ลืมรหัสผ่าน
 สมัครเข้าเรียน
ค้นหา
ดู: 71|ตอบกลับ: 6

เมื่อผมข้ามมิติและต้องแต่งงานกับผู้ชาย 4 คนพร้อมกัน Ch.26

[คัดลอกลิงก์]

นิสิตสัมพันธ์

กระทู้
274
ตอบกลับ
80
พลังน้ำใจ
10590
Zenny
42228
ออนไลน์
3862 ชั่วโมง









“ชีวิตเล็ก ๆ นั้นเข้มแข็งกว่าที่คิด เขาอดทนเก่ง… เหมือนกับท่าน เซย์เรน…”


ถ้อยคำสั้น ๆ ของแรนทีลจุดประกายความหวังให้กับเหล่าสวามี รวมถึงหัวใจดวงน้อยที่กำลังสั่นไหว ผมวางมือทาบลงบนหน้าท้อง ลูบไล้แผ่วเบา ราวกับต้องการปลอบโยนตัวเองและชีวิตน้อย ๆ ที่เกือบจะสูญสลายไป


เสียงลมหายใจของผมยังคงสั่นไหว ความเจ็บหน่วงที่ท้องน้อยค่อย ๆ คลายลงด้วยพลังเวทอุ่นวาบที่ไหลซึมเข้าสู่ร่างกาย


จังหวะนั้นเอง... ผมรู้สึกถึงมือของใครบางคนแตะลงบนเส้นผม ปลายนิ้วลูบไล้ช้า ๆ ไล่ตามแนวแก้ม ก่อนจะหยุดอยู่ตรงข้างใบหน้า สัมผัสนั้นเบาราวละอองลม ทว่ากลับหนักอึ้งไปด้วยความโหยหา ความกลัวที่จะสูญเสีย และความอาลัยอาวรณ์ที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูด


กลิ่นสมุนไพรและกลิ่นเหล็กจากเสื้อคลุมและเกราะของพวกเขาปะปนกันในอากาศ เสียงลมหายใจที่ไม่สม่ำเสมอรอบตัว บอกชัดว่าทุกคนยังคงไม่คลายความหวาดกลