จะดับอารมณ์แข็งขืน ของน้องชายที่คอยจะผงาดขึ้นมา การฟอกสบู่ไปตามความยาวของมันทำให้เขารู้สึกอยากขึ้นมา เพราะเขาก็ไม่ได้ปลดปล่อยมาหลายวันแล้ว แต่เขารู้ดีว่าถ้าเริ่มทำปุ๊บ ในหัวเขาจะมีแต่ภาพไมเคิลทันที และนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่เขาต้องการในเช้านี้ การชักว่าวก็เหมือนกับการร้องไห้นั่นแหละ ทำไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น วันนี้คือเรื่องของการ "ก้าวต่อไป"
ตอนกำลังเช็ดตัว เขาก็ชะงักนิ่งไปทั้งอย่างนั้น เมื่อนึกขึ้นได้ว่าการไปยิมไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไปแล้ว นั่นมันยิมที่ 'เรา' ไปด้วยกัน และไมเคิลอาจจะอยู่ที่นั่น การเปลี่ยนยิมเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่มันกลับมาพร้อมความรู้สึก ไม่สบอารมณ์ เขาหันกลับมาเช็ดขนหน้าอกสีทองเข้มของตัวเอง ก็นี่ไงที่มึงต้องการ เคนดัลล์ แต่มันไม่จริงเลยใช่ไหมล่ะ? สิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ คือโลกที่เพื่อนรักสามารถรักเขาตอบได้ต่างหาก แต่นั่นมันแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ที่ไม่มีวันเป็นจริง เพราะฉะนั้น เริ่มต้นด้วยการหายิมใหม่ซะ
เคนดัลล์ตัดสินใจว่าจะไปเอายัยตาสวย (Black Beauty) กลับมาก่อน แล้วค่อยกลับมาที่นี่เพื่อกินข้าวเช้า จัดการตัวเอง และโกนหนวด ส่วนร้านกาแฟที่ไปเป็นประจำตอนเช้าก็ต้องตัดทิ้งไปเหมือนกัน
เขากลับไปที่ห้องนอนเพื่อใส่ชุดวิ่ง เขาฝืนใจยัดตัวเองลงในกางเกงซัพพอร์ตตัวเก่าที่เริ่มนิ่มแล้วเพื่อเตรียมใจรับวันใหม่ การวิ่งเหยาะ ๆ สักครึ่งชั่วโมงจะพาเขาไปถึงจุดที่จอดรถไว้ แล้วเขาก็จะขับรถกลับมาที่นี่เพื่อแต่งตัวไปทำงาน เคนดัลล์เดินไปที่ครัวเพื่อต้มกาแฟทิ้งไว้ก่อนออกไป
พอแน่ใจว่าเครื่องชงกาแฟเก่าคร่ำคร่าตัวนั้นทำงานปกติแล้ว เขาก็หยิบกุญแจ โทรศัพท์ และกระเป๋าตังค์เดินออกจากประตูห้อง แต่พอปิดประตูและหันหลังกลับมา เขาก็ต้องชะงักกึก ยัยตาสวยจอดนิ่งสนิทอยู่ในที่จอดประจำของเธอ
"เหี้ยอะไรวะเนี่ย?"
ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นที่จะได้ยินเคนดัลล์ หรือเห็นสีหน้างุนงงของเขาก่อนจะนึกขึ้นได้...ไมเคิล ดูแลกูอีกแล้วนะมึง แล้วเขาก็สังเกตเห็นว่ารถมันเงาวับภายใต้แสงไฟของลานจอดรถ ไอ้บ้านั่นล้างรถให้เขาด้วย! มันเอาเวลาไหนไปทำวะ?
เขาขมวดคิ้ว ยิ้ม แล้วก็ขมวดคิ้วอีกรอบพลางส่ายหัว ทุกอย่างมันไม่ได้เป็นไปตามแผนที่ควรจะเป็น...ตามที่ตกลงกันไว้ ไมเคิลไม่ควรทำเรื่องแบบนี้อีกแล้ว
เขาเดินกลับเข้าไปในห้อง หยิบกุญแจสำรองแล้วออกมาเช็คในรถ และก็ตามคาด มีกระดาษโน้ตแปะอยู่ที่คอนโซล
นอนไม่หลับ เลยเอายัยตัวแสบมาคืน มึงจะได้ไม่ต้องกังวล - เอซ'
เขานั่งลงหลังพวงมาลัย รู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา หงุดหงิดกับความรู้สึกที่ตีกันยุ่งในอก แม่งเอ๊ย... เขาจะลืมคนที่ทำเรื่องแบบนี้ให้ได้ยังไงวะ?
