แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย pauly99 เมื่อ 2026-2-25 17:53
Chapter 2 Know when to fold 'em
Cards on the Table บทที่ 2 : รู้ว่าเมื่อไหร่ควรหมอบ
ไพ่ในมือแม่งห่วยแตก และงานนี้ไม่มีใครชนะ
ไมเคิลยืนนิ่งเป็นหิน เขาได้ยินทุกคำที่เคนดัลล์พูด เห็นเขาเดินจากไป แต่ความรู้สึกมันเหมือนเขากำลัง ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ การจะย่อยสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมันช่างเจ็บปวดจนสมองแทบจะหยุดทำงาน
เคนดัลล์รักเขา...รักแบบคนรักจริง ๆ คำสารภาพนั้นค่อย ๆ ซึมลึกเข้าไปในใจ การได้ยินคำพูดก็เรื่องหนึ่ง แต่ความรู้สึกที่ตามมาพร้อมความจริงนั้นมันอีกเรื่องหนึ่งเลย เขาโกรธไหม? มีบางอย่างที่เขาอธิบายไม่ได้ แต่มันกลับรู้สึกดีลึก ๆ ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำเป็นรู้สึกดีได้ เพราะมันพังทุกอย่างจนไม่เหลือชิ้นดี...ใช่ไหมวะ?
เคนดัลล์คิดว่าไมเคิลโกรธ...เขาพูดออกมาเอง แล้วเขาโกรธเคนดัลล์จริงหรือเปล่า? ไม่นะ เขาค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ใช่ การคิดถึงเคนดัลล์ไม่ได้ทำให้เขาฉุนเฉียว แต่ยิ่งคิดไปเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงโทสะที่พลุ่งพล่านขึ้นมา
โธ่เว้ย เขาโกรธจริง ๆ นั่นแหละ เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางกบาล เขาแม่งโกรธฉิบหาย เขาอยาก—ไม่สิ เขา 'ต้อง' ต่อยอะไรสักอย่าง ความทุกข์ระทมที่เพิ่มขึ้นทำให้เขารู้สึกเหมือนร่างจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ เรื่องบ้าแบบนี้เกิดขึ้นได้ไงวะ? เขาจะเสียคนเพียงคนเดียวในโลกที่เขาจูนติดที่สุดไปได้ยังไง?
มันไม่ใช่แค่เรื่องบ้ากีฬาเหมือนกัน หรือความสนใจที่ตรงกันและเจออะไรมาด้วยกันมากมาย แต่มันคืออะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น เหมือนเขาสองคนมีจุดเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งจนไม่มีใครหน้าไหนเข้าถึงได้ เขาต้องเสียเพื่อนไปเพียงเพราะเขาตอบรับรักไม่ได้เนี่ยนะ? แม่งไม่ยุติธรรมเลยสัด ๆ
เขารักเคนดัลล์ และเขาต้องการเคนดัลล์ ความว่างเปล่าที่รู้สึกอยู่ตอนนี้คือหลักฐานชั้นดี เขาไม่รู้ว่ามิตรภาพของคนอื่นเป็นยังไง แต่สำหรับเขา เคนดัลล์คืออีกครึ่งหนึ่งของชีวิต...เป็นครึ่งที่ดีที่สุดด้วย
น้ำตาแห่งความเจ็บปวดเริ่มเปลี่ยนเป็นน้ำตาแห่งความเดือดดาล เขาต้องออกไปจากที่นี่ พลังงานบางอย่าง พลุ่งพล่านจนสั่งให้เขาพุ่งพรวดออกจากคอกที่นั่ง แล้วก็ไปกระแทกเข้ากับแคนดี้เต็มรัก... เอ้อ... แคนดี้!
"ไม่ใช่ตอนนี้ แคนดี้"
เขาเค้นเสียงบอก ไม่สนว่าหน้าตาตัวเองตอนนี้จะดูทุเรศแค่ไหนในสายตาเธอ
"ที่รัก เกิดอะไรขึ้นคะ? เป็นอะไรไป? พระเจ้าช่วย ดูสภาพคุณสิ...นี่คุณ...ร้องไห้เหรอ?"
สายตาที่ดูเป็นห่วงเปลี่ยนเป็นสายตาที่เริ่มคำนวณผลประโยชน์อย่างรวดเร็ว
"หรือว่าเรื่อง...อ๋อ แล้ว 'แฟนหนุ่ม' ของคุณหายไปไหนแล้วล่ะ?"