มันมีทางเลือกระหว่างร้องไห้กับโกรธ เขาเลือกอย่างหลัง เขาหยิบกุญแจที่ไมเคิลทิ้งไว้ใต้เบาะ แล้วปิดประตูยัยตาสวยเบา ๆ (ทั้งที่อยากจะกระแทกให้ดังปัง) แล้วเดินกลับเข้าห้องด้วยความตั้งใจ จะโทรไปด่าให้เลิกทำแบบนี้เสียที
เขารินกาแฟที่เพิ่งต้มเสร็จมาดื่มอึกใหญ่ แล้วก็แทบจะแหกปากออกมาเมื่อกาแฟร้อนจัดลวกคอที่ยังแสบระบมอยู่
"แม่งเอ๊ยยย!"
เจ็บฉิบหาย เป็นการเริ่มต้นวันที่กากสัส ๆ เขาพยายามสงบสติอารมณ์และทบทวนเรื่องที่จะโทรหาไมเคิล ไม่เอาดีกว่า...ปล่อยมันไปแล้วก้าวต่อไป ไม่มีประโยชน์ที่จะไปอาละวาดใส่ไมเคิลเพียงเพราะเขายังทำตัวเหมือนเดิม มันยากสำหรับไมเคิลเหมือนกัน และเขาต้องเตือนตัวเองเรื่องนี้ขณะเดินกลับไปแปรงฟัน วันนี้เขาจะไม่วิ่งละ แต่จะเข้างานเช้าแทน เขาจะฝังความนึกคิดไว้กับงานบ้าน ๆ ทั่วไป ไมเคิลล้างรถให้กู! ไอ้เพื่อนเวร
ตอนอยู่ในห้องน้ำ เขาได้ยินเสียงแจ้งเตือนข้อความ พอแปรงฟันเสร็จก็ดังขึ้นอีกรอบ สองครั้งซ้อนแบบนี้อาจจะเป็น ซูเปอร์ไวเซอร์กะดึกที่มีปัญหา เขาเลยรีบไปเช็ค พอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นข้อความจากไมเคิลทั้งคู่
ข้อความแรกบอกว่าเขา 'เปลี่ยนยิมแล้ว' เพื่อที่เคนดัลล์จะได้ไม่ต้องลำบากใจ ส่วนข้อความที่สองบอกว่า ต่อไปนี้เขาจะไปกินกาแฟที่ร้าน Tim Horton's แทน ร้าน Coffee Emporium ให้เคนดัลล์ครองคนเดียวเลย แถมยังส่งไอคอนรูปหน้ายิ้มมาให้ด้วย
ไมเคิลเกลียดกาแฟร้าน Tim Horton's จะตายห่า เคนดัลล์รู้สึกหัวเสียจนต้องซบหน้าลงกับฝ่ามือ และทำผิดสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง...เขาร้องไห้ออกมาจนได้ แต่อย่างน้อยครั้งนี้มันก็เป็นการระบายที่นุ่มนวล แค่น้ำตาไม่กี่หยดแล้วเขาก็หยุด
เคนดัลล์เดินเข้าไปในอาคารพักอาศัยสุดหรู ทักทายกัสที่ประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์รปภ.
"เมื่อคืนมีปัญหาอะไรไหม?"
เขาเข้าสู่โหมดนักธุรกิจเต็มตัวเช้านี้ เขาไม่มีอารมณ์จะคุยเล่น และแผ่รังสีนั้นออกไปให้ลูกน้องรู้ แต่เขาก็ไม่พลาดสายตาสงสัยของกัส เขาค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองดูสภาพแย่มาก แต่เขาก็ไม่อยากอธิบายอะไร ปล่อยให้มันงงไปนั่นแหละ ลูกน้องทุกคนรู้ดีว่าอย่าล้ำเส้น เคนดัลล์เป็นเจ้านายที่ใจดี แต่เขาเน้นความเป็นมืออาชีพตลอดเวลา
"มีแค่ความพยายามจะงัดแงะบันไดหนีไฟฝั่งตะวันตกในอาคาร 5 ครับ วัยรุ่นคะนองนิดหน่อย รายงานวางอยู่บนโต๊ะบอสแล้วครับ"
"มีปัญหาเรื่องตารางเวรไหม?"