เธอดูจะขำกับคำพูดตัวเอง และนั่นยิ่งทำให้ฟิวส์ของไมเคิลขาดกระจุย
จังหวะนั้นเขาไม่อยากทำอะไรมากไปกว่าการตะบันหน้าสวย ๆ นั่นให้หุบยิ้ม
"บอกว่าไม่ใช่ตอนนี้ไง"
เขาขู่ในลำคอพลางเช็ดน้ำตาแล้วจ้องหน้าเธอ การที่เห็นยัยนี่แสร้งทำเป็นห่วงทำให้ไมเคิลสงสัยว่า เขามองเห็นอะไรในตัวเธอวะเนี่ย แม้เธอจะพยายามใส่หน้ากากกลับคืนมา แต่เขารู้ว่าเธอกำลังสะใจ
"ทำไมมึงต้องทำตัวเป็นอีกะหรี่ใจหมาขนาดนี้ด้วยวะ? เคนดัลล์ไม่ใช่แฟนกู แต่เขาคือเพื่อนรักกู เพราะฉะนั้นหุบปากซะ"
คำว่า 'เพื่อนรัก' มันทิ่มแทงใจเขาจนความโกรธยิ่งทวีคูณ เพราะตามที่เคนดัลล์บอก ตอนนี้เขาไม่มีเพื่อนรักอีกต่อไปแล้ว
"โธ่ ไมเคิล" เธอคร่ำครวญพลางเอามือมาจับแขนเขา เขาผงะด้วยความสะอิดสะเอียน แต่ก็สะกดใจไม่กระชากแขนออก
"คุณจะไม่บอกฉันจริง ๆ เหรอว่าคุณไม่เห็นสายตาที่มันมองคุณน่ะ? ถ้าถามฉันนะ ฉันว่ามันน่ะเป็นพวก 'ตุ๊ด' ที่จ้องจะงาบตูดเซ็กซี่ ๆ ของคุณมากกว่า"
เธอโง่พอที่จะหัวเราะคิกคักออกมา
คราวนี้เขาไม่ทนแล้ว ไมเคิลกระชากแขนออกทันที ความโกรธที่ส่งไปถึงเธอนั้นชัดเจน ต่อให้เป็นคนงี่เง่าอย่างแคนดี้ก็ยังดูออก
"ไม่มีใครถามมึง และไม่มีใคร...ย้ำนะว่าไม่มีใคร 'ให้ค่า' กับความคิดเห็นของมึงทั้งนั้น"
เขาต้องบังคับตัวเองอย่างหนักให้นึกไว้ว่านี่คือผู้หญิง ถ้าเป็นผู้ชายล่ะก็ ป่านนี้มันลงไปกองกับพื้นแล้ว โชคดีที่ความว้าวุ่นในใจเริ่มลดลงพอที่จะทำให้เขารับมือสถานการณ์นี้แบบสุภาพบุรุษตามที่พ่อแม่สอนมาได้
เขามองหาใครสักคนในโซนโต๊ะพูลจนเจอ
"เฮ้ เดฟ มานี่แป๊บดิ๊?" ชายร่างเตี้ยพยักหน้าแล้วเดินนวยนาดเข้ามาหาทั้งคู่
ไมเคิลมองแคนดี้ที่กำลังทำหน้ามึนตึ้บ แล้วหันไปหาเดฟที่พยายามทำหน้าตายเพื่อประเมินสถานการณ์ มันดูไม่ยากหรอกว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น ไมเคิลรู้ตัวว่าตัวเองดูเหมือนพร้อมจะใช้ความรุนแรงได้ทุกเมื่อ แต่เขาก็พยายามคุมไว้
"เดฟ พอดีกูมีธุระด่วนว่ะ ฝากไปส่งแคนดี้ที่บ้านหน่อยได้ไหม? ถือว่ากูติดค้างมึงครั้งนึง"
แคนดี้เปลี่ยนจากความงงเป็นความแค้นทันทีที่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกเขี่ยทิ้ง เธอเริ่มใช้แผนใหม่ด้วยการ สะบัดผมบลอนด์สวย ส่งยิ้มยั่วยวนที่เธอคิดว่าดูดีที่สุด แล้วเอื้อมมือไปแตะแก้มเขา ความรู้สึกขยะแขยงยังไม่หายไป ไมเคิลเลยก้าวถอยหลังหนี แต่ความหลงตัวเองทำให้เธออ่านเกมไม่ออก
"ขอโทษค่ะที่รัก ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ฉันแค่ล้อเล่นเอง เราไปเที่ยวต่อตามแผนเดิมเถอะนะ ไปสนุกกัน หรือจะกลับไป 'สนุก' กันต่อที่ห้องคุณก็ได้นะ ถ้าคุณต้องการ?"
ไมเคิลอยากจะอ้วกตอนเห็นเธอพยายามทำสายตายั่วสวาท
เธอลากนิ้วไปตามขอบผ้าลูกไม้ที่ปิดหน้าอกหน้าใจไว้ไม่มิด พลางกระซิบเสียงหวาน
"คุณก็รู้ว่าคุณต้องการ..."
เธอเม้มริมฝันล่างแล้วช้อนตามองเขาผ่านขนตางอนงาม เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้ไมเคิลมองว่า เธอมันน่าสมเพชแค่ไหน ส่วนหนึ่งในใจเขารู้สึกสงสารเธอ เพราะในหัวเขามีแต่เรื่องของเคนดัลล์ และสภาพที่พังยับเยินของเพื่อน
"ความจริงคือไม่ว่ะ และบอกตามตรงนะ นั่นคือสิ่งสุดท้ายในโลกที่กูอยากทำตอนนี้ หมายความตามที่พูดนั่นแหละ และกูเพิ่งสำนึกได้ว่ามึงกับกูมันคือความผิดพลาด และกูไม่อยากอยู่ใกล้มึงอีกต่อไปแล้ว"
คำพูดของเขาทำให้แคนดี้อ้าปากค้าง แต่ความสงสารชั่ววูบของเขามันหายไปหมดแล้ว
"ตามนั้นนะเดฟ ฝากด้วย กูก็จะขอบใจมาก... 'สุภาพสตรี' ท่านนี้..."
เขาเว้นจังหวะนิดนึง
"สุภาพสตรีท่านนี้ต้องการคนไปส่งบ้านว่ะ"
เดฟทำหน้าเลิ่กลั่ก พยักหน้ารับคำแบบจำใจ ไมเคิลรีบเดินตรงไปที่ประตูหน้า เขารู้ว่าต้องโดนแน่ ๆ และยัยตัวแสบก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
"ไมเคิล!" เธอโหยหวน
"ทำไมทำแบบนี้? ฉันขอโทษ พาฉันไปด้วยนะ...ฉัน...ฉันรักคุณนะไมเคิล!"
นี่เป็นครั้งที่สองของคืนนี้ที่มีคนบอกรักเขา และความรู้สึกมันต่างกันราวฟ้ากับเหว เขาหันกลับไปมองเธอที่ประตู น้ำตาปลอม ๆ ไหลอาบแก้มจนเครื่องสำอางเลอะเทอะ เธอยังอุตส่าห์ทำหน้ามุ่ยแสร้งว่าร้องไห้หนัก
เขาแอบสงสัยชั่ววูบว่าทำไมเขาไม่เคยเห็นหน้าสดของยัยนี่เลยแม้แต่ตอนตื่นนอน
"กูก็เสียใจเหมือนกันแคนดี้ แต่ไม่หรอก มึงไม่ได้รักกู...กูรู้ว่าคนที่เขารักกันจริง ๆ หน้าตาเป็นยังไง และมันไม่ใช่แบบที่มึงทำอยู่นี่แน่"
พอเดินพ้นประตูออกมา เขาก็ได้ยินเสียงแคนดี้ตัวจริงแผดด่าไล่หลัง
"ไปเลย! ไปวิ่งตามไอ้ 'ตุ๊ด' แฟนหน้าโง่ของมึงเลย ไอ้หน้าตัวเมีย! มึงมันเฮงซวย ไมเคิล อะเซโต้!"
ประตูปิดลงตัดเสียงด่าที่เหลือออกไป เขาแอบรู้สึกผิดนิดหน่อย... ไม่ได้รู้สึกผิดกับเธอนะ แต่รู้สึกผิดกับเดฟที่ต้องมารับช่วงต่อ
หมายเหตุจากผู้แปล
Michael Aceto ออกเสียงว่า ไมเคิล อะเซโต้ โดยคำว่า Aceto เป็นภาษาอิตาลีที่แปลว่า "น้ำส้มสายชู"
ความโล่งใจที่หนีออกมาได้นั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะคลื่นความสิ้นหวังซัดเข้าหาเขาอีกครั้ง ภาพเคนดัลล์เดินจากไป คือสิ่งเดียวที่สมองเขาจดจำได้ น้ำตาที่หยุดไปพักหนึ่งเริ่มเอ่อขึ้นมาใหม่ เขาพยายามเรียกหาความโกรธเกรี้ยว ที่เคยครอบงำเขาก่อนหน้านี้ แต่มันจางหายไปหมดแล้ว อย่างน้อยยัยแคนดี้ก็มีประโยชน์อย่างหนึ่ง คือการทำให้เขามีสติและเริ่มประมวลผลความจริงใหม่ได้ แม้เขาไม่อยากจะยอมรับ แต่มันก็ต้องยอมรับ
ภาพชายที่ระเบิดความรู้สึกออกมาด้วยความทุกข์ทรมานที่ไม่คุ้นตาซ้อนทับทุกอย่างในหัว นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับไมเคิลในตอนนี้ ความจริงมันคือเรื่องเดียวที่สำคัญ เพื่อนของเขาต้องการสิ่งนี้จากเขา และความรู้สึกสูญเสียของเขาเองมันกลายเป็นเรื่องรองไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เคนดัลล์ต้องเจอมาตลอด
ความกล้าหาญมหาศาลที่เคนดัลล์ใช้สารภาพออกมาทำให้เขารู้สึกละอายใจที่จะมานั่งเสียดาย สิ่งที่ตัวเองกำลังจะเสียไป เหมือนที่เคนดัลล์บอก...เคนดัลล์เองก็สูญเสียเหมือนกัน
กูควรจะพูดอะไรออกไปบ้าง...