"เรื่องเดียวครับ เดนตันลาป่วยกะดึกที่อาคาร 7 เมื่อคืน และจะลาอีกสองคืน มีใบรับรองแพทย์มาแล้ว แฟกซ์มาให้เรียบร้อย เจเรมี่เรียกอีแวนมาแทนกะเมื่อคืน ส่วนคืนนี้กับพรุ่งนี้ใช้พนักงานพาร์ทไทม์ ตารางอัปเดตวางอยู่บนโต๊ะพร้อมใบรับรองแพทย์ครับ แค่นี้ครับบอส"
มีประสิทธิภาพและตรงประเด็น เป็นสิ่งที่เคนดัลล์ต้องการเสมอ
"ขอบใจกัส เดี๋ยวฉันอยู่ในออฟฟิศ ถ้าเจเรมี่เช็คกล้องเสร็จแล้ว บอกให้มาพบฉันด้วย"
สั่งความเสร็จ เขาก็เดินไปยังออฟฟิศที่กว้างขวางและสว่างไสวตรงหัวมุมตึกทิศตะวันตก เข้าไปแล้วปิดประตู นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ
เขารู้สึกดีที่นี่...นี่คืออาณาจักรของเขา เขาเคยพยายามสอบเข้าตำรวจแต่ก็ไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องของโควตาและตัวเลข แต่การศึกษาที่เขามีก็ช่วยได้มาก จนตอนนี้เขากลายเป็นหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของเครืออาคารพักอาศัยระดับไฮเอนด์ งานส่วนใหญ่เป็นงานบริหาร ซึ่งตอนแรกเขาก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่พบว่ามันเข้ากับเขาได้ดี
ความพยายามของเขาทำให้ทีมรปภ.ทำงานเหมือนเครื่องจักรที่หยอดน้ำมันมาอย่างดี ทุกคนในทีมรู้หน้าที่ตัวเองดี ผู้อยู่อาศัยในคอนโดสุดหรูพวกนี้ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด และเคนดัลล์ก็จัดให้ได้เสมอ แต่ไมเคิล...ไมเคิลน่ะเป็นตำรวจโดยสายเลือด เคนดัลล์ถอนหายใจ พยายามจมดิ่งลงไปในงานเพื่อลืมทุกอย่าง
มันได้ผล จนกระทั่งหลายชั่วโมงผ่านไป เจเรมี่มาเคาะประตูเพื่ออัปเดตงานสั้น ๆ ก่อนจะเลิกงาน เขาทำท่าจะเดินออกไปแต่ก็หันกลับมา กระแอมเล็กน้อยแล้วยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เคนดัลล์เงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลานั่น แล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม
"ผมไม่ได้อยากก้าวก่ายนะครับบอส แต่แต่วันนี้บอสดู...ดูเศร้า ๆ ยังไงไม่รู้"
เคนดัลล์ขมวดคิ้วที่โดนทักเรื่องส่วนตัว แต่ไม่ได้ตอบอะไร
"ผมแค่อยากบอกว่า ถ้าบอสอยากระบายหรืออะไร ผมเป็นผู้ฟังที่ดีนะ เดี๋ยวผมเลี้ยงกาแฟเองถ้าบอสอยากพักสักแป๊บ?"
ความห่วงใยของเจเรมี่ก็น่าประทับใจดี แต่ตอนนี้ความสันโดษดูจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเคนดัลล์ (และดูจะเป็นเพื่อนคนเดียวในตอนนี้ด้วย) นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาสงสัยว่าเจเรมี่แอบมีใจให้เขาหรือเปล่า เขาไม่ค่อยรู้จักคำว่า 'เกย์ดาร์' หรอก เขารู้แค่ว่าตัวเองไม่มีมัน
"ขอบใจนะเจเรมี่ แต่ฉันโอเค แค่เพลียน่ะ เพื่อนบ้านเสียงดังทำให้นอนไม่หลับทั้งคืน" เขาโกหกคำโต
สีหน้าของผู้ช่วยบอกชัดว่าไม่เชื่อ แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะยอมถอยออกไป
"ครับ 'กัปตันดูลีย์' แต่ข้อเสนอยังเหมือนเดิมนะครับถ้าบอสอยากคุย เจอกันวันจันทร์ครับ สุขสันต์วันหยุดนะ"
เจเรมี่ปิดประตูห้องอย่างเงียบเชียบ เคนดัลล์กลับมาอยู่ลำพังอีกครั้ง เขาถอนหายใจ เอนหลังพิงเก้าอี้แล้วบิดขี้เกียจ ลูกน้องเขาเก่งทุกคน ฝึกมาให้เป็นคนช่างสังเกต แต่มันน่าหงุดหงิดที่เจเรมี่ดันมองออกว่าเขากำลังแย่ เขาเก็บความรู้สึกไม่มิดขนาดนั้นเลยเหรอ?