ทำไมเขาไม่บอกเพื่อนไปว่าเขาเข้าใจและไม่ได้โกรธเลยสักนิด? เขาควรจะตามไป โธ่เว้ย...เขาปล่อยให้เคนดัลล์เดินจากไปทั้งอย่างนั้น ปล่อยให้เคนดัลล์ขับรถออกไปพร้อมความคิดที่ว่า เขาไม่อยากคุยด้วย แม่งเอ๊ย...แม้แต่คำลาก็ยังไม่ได้พูด
ไมเคิลภาวนาให้เพื่อนที่กำลังสติแตกขับรถถึงบ้านอย่างปลอดภัย เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทรเช็ก หน้าจอติดสว่างโชว์รูปคู่ของเขาสองคนที่งานโอลิมปิกแวนคูเวอร์
ทั้งคู่ยิ้มร่าฉลองเหรียญทองฮอกกี้ มันเป็นรูปโปรดจากบรรดานับพันรูปที่ถ่ายด้วยกันตลอด 6 ปี ความทรงจำที่แสนสุขนั้นกลับกลายเป็นความขมขื่น เพราะเขารู้ดีว่า 'โทรหาไม่ได้' เคนดัลล์ต้องการให้เขาเว้นระยะห่าง ไมเคิลวางโทรศัพท์ลงข้างตัวอย่างพ่ายแพ้ สตาร์ทรถกระบะแล้วขับออกไป
ถนนแทบไม่มีรถ ซึ่งเข้ากับอารมณ์หม่นหมองของเขาได้ดี ไมเคิลจมอยู่ในความรู้สึกชาหนึบ พยายามโฟกัสกับถนนข้างหน้าแต่มันไม่ง่ายเลยเพราะใจมันลอยไปไกล ถ้าไม่ใช่เพราะผ่านการฝึกตำรวจมา เขาคงไม่สังเกตเห็นรถที่จอดอยู่ริมทางข้างหน้านั่น เขาชะลอรถ และเมื่อเข้าไปใกล้ หัวใจของไมเคิลก็เต้นโครมคราม เมื่อเห็นว่าเป็นรถ Ford F150 สีดำของเคนดัลล์
ความมึนงงหายวับไป กลายเป็นความตื่นตระหนกเข้ามาแทนที่ เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของเคนดัลล์ จนต้องรีบจอดรถต่อท้ายรถกระบะคันนั้น ดูภายนอกไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เขาเห็นหัวของเพื่อนฟุบลงกับพวงมาลัย ความกลัวแล่นปราดจากท้องขึ้นมาถึงคอ เขาแทบไม่ได้มองรถบนถนนตอนที่กระชากประตูรถตัวเองแล้วกระโดดลงไป ในใจคิดเพียงอย่างเดียวว่า
'ได้โปรดเถอะพระเจ้า ขอให้มันไม่เป็นอะไร'
เขาใจชื้นขึ้นนิดหน่อยเมื่อเห็นหัวสีบลอนด์ขยับเล็กน้อยตอนที่เขาเดินไปข้างรถ แต่เท้าเขาก็ไปเหยียบเข้า กับกองอ้วกเต็ม ๆ เขาเคาะกระจกเบา ๆ หัวของเคนดัลล์ค่อย ๆ หันมามอง แต่มันไม่มีแววของการรับรู้เลย ตาของเคนดัลล์บวมเป่งและมีคราบน้ำตาทั้งเก่าและใหม่เปรอะไปหมด
ไมเคิลเปิดประตูช้า ๆ จ้องมองใบหน้าที่เขาคุ้นเคยยิ่งกว่าหน้าตัวเองเพื่อหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น เขาช็อกมากที่เห็นชายที่เคยดูแข็งแกร่งและสง่า คนที่ควรไปอยู่บนปกนิตยสารสุขภาพ กลับดูเปราะบาง และเศร้าสร้อยได้ขนาดนี้
"โอเคเปล่าวะ ดิวซ์? มึงป่วยเหรอ?"
เคนดัลล์ดูเหมือนจะเพิ่งได้สติ เขามองหน้าไมเคิลแล้วก้มลงมองกองอ้วกที่เท้าเพื่อน
"มึงไม่ควรมาอยู่ที่นี่นะ เอซ...กูโอเค...แค่คลื่นไส้นิดหน่อย แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว...ไม่ต้องห่วงหรอก มึงไปเถอะ... เดี๋ยวอีกสองสามนาทีกูก็จะ... ก็จะไปแล้ว ขอนอนพักแป๊บนึง"
เคนดัลล์หันหน้าหนี จ้องไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
ไมเคิลพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่ได้ยิน เสียงของเคนดัลล์แหบแห้งและสั่นเครือจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาร้องไห้หนักจนเสียงหาย มือของเขากำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูด ถ้าไม่มีพวงมาลัยประคองไว้ เขาคงล้มพับไปแล้ว
"พูดเหี้ยอะไรของมึงวะ? จะไล่กูเหรอ? อย่าปัญญาอ่อนน่า มึงไม่โอเคเลยสักนิด อย่ามาโกหกกู กูก็ไม่โอเคเหมือนกัน...แต่เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง.. มึงก็ด้วย กูไม่ทิ้งมึงไว้ในสภาพนี้แน่"
เขาคอยดูปฏิกิริยาตอบกลับ แต่เคนดัลล์ก็นิ่งสนิท
เคนดัลล์ซบหน้าลงกับพวงมาลัยอีกครั้งเหมือนจะหลบหน้า แต่ไมเคิลก็ยังยืนยันที่จะรอ พอเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกที แม้จะยังดูอ่อนแอแต่ก็มีความเด็ดเดี่ยวฉายออกมา ความมุ่งมั่นแบบนั้นคือสิ่งที่ไมเคิลเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน และไม่ว่ามันจะหมายความว่ายังไง การเห็นมันกลับมาก็ถือเป็นเรื่องดี
"ยังไงเราก็ต้องคุยกัน" ไมเคิลพึมพำ เขาก็เด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน
"รอตรงนี้ กูจะกลับมาอีกแป๊บเดียว"
เขาวิ่งกลับไปที่รถเชฟวี่ของตัวเอง หยิบน้ำเปล่าจากเบาะหลังแล้ววิ่งกลับมา เคนดัลล์ยังคงฟุบหน้าอยู่ ไมเคิลพูดเสียงนุ่ม
"อ่ะ ดื่มซะ" เขาส่งน้ำให้ "ค่อย ๆ จิบนะเดี๋ยวจะอ้วกอีก"
น้ำดูเหมือนจะช่วยได้ เคนดัลล์หันมาสบตาเขาตรง ๆ ไมเคิลจ้องกลับก่อนจะรับน้ำคืนมา
"เอ่อ...เราคุยกันจบแล้วนะเอซ ไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว เพราะงั้นเลิกยุ่งกับกูเหอะ...ปล่อยกูอยู่คนเดียวเถอะนะ ได้โปรด? มึงไม่ได้มีหน้าที่ต้องมาดูแลกู กูดูแลตัวเองได้"
สายตาของเขาดูสั่นคลอน
ไมเคิลรู้สึกถึงโทสะที่เริ่มพลุ่งพล่าน เขาพยายามระงับมันไว้ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงก่ำที่แสนทรมาน ของเคนดัลล์ เตรียมจะระเบิดอารมณ์ใส่ แต่ความโกรธนั้นกลับมลายหายไปสิ้น
"ฟังนะ มึงพูดและกูได้ยินทุกอย่าง กูเข้าใจ...แต่มันมีหลายเรื่องที่กูไม่ได้พูด เพราะกูแม่งโง่เองที่พูดอะไรไม่ออกตอนนั้น ไม่ต้องห่วง กูสัญญาว่าจะเคารพการตัดสินใจของมึง แต่มันไม่ใช่ตอนนี้ กูจะไปส่งมึงที่บ้านเพราะมึงขับรถสภาพนี้ไม่ไหวแน่ กูรู้ว่ามึงดูแลตัวเองได้...แต่มึงไม่จำเป็นต้องทำคนเดียวเสมอไปหรอกนะ โอเคไหม?"
เคนดัลล์ทำท่าจะค้าน แต่ไมเคิลจ้องเขม็งจนเขาต้องเงียบ
"มึงอยากลองดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องนี้จริง ๆ เหรอวะ?" มันรู้สึกดีชั่ววูบที่ได้ควักไพ่ตายใบนี้ออกมาใช้อีกครั้ง
ปกติเคนดัลล์ต้องเหยียดยิ้มกวนประสาทกลับมาแน่ แต่คราวนี้เขาแค่ถอนหายใจยาว ไมเคิลรู้ทันทีว่าเพื่อนยอมจำนนแล้ว และเขาก็โล่งใจที่ไม่ต้องออกแรงเถียงกันอีก เพราะเห็นสภาพเพื่อนแบบนี้เขาก็หมดแรงจะสู้เหมือนกัน
"แล้วรถกูล่ะ?" เคนดัลล์ถามด้วยความกังวลตามนิสัย เขารักรถ 'Black Beauty' ของเขามาก และไมเคิลก็ดีใจที่เห็นปฏิกิริยาปกติของเพื่อนกลับมาบ้าง
"ไม่ต้องห่วงเรื่องของเล่นมึงหรอก เดี๋ยวโทรบอกศูนย์วิทยุให้ส่งคนมาลากไปไว้ที่โรงพักเขต 51 ให้ พวกเขาทำให้กูได้ไม่มีปัญหาหรอก พรุ่งนี้เช้าค่อยไปรับยัยตาสวยของมึงละกัน ตกลงไหม ดิวซ์... เอาตามนี้เถอะนะ?"
เคนดัลล์ดูหมดเรี่ยวแรงอีกครั้งจนไมเคิลเริ่มเป็นห่วง สุดท้ายเขาก็พยักหน้าตกลง
"โอเค ไปกันเหอะ จะเอาอะไรออกจากรถไหม?"