เขาอดหัวเราะขมขื่นไม่ได้เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่า ไมเคิลมองเขาไม่ออกเลยตลอดเวลาที่เป็นเพื่อนรักกันมา หรือบางทีไมเคิลอาจจะไม่ได้มองเพราะเขาไม่อยากเห็นมันมากกว่า อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ไม่ต้องรู้สึกผิด ที่ซ่อนความลับเรื่องใหญ่ไว้กับเพื่อนอีกแล้ว
เลิกคิดซักที เขาบอกตัวเอง ได้เวลาพักเที่ยง บางทีการออกไปตรวจตราตึกอาจจะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง จากความทรงจำของเมื่อวันที่พยายามจะผุดขึ้นมา เขาจัดการงานที่นี่เกือบหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ไปหาแซนด์วิชกินแล้วขับรถเล่นดีกว่า
เดนีสมารับหน้าที่แทนกัสช่วงพักเที่ยง ตอนที่เคนดัลล์เดินไปที่เคาน์เตอร์ เขาเห็นเธอแอบมองเขาหัวจรดเท้าแวบหนึ่ง ซึ่งเธอก็ทำได้แนบเนียนดี
"เฮ้ เดนีส ทุกอย่างโอเคไหม?" เคนดัลล์ไม่ชอบการคุยเล่นในเวลางานและเขาก็ทำเป็นตัวอย่างเสมอ
"เรียบร้อยค่ะกัปตัน กัสจะกลับมาตอนบ่ายโมง แล้วฉันจะไปเปลี่ยนเวรให้เจมส์ที่อาคาร 3 ต่อ"
เธอจ้องมองเขาด้วยความสงสัย ให้ตายเถอะ เอาอีกแล้ว "ขอคีย์การ์ดรถสายตรวจ 1 หน่อย ฉันจะไปพักเที่ยงแล้วจะวนดูตึกหน่อย ฝากลงบันทึกให้ด้วย"
นี่คือรถส่วนตัวของบริษัทที่เคนดัลล์ใช้ แต่เขาจะเปิดทิ้งไว้ให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินตอนเขาไม่อยู่ เขาไม่มีวันหักหลังยัยตาสวย ด้วยการขับรถคันอื่นกลับบ้านแน่ เดนีสส่งกุญแจให้และเขาก็เดินออกมาพร้อมโบกมือลานิดหน่อย
เขาสัมผัสได้ว่าเธอจ้องมองเขาตามหลังมา พนักงานของเขาถูกฝึกมาให้มีความรู้สึกไว และเธอก็ไม่ต่างกัน ตอนที่เขาเดินพ้นประตู เขาหันกลับไปมองแวบหนึ่งแล้วเห็นเธอมองมาด้วยความเป็นห่วง เขาเลยต้องทำใจยอมรับว่า ตัวเองเก็บความเจ็บปวดไว้ได้ห่วยแตกสิ้นดี แล้วก็เดินต่อไปที่รถ
แซนด์วิชเนื้อรูเบนย่าง ของโปรดของเขาในบางวัน วันนี้กลับจืดชืดและขี้เกียจแม้แต่จะเคี้ยว แต่เขาก็ฝืนกินเข้าไป แม้จะไม่รู้สึกหิว แต่ท้องเขาก็ส่งเสียงขอบคุณที่ส่งอาหารลงไปให้ พอเริ่มวนตรวจอาคารต่าง ๆ เขาก็ฝืนใจให้ความสนใจ กับทุกรายละเอียด
มันคือกิจวัตรที่ทำให้เขาสงบ ปกติเขาไม่ค่อยได้ทำหรอกเพราะมันไม่ใช่หน้าที่โดยตรง แต่มันเป็นวิธีที่ดีที่จะได้ลงมือทำจริง และเป็นตัวอย่างให้ลูกน้อง
ตอนที่ขับผ่านอาคาร 8 เขาเห็นรอยพ่นสเปรย์ใหม่เอี่ยมตรงหน้าทางเข้าด้านข้างที่เป็นแกรนิต เขาเลยแจ้งวิทยุให้ตรวจสอบ กล้องวงจรปิดทันที ลูกน้องเขาคงจัดการในพริบตา และพอสืบเสร็จฝ่ายซ่อมบำรุงก็จะถูกเรียกมาจัดการ เขาเลยวนไปต่อที่อาคาร 9
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นในมือถือตอนที่เขาขับเข้าลานจอดรถ เขาเลยเลี้ยวเข้าซองจอดให้เรียบร้อยก่อนเปิดดู ไมเคิลอีกแล้ว พอเปิดข้อความ เขาก็นั่งอึ้งไปเลย
'แจ้งโค้ชแล้ว...ออกจากทีม...ทีมยูนียนวิลล์ต้องการตำแหน่งเซ็นเตอร์กับปีกขวาพอดี กูก็เลยไปลงนั่น... ซ้อมครั้งแรกสุดสัปดาห์นี้'
สั้นและได้ใจความ...แต่มันทำเหี้ยอะไรของมันวะ? มันไม่มีสิทธิ์! เขาต่างหากที่ควรจะเป็นคนย้ายทีม ไม่ใช่มัน!
เขาโกรธ... โกรธจริง ๆ เขาพุ่งนิ้วไปกดเบอร์ 1 ในรายชื่อโทรออกทันที ดังแค่สองตู๊ดไมเคิลก็รับ
"ดิวซ์?"
"คุยได้ไหม?"
เขาพยายามแล้วนะ แต่น้ำเสียงที่หงุดหงิดมันปิดไม่มิด
"ได้ดิ ไม่มีปัญหา กูพักเที่ยงเลทนิดหน่อย...เออ กูก็ไม่คิดว่ามึงจะโทรมา มีอะไรหรือเปล่า? มึงโอเคไหม?"