เคนดัลล์แค่ส่ายหน้า ไมเคิลจึงหยิบกุญแจรถออก แยกกุญแจสตาร์ทออกมาวางไว้บนหลังคารถ เพื่อให้คนที่มารับรถหาเจอ แล้วส่งกุญแจที่เหลือให้เคนดัลล์ แต่เคนดัลล์ก็นั่งนิ่ง ไมเคิลเลยต้องเขย่าไหล่เบา ๆ เพื่อเรียกสติ เคนดัลล์เลยพยายามส่งยิ้มบาง ๆ กลับมาให้
พอลงจากรถ เคนดัลล์ยืนมองหน้าไมเคิลเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง ไมเคิลเลยชวนเดินเลี่ยงกองอ้วก
"ไปเช็ดตีนกับหญ้าก่อนจะขึ้นรถกูเถอะ กูไม่สนหรอกว่ารถฟอร์ดเฮงซวยนั่นจะเหม็นไหม แต่รถเชฟวี่กูควรได้รับสิ่งที่ดีกว่า"
มันดีจริง ๆ ที่ได้เห็นแววขี้เล่นเดิม ๆ แวบขึ้นมาบนหน้าเคนดัลล์ แม้จะแค่ไม่กี่วินาทีที่เขาสามารถหลอกตัวเองได้ ว่ามิตรภาพของเรายังไม่จบลง
"ฟังนะเอซ กูซึ้งใจจริง ๆ กับสิ่งที่มึงพยายามทำเพื่อกู..." เสียงแหบพร่านั่นฟังแล้วปวดใจ ไมเคิลส่งน้ำให้เคนดัลล์ดื่มอึกใหญ่ หลังหายใจเข้าลึก ๆ เขาก็พยายามพูดต่อ
"กูรู้ว่ามึงต้องโกรธกูฉิบหาย..." เสียงขาดหายไปเมื่อไมเคิลยกมือห้าม
"ขึ้นรถเหอะ กูขอล่ะ อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยตอนนี้ เสียงมึงแม่งทุเรศมาก เดี๋ยวกูซื้อยาอมให้ แต่ขอให้เข้าใจอย่างนึงนะ โอเคไหม? กูไม่ได้โกรธมึงเลยสักนิด กูอาจจะอารมณ์เสียเพราะโลกนี้แม่งบางทีก็ห่วยแตก แต่กูไม่ได้โกรธมึง เพราะงั้น เดี๋ยวไปหายาอมกินแล้วกลับบ้านค่อยคุยกัน โอเค?"
เคนดัลล์ทำหน้าไม่ค่อยเชื่อ แต่ก็พยักหน้าแล้วขึ้นรถไป เอนหัวพิงเบาะแล้วหลับตาลง ไมเคิลโทรแจ้งศูนย์วิทยุ เรื่องลากรถและบอกจุดที่วางกุญแจไว้
บรรยากาศระหว่างขับรถไปอพาร์ตเมนต์ของเคนดัลล์เงียบสนิท แม้ตอนจอดซื้อยาอมเคนดัลล์ก็ไม่ขยับ แต่ไมเคิลรู้ว่าเขาไม่ได้หลับ พอมาถึงหน้าห้อง ไมเคิลดับเครื่องแล้วหันไปสบดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ที่จ้องรออยู่
"กูเข้าไปได้ไหม...หรือมึงอยากให้กูกลับ?"
พอมาถึงจุดนี้เขากลับรู้สึกประหม่า ไม่แน่ใจว่าเขายังเป็นที่ต้อนรับอยู่ไหม เมื่อวานเขายังแทบจะสิงอยู่ที่นี่อยู่เลย แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ใช่...เขากลับมาอยู่บนรถไฟเหาะแห่งห้วงอารมณ์อีกครั้ง และมันรู้สึกแย่ฉิบหาย
"ถ้ามึงอยากให้กูไปเลยก็ได้นะ...กูไม่อยากทำให้มึงลำบากใจ"
เขาเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่เพราะปากมันแห้งผากไปหมด
"มึงลำบากใจไหมวะที่ต้องอยู่ที่นี่ ทั้งที่รู้ว่ากูคิดยังไงกับมึง?" เคนดัลล์ถามเสียงแหบแห้งด้วยความไม่มั่นใจ
ไมเคิลมองกลับไป คำถามนั้นทำให้เขาตั้งตัวไม่ติด แต่ตอนนี้เคนดัลล์หันมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนจะกลัวคำตอบ เขาแปลกใจตัวเองที่รู้คำตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด
"ไม่เลย ดิวซ์ การรู้ว่ามึงรู้สึกยังไงไม่ได้ทำให้กูลำบากใจเลยสักนิด"
เคนดัลล์หันขวับกลับมามองหน้าเขา ไมเคิลปล่อยให้เคนดัลล์สำรวจใบหน้าเพื่อค้นหาความจริงและความมั่นใจที่เขามี เขาหยิบยาอมส่งให้เคนดัลล์ และดีใจที่เห็นว่ามันช่วยให้เพื่อนดูดีขึ้นทันที
"มาเถอะ เข้าบ้านกัน มึงบอกอยากคุย และกูก็อยากฟังสิ่งที่มึงจะพูด"
พวกเขาเดินเข้าห้อง เคนดัลล์ไขประตูแล้วเปิดทิ้งไว้ให้เขาเดินตามเข้าไปเหมือนทุกครั้ง...เพียงแต่ตอนนี้มันรู้สึก ต่างออกไปมาก เขารู้ดีว่านี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้มาเยือนบ้านหลังที่สองแห่งนี้ น้ำตาเจ้ากรรมเอ่อขึ้นมาอีกครั้งแต่เขาก็รีบสะบัดมันออกไป ถึงอย่างนั้นเคนดัลล์คงสังเกตเห็น ความเงียบที่เต็มไปด้วยอารมณ์ปกคลุมห้องนั่งเล่นที่ทั้งคู่นั่งลงในที่ประจำ
"พระเจ้า กูเหนื่อยเหลือเกินเอซ แต่กูอยากรู้อะไรอย่างหนึ่ง"
"ว่ามาดิ มึงอยากรู้อะไร?"
"ทำไมมึงถึงไม่ลำบากใจวะ...กับความรู้สึกของกูน่ะ?"
"กูรู้ว่ามึงหมายถึงอะไร และคำตอบคือ กูไม่รู้สิ แต่มันไม่ลำบากใจจริง ๆ บางครั้งกูรู้สึกเหมือนเรา เป็นคนคนเดียวกันด้วยซ้ำ"
เขาเว้นจังหวะ พยายามหาคำพูดที่ถูกต้อง
"กูหมายถึง มันเหมือนมึงรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับกู และกูก็รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับมึง...เอ่อ อย่างน้อยตอนนี้กูก็รู้แล้วล่ะ" เขาพูดพร้อมรอยยิ้มที่เคนดัลล์ยิ้มตอบ ความเครียดในห้องดูจะจางลงไปบ้าง
"มันอาจจะฟังดูแปลกสำหรับมึงนะ เพราะกูก็รู้สึกแปลก แต่นี่...กูกลับรู้สึกเป็นเกียรติว่ะที่คนอย่างมึงมารักคนอย่างกู"
เคนดัลล์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนกำลังประมวลผลคำพูดนั้น
ไมเคิลพยายามอธิบายสิ่งที่ตัวเขาเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ
"คืนนี้แคนดี้บอกรักกู"
เคนดัลล์เลิกคิ้วแต่ไม่พูดอะไร
"พอเค้าพูดคำนั้นออกมา มันทำให้กูนึกถึงตอนที่มึงพูด และกูค้นพบว่ากูอยากได้ยินคำนั้นจากปากมึงมากกว่า จากยัยนั่นซะอีก สำหรับเค้ามันคือเกมและเรื่องตอแหลทั้งเพ แต่พอเป็นมึง...มันไม่ใช่เกม มันคือเรื่องจริง และในแง่หนึ่ง มันทำให้กูรู้สึกดีนะที่มึงบอกว่ารักกู เหี้ยเอ๊ย...ฟังดูปัญญาอ่อนและเลือดเย็นฉิบหายเลยเนอะ แถมเห็นแก่ตัวด้วย แม่ง..."
เขาเอามือสางผมอย่างหงุดหงิด
"กู...กูไม่ได้ตั้งใจให้มันออกมาเป็นแบบนั้นนะ กูไม่ได้ล้อเล่นกับความรู้สึกมึง มึงถามกูและกูพยายามจะอธิบาย แต่มันพังว่ะ"
เขาคอตก รู้สึกรังเกียจตัวเองจริง ๆ
"ใจเย็น ๆ เอซ ไม่ต้องเครียด มึงไม่ได้พูดแล้วทำทุกอย่างพังเลยสักนิด ความจริงคือกูพอจะเข้าใจนะว่ามึงหมายถึงอะไร กูรู้ว่ามึงแคร์กูและเคารพความรู้สึกกู และกูรู้ว่ามึงไม่มีวันเอาความรู้สึกกูมาล้อเล่นแน่ ๆ มันเป็นคำตอบที่ดีเกินกว่าที่กูคาดหวังจาก...คนอย่างมึงซะอีก"
คราวนี้ไมเคิลเป็นฝ่ายเลิกคิ้วบ้างเมื่อโดนตอกกลับด้วยประโยคเดิม
"ก็นะ มึงมันพวกฆาตกรต่อเนื่องด้านภาษาอยู่แล้ว ความสละสลวยนี่ไม่ใช่ทางมึงเลยสักนิด"
สีหน้าเคือง ๆ ของไมเคิลได้ผล เพราะเคนดัลล์ระเบิดหัวเราะออกมา
การเห็นรอยยิ้มกว้างที่แสนสวยงามนั่นท่ามกลางเรื่องร้าย ๆ ทำให้ไมเคิลสำนึกได้ว่าใบหน้านี้และรอยยิ้มนี้ สำคัญต่อเขามากแค่ไหน ความรักที่เขาให้เพื่อนในวินาทีนั้นมันช่างรุนแรง เคนดัลล์ไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของชีวิต แต่มันคือ 'เกือบทั้งหมด' ของชีวิตเขาเลย และอีกครั้งที่ความคิดว่าคนคนนี้จะหายไปจากชีวิตทำให้เขารู้สึกสลดวูบ
บรรยากาศหม่น ๆ กลับมาปกคลุมห้องอีกรอบ
"มึงรู้ไหม เสียงหัวเราะมึงแม่งเหมือนห่านร้องมากกว่าเสียงคนหัวเราะอีก"
ไมเคิลพยายามดึงบรรยากาศดี ๆ กลับมา
"ไปหาน้ำดื่มเพิ่มเหอะมึง"
เขาเดินไปที่ตู้เย็น หยิบน้ำแร่ Perrier มาให้เคนดัลล์ แล้วก็หยิบมาให้ตัวเองด้วย