ไอ้ความห่วงใยนั่นอีกแล้ว ความโกรธของเคนดัลล์เริ่มหวั่นไหว และเขาก็เริ่มไม่แน่ใจว่าคิดถูกไหมที่โทรมา
"กูโอเค กูไม่คิดจะโทรหามึงเหมือนกัน แต่ประเด็นคือ ไมเคิล มึงต้องหยุดทำแบบนี้"
"หยุดอะไร?"
มีความเงียบตามหลังคำถามนั้น
"เคนดัลล์...หยุดอะไร? เรื่องที่กูลาออกจากทีมฮอกกี้เหรอ?"
"เออ! ทั้งเรื่องยิม เรื่องร้านกาแฟ Tim Horton's ด้วย มึงเกลียดกาแฟร้านนั้นฉิบหาย มึงบอกเองว่ารสชาติแม่ง เหมือนเยี่ยวพ่นใส่หน้า ไมเคิล ได้โปรดเถอะ กูไม่อยากให้มึงมาเสียสละอะไรขนาดนี้ กูเป็นคนทำมิตรภาพของเราพังเอง แต่มึงกลับมาเปลี่ยนทุกอย่างเหมือนว่ามันเป็นความผิดมึง มึงรู้ไหมว่ามันทำให้กูรู้สึกยังไง?"
"ไม่...กูก็ไม่แน่ใจว่ากู..."
"กูจะบอกให้! มันทำให้กูรู้สึกผิด และทำให้กูรู้สึกเหมือนตัวเหี้ย! กูจะตัดใจจากมึงได้ไงถ้ามึงยังทำเรื่องพวกนี้อยู่? แม่งเอ๊ย เมื่อคืนมึงยังเอายัยตาสวยมาคืนกู หลังจากที่มึงมาช่วยไอ้คนเฮงซวยอย่างกูไว้!"
"เฮ้ย ฟังนะ อย่าบังอาจมาเรียกตัวเองว่าไอ้คนเฮงซวยนะมึง! นั่นมันเรื่องตอแหลทั้งเพและกูจะไม่ฟัง มึงไม่ได้ทำมิตรภาพเราพัง มึงไม่มีอะไรต้องโทษตัวเองเลย เรื่องที่มึงเป็นเกย์น่ะ กูไม่สนหรอก เพราะมันเกี่ยวกับความเป็นเพื่อนตรงไหนล่ะ?
ฟังนะ... กูก็รู้ว่ามันยากที่จะบอกความรู้สึกที่มีต่อกู แต่กูทำใจยอมรับมันได้แล้ว และกูไม่ได้ลำบากใจเลยสักนิด ยกเว้นเรื่องเดียวคือมึงรู้สึกว่าต้องอยู่ห่างจากกู เรื่องนั้นน่ะกูทำใจยากมาก แต่กูก็พยายามอยู่นี่ไง มึงบอกกูว่ามึงต้องการอะไรจากกู และแม้ว่ากูจะไม่ชอบมันและมันเจ็บยิ่งกว่าอะไรที่กูเคยเจอมาในชีวิต แต่กูก็เข้าใจ กูเข้าใจและกูยอมรับมัน... อย่างน้อยกูก็พยายามจะยอมรับ มึงจำที่เราคุยกันเมื่อคืนได้ไหม?"
"จำได้...ทุกคำ" พอฟังไมเคิลพูด ความโกรธเขาก็มลายหายไปหมด และเขาก็รู้สึกผิดที่ดันไปโกรธมันตั้งแต่แรก
"งั้นมึงควรรู้ไว้นะว่ากูรู้สึกไม่ดีที่กูไม่ได้เป็นเพื่อนแบบที่มึงต้องการ กูคิดเรื่องมึงกับกูทั้งคืน และกูว่าลึก ๆ กูพอจะรู้อยู่นะว่ามึงคิดยังไง ไม่ใช่มันเด้งขึ้นมาในสมองส่วนหน้าหรอกนะ แต่ลึก ๆ ข้างในน่ะกูรู้ว่ามีบางอย่าง หรือบางทีมันอาจจะเป็นเพราะตอนนี้กูรู้ความจริงแล้วกูเลยย้อนกลับไปมองออกก็ได้ ไม่รู้ว่าพูดงี้มึงเข้าใจไหม? กูแค่พยายามจะช่วยมึงในทุกทางที่กูทำได้ และถ้ากูทำมันพังไปบ้าง กูก็ขอโทษ"
เคนดัลล์ไม่รู้จะพูดอะไรตอนที่ไมเคิลเงียบไปครู่ใหญ่
"กูไม่คิดว่ามึงอยากจะอยู่ในทีมเดียวกับกู กูก็เลยย้ายทีม มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก และถ้ามันช่วยให้มึงมีความสุขได้ กูก็ยินดีทำ ตราบใดที่กูยังได้ใส่รองเท้าสเก็ตลงสนาม ทีมไหนแม่งก็เหมือนกันนั่นแหละ กูคงคิดถึงการได้เล่นกับมึงนะ แต่ในเมื่อมึงต้องการระยะห่างกูก็ต้องยอมรับให้ได้ กูแค่จะช่วยว่ะเพื่อน ตอนนี้กูรู้สึกเหมือนตัวเองแม่งไร้ประโยชน์ฉิบหาย และมึงก็รู้ว่ากูจะเป็นยังไงเวลาเป็นงี้"
"เออ กู้รู้ว่ามึงจะเป็นยังไง...กูก็คงต้องขอบคุณมึงล่ะมั้งที่เข้าใจอะไรได้ขนาดนี้ เรื่องแบบนี้มันทำลายความเป็นเพื่อนของคน มานักต่อนักแล้ว แต่มึงกลับจัดการมันเหมือนเป็นเรื่องขี้ผง แต่มันก็ไม่น่าแปลกใจที่มึงจะทำแบบนี้ มันคือตัวมึง และมันก็เป็นแบบนี้มาตลอด
กูขอโทษที่สติแตกไปหน่อย แต่มันทำใจลำบากจริง ๆ ว่ะที่ต้องมาเคลียร์เรื่องพวกนี้ กูจินตนาการภาพที่ต้องก้าวต่อไป แล้วเริ่มอะไรใหม่ ๆ ไม่ออกเลย มันน่ากลัวสัด ๆ เลยว่ะเอซ และกูต้องทำมันคนเดียว กูไม่มีมึงคอยช่วยแล้ว และนั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด"
น้ำเสียงของไมเคิลก็แฝงไปด้วยความเจ็บปวด เคนดัลล์สัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังในนั้น
"ตอนนี้มันก็หนักสำหรับเราทั้งคู่นั่นแหละ แต่มันจะง่ายขึ้น กูกับสัญญา และถ้าวันไหนมึงต้องการกู ไม่ว่าเรื่องอะไร กูจะไปหาทันที มึงรู้ใช่ไหม? กูไม่มีวันทำให้มึงผิดหวัง"
"เออ กู้รู้ กูไม่เคยสงสัยในตัวมึงเลย ไม่เคยเลยสักครั้ง นั่นแหละเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไม...เอ่อ...ที่เราเคยเป็นเพื่อนรักกัน"
เขาพยายามกลืนคำพูดลงคอแต่ไม่ทัน ไมเคิลได้ยินสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาอยู่ดี
"กูรู้ว่ามึงจะพูดว่าอะไร มึงไม่ต้องลำบากใจเรื่องนั้นหรอก เพราะกูไม่ลำบากใจ"
เคนดัลล์ไม่ได้ตอบอะไร เพราะเขาจุกจนพูดไม่ออกแล้ว
"โอเค งั้นเราโอเคกันแล้วใช่ไหม?"เขาหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตอบ
"เออ... เราโอเค ขอโทษด้วยสำหรับดราม่าเหี้ย ๆ พวกนี้ มึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนนึงจะมีได้ และกูโชคดีมากที่มีมึง"
'เป็น' นะเคนดัลล์ ไม่ใช่ 'เคยเป็น'...มึงยังมีกูเป็นเพื่อนรักเสมอ ต่อให้เราไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันแล้ว แต่กูจะเป็นเพื่อนรักของมึงตลอดไป...จนกว่ามึงจะหาใครมาแทนที่กูได้ล่ะมั้ง"
สมองของเคนดัลล์ต่อต้านความคิดที่จะหาใครมาแทนไมเคิลทันที ไม่มีใครในโลกเหมือนมันอีกแล้ว...เขามั่นใจ
"กูล้อเล่นน่าเพื่อน เราทั้งคู่ก็รู้ว่ากูมัน 'ตัวตึง' ที่ใครก็แทนไม่ได้"
เคนดัลล์ทำเสียงหึในลำคอตามที่ไมเคิลหวังไว้ พยายามซ่อนความเศร้าเอาไว้
"เฮ้ย... กูสงสัยอะไรบางอย่างว่ะ ถามอะไรหน่อยได้ไหม? มึงไม่ต้องการตอบก็ได้นะถ้าไม่อยาก"
"กูขอถามมึงก่อนข้อนึงได้ไหม?"
"ได้ดิ ถามอะไรก็ได้"
"มึงจะล้างรถให้กูทำไมวะ? กูหมายถึง มึงไม่คิดว่ามันเยอะไปหน่อยเหรอ?"
ไมเคิลถอนหายใจเสียงดัง
"มึงอาจจะพูดถูกนะ แต่ตอนที่กูไปเอารถมึงน่ะ กูได้กลิ่นอ้วกว่ะ สงสัยมันจะกระเด็นไปโดนขอบประตู กูไม่อยากให้มึงต้องมาดมกลิ่นนั้นตอนเช้า และร้านล้างรถยี่สิบสี่ชั่วโมงมันก็ไม่ได้ไกลจากทางผ่านเท่าไหร่"
เคนดัลล์เริ่มเสียใจแล้วที่ถามคำถามนี้ออกไป
"กูก็นอนไม่หลับอยู่แล้วด้วย มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก กูแค่ไม่อยากให้มึงต้องมานึกถึงเรื่องแย่ ๆ น่ะ มึงนึกออกใช่ไหม? กูคงล้ำเส้นไปอีกแล้วล่ะมั้ง...ขอโทษนะดิวซ์ คราวหลังกูจะคิดก่อนทำ โอเคไหม?"