"อ่ะ... เผื่อพวกฟองก๊าซมันจะช่วยให้คอมึงดีขึ้น"
เคนดัลล์ขอบคุณเขาพร้อมสบตา และไมเคิลก็สัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงนั้นอีกครั้ง จุดเชื่อมต่อที่คลิกเข้าหากันตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน
"แล้วมึงมีอะไรจะพูดกับกูล่ะ?" คำถามของเคนดัลล์มีความหวาดหวั่นปนอยู่ หรืออาจจะเป็นความทุกข์ที่เริ่มย้อนกลับมา
"อ้อ"
ไมเคิลเพิ่งรู้สึกตัวว่าเหม่อไปพักใหญ่ เขาพยายามรวบรวมความคิดในขณะที่เคนดัลล์นั่งรออย่างสงบ
"โอเค อย่างแรก กูอยากขอโทษสำหรับสิ่งที่กูทำที่ร้าน Sticks" เขามองตาเพื่อนตรง ๆ
"กูแม่งเป็นไอ้คนเฮงซวยที่ไร้ความรู้สึก มัวแต่คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับตัวเอง โดยไม่สนใจมึงเลย ไอ้เหี้ย...กูพยายามแล้วนะแต่มันคิดอะไรไม่ออกจริง ๆ กูขอโทษว่ะ กูควรพูดอะไรสักอย่าง ตอนที่มึงกำลังเปิดใจคุยกับกู กูได้ยินทุกอย่างที่มึงพูด แต่กูแม่งก็นั่งโง่คิดแต่เรื่องของตัวเอง ทั้งที่มึงยอมเผยความรู้สึกขนาดนั้น กูแม่งน่าละอายฉิบหาย"
เขาหยุดเพื่อกลั้นความรู้สึก
"กูทำให้มึงผิดหวังในตอนที่มึงต้องการกูที่สุด กูควรจะมองเห็นสิ่งที่มึงต้องทนมาตลอดหลายปีนี้ แต่กูก็มองไม่เห็น กูกลายเป็นเพื่อนที่ไม่เอาไหนเลยว่ะ"
ตาของเคนดัลล์เริ่มคลอน้ำตา แต่เขาก็ไม่หลบสายตาไมเคิลที่พูดต่อ
"กูปล่อยให้มึงเดินออกไปพร้อมความคิดที่ว่ากูโกรธมึง เพียงเพราะกูจมอยู่กับความเศร้าของตัวเอง จนช่วยอะไรมึงไม่ได้ กูแม่งไอ้หน้าตัวเมีย...ไอ้หน้าตัวเมียกินแรงเพื่อน กูอยากให้มึงยกโทษให้กูนะ ดิวซ์ กูสัญญาว่าจะเคารพการตัดสินใจของมึง เพราะกูอยากเห็นมึงมีความสุข กูไม่รู้เลยว่ามึงทุกข์ขนาดนี้ และกูควรจะมองเห็นมันตั้งนานแล้ว"
เสียงของเขาขาดหายไปครู่หนึ่งก่อนจะฝืนพูดต่อ
"เพราะฉะนั้น กูขอให้มึงยกโทษให้กูได้ไหม? มึงทำให้กูได้ไหม?"
คำพูดสุดท้ายเป็นเพียงเสียงกระซิบ...เป็นการขอร้องครั้งสุดท้ายของค่ำคืนที่มีแต่การอ้อนวอน
เคนดัลล์ค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ดวงตาสีฟ้าจ้องประสานกันก่อนเขาจะพูดสั้น ๆ ว่า
"มานี่ดิ๊" ไมเคิลลุกขึ้น และเคนดัลล์ก็อ้าแขนออก ไมเคิลเดินเข้าไปในอ้อมกอดของคนที่สูงกว่าเล็กน้อย
และทั้งคู่ก็กอดกันแน่น เขาตระหนักดีว่านี่คือ 'กอดลา' พวกเขากอดกันอยู่นานหลายนาที ไมเคิลพยายามซึมซับ กลิ่นกายของเพื่อนในขณะที่หัวของทั้งคู่พิงกันอยู่
คำพูดเดียวที่หลุดออกมาคือคำที่เคนดัลล์กระซิบข้างหูไมเคิล
"ไม่มีอะไรต้องยกโทษหรอก เอซ"
หนึ่งนาทีต่อมา ไมเคิลเดินออกจากห้องไปเงียบ ๆ ปิดประตูตามหลัง เขาเดินช้า ๆ ไปที่รถเชฟวี่คันโปรด ขึ้นรถแล้วขับออกไป พร้อมหันไปมองอดีตเพื่อนรักเป็นครั้งสุดท้าย เคนดัลล์ยืนมองเขาอยู่ที่ริมหน้าต่างห้องนั่งเล่นเช่นกัน
ถ้าชื่นชอบก็ขอเม้นท์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ จะได้มีแรงแปลมาให้อ่านเรื่อย ๆ
|