"กู...ช่างมันเถอะเอซ ขอบใจนะที่ช่วยดูแลรถให้กู ไม่มีอะไรต้องขอโทษหรอก และกูรู้ว่าเรื่องนี้มันก็ยากสำหรับมึงเหมือนกัน...กูรู้"
"กูบอกแล้วไงว่าเราจะผ่านมันไปได้ และเราจะผ่านมันไปจริง ๆ อ่ะ คราวนี้ตากูถามมั่งยัง?"
"อะไรล่ะ? มึงอยากรู้อะไร?"
"กูอาจจะล้ำเส้นอีกรอบนะ แต่นั่นแหละ กูคิดเรื่องนี้มาเยอะมาก และกูแค่อยากรู้ว่าตอนไหน...ที่มึงเริ่ม...เอ่อ...เหี้ย ช่างแม่งเถอะโทษทีดิวซ์ ลืมที่กูพูดไปเหอะ"
"ตอนไหนที่กูเริ่มรักมึงใช่ไหม? นั่นคือสิ่งที่มึงอยากรู้ใช่ไหม?"
"เอ่อ...ก็นะ ใช่"
"ทำไมอยากรู้วะ?"
"บอกตามตรงกูก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แค่รู้สึกว่ามันสำคัญ กูพยายามทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมด และกูไม่รู้ทำไมมันถึงสำคัญ แต่มันก็รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ แต่ถ้ามึงไม่อยากตอบกูก็เข้าใจนะ"
"งานปาร์ตี้หอพักปีหนึ่งครั้งแรกของเรา มึงจำได้ไหม?"
"จำได้ดิ ปีหนึ่งใช่ไหมล่ะ?"
"เออ ครั้งนั้นแหละ กูไข้ขึ้นปางตายเพราะโรคกระเพาะอักเสบตอนงานเริ่มพอดี มึงไล่ทุกคนออกไปจากห้องหมดเลย รวมถึงรอนด้าด้วย มึงจำได้ไหมยัยนั่นโกรธขนาดไหน?"
ไมเคิลไม่ได้พูดอะไร แต่เคนดัลล์สัมผัสได้ว่าไมเคิลกำลังตั้งใจฟังอย่างกับชีวิตขึ้นอยู่กับเรื่องนี้ เขาสัมผัสได้จากเสียงลมหายใจของไมเคิล เรายังเหมือนเดิม...เชื่อมโยงถึงกัน
เขาถอนหายใจหนึ่งครั้งก่อนจะเล่าต่อ
"ยัยนั่นแทบจะฆ่ามึงตอนมึงบอกว่ามึงต้องอยู่ดูแลกูเพราะกูป่วย เขาบอกว่ากูโตเป็นควายแล้วดูแลตัวเองได้ แต่มึงบอกว่า ใช่ กูดูแลตัวเองได้ แต่กูไม่ต้องทำแบบนั้นเพราะมึงอยู่ที่นี่ ยัยนั่นกรี๊ดใส่มึงเลยนะเว้ย บอกว่าเค้าเป็นแฟนสาวของมึง มึงควรจะตามใจสิ มึงกำลังทำลายความสนุกของเค้า แล้วมึงก็บอกว่า 'งั้นเธอก็ไม่ใช่แฟนฉันแล้วล่ะ จบทุกปัญหานะ' แล้วมึงก็ล็อคประตูเลย
กูยังได้ยินเสียงเขากรี๊ดลั่นโถงทางเดินอยู่เลย หลังจากนั้นที่กูจำได้คืออ้วกแตกอ้วกแตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และหนาวจนสั่นไปหมด กูทำให้ตัวเองอุ่นไม่ได้เลย แต่อยู่ดี ๆ มันก็อุ่นขึ้นมา...มึงมุดขึ้นเตียงมานอนกับกู แล้วกอดกูไว้ทั้งคืน กูจำได้ว่ามึงปลุกกูขึ้นมาจิบชาร้อนกับกินยาไม่กี่ครั้ง มึงเอาผ้าเปียกมาคอยประคบหน้าผากกูตลอด กูลืมตาตื่นมาตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น และมึงก็ยังกอดกูอยู่...นั่นแหละคือตอนที่กูเริ่มรู้สึก"
เคนดัลล์เริ่มคุมอารมณ์ไม่อยู่เมื่อนึกถึงอดีต และเขารู้ว่าต้องวางสายเดี๋ยวนี้
"กูต้องไปแล้วไมเคิล มีงานด่วนเข้ามา"
แล้วเคนดัลล์ก็กดตัดสายไปเฉย ๆ เสียงสั่นเครือของเคนดัลล์ชัดเจนจนไมเคิลสัมผัสได้ก่อนเสียงสัญญาณจะดับลง ไมเคิลอยากจะเตะตัวเองที่ถามคำถามนั้นออกไป แต่เขากลับจมลงไปในความทรงจำของคืนนั้นเช่นกัน
เขาจำมันได้แม่นยำ ทุกอย่างเป็นอย่างที่เคนดัลล์เล่า แต่เรื่องตลกคือเขาจำหน้าชะนีรอนด้าได้แค่ลาง ๆ เท่านั้น นอกนั้นเขาเห็นภาพทุกอย่างชัดแจ๋ว เขาจำเสียงงานปาร์ตี้ที่ดังอู้อี้อยู่ข้างนอกได้ หลังมีคนมาเคาะประตูสองสามครั้ง เขาก็ไปแปะป้ายด่าหน้าห้องด้วยคำว่า 'ไปตายห่าซะ' (F*ck off)
มันได้ผล เพราะหลังจากนั้นไม่มีใครมาเคาะหรือชวนไปปาร์ตี้อีกเลย การเห็นเคนดัลล์นอนตัวสั่นหลังจาก อ้วกจนหมดไส้หมดพุงมันทรมานใจเขาเกินไป เพื่อนเขาร้อนเป็นไฟและเหงื่อซึมทั้งที่ห่มผ้าทับกันหลายชั้น แต่มันก็ยังสั่นไม่หยุด
เขาพยายามนึกว่าแม่ทำยังไงเวลาเขาป่วย อย่างแรกคือต้องลดไข้เคนดัลล์ให้ได้ เขาจำได้ว่าตอนนั้นคิดว่าตัวเอง คงทำได้ไม่ดีหรอก แต่เรื่องที่จะให้คนอื่นมาทำแทนนั้น 'ไม่มีวัน' เขาถอดเสื้อเคนดัลล์ที่พึมพำประท้วงนิดหน่อยออก เอาผ้าเย็นเช็ดอกเช็ดหน้าผาก แล้วก็จับจิบชาอุ่น ๆ กับกินยาพาราจนได้ ไข้เริ่มลดลงแต่ตัวยังสั่นไม่เลิก
นั่นแหละคือตอนที่เขาตัดสินใจขึ้นไปบนเตียง วางแขนกอดร่างยักษ์นั่นไว้แน่น ห้านาทีต่อมาอาการสั่นก็หายไป และความตื่นตระหนกที่เขาเจอมาทั้งคืนก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกสงบเงียบอย่างประหลาด เขาเลยนอนอยู่อย่างนั้น และกอดเพื่อนไว้ เขาเองยังแปลกใจที่ตัวเองลูบผมเคนดัลล์แล้วจูบที่หัวเบา ๆ แบบที่แม่เคยทำตอนเขาป่วย สุดท้ายเขาก็คว้าผ้าห่มผืนบางมาคลุมเราสองคนไว้เหมือนเป็นรังดักแด้
เขายังเรียกความรู้สึกนั้นกลับมาได้เสมอ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี เขาจำได้ว่าตอนที่นอนกอดเคนดัลล์วันนั้น เขาไม่เคยกอดใครแบบนี้มาก่อน เขาเริ่มมีเซ็กส์ตั้งแต่อายุน้อย และเขาก็ดูแลผู้หญิงด้วยความเคารพเสมอมา แต่นี่คือครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากกอดใครไว้แบบนี้ และมันก็ยังคงเป็นจริงจนถึงทุกวันนี้
พอกิจกรรมบนเตียงจบลง เขามักจะเริ่มกระสับกระส่ายและอยากอยู่คนเดียวหรือไม่ก็ขยับไปนอนอีกฝั่ง เคนดัลล์ต้องการเขาในคืนนั้นยิ่งกว่าที่ใครเคยต้องการ และเขาจำได้ว่าต้องฝืนตัวลุกไปเปลี่ยนผ้าประคบกับหาน้ำมาให้จิบ แต่พอเขานอนลงปุ๊บ เคนดัลล์ก็จะม้วนตัวกลับเข้ามาซุกกอดเขาไว้ทันที...และไมเคิลก็ทำแบบเดียวกัน
เมื่อย้อนกลับไปมอง เขาก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาเองก็ได้ความรู้สึกดี ๆ จากการกอดนั้นไม่แพ้เพื่อนของเขาเลย และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในคืนนั้นไม่เคยมีใครมาแทนที่ได้เลย ความคิดนี้ แม้จะดูใหม่สำหรับเขา แต่มันกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเลยสักนิด แต่มันกลับทำให้เขาเริ่ม 'สงสัย'...
ถ้าชื่นชอบก็ขอเม้นท์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ จะได้มีแรงแปลมาให้อ่านเรื่อย ๆ
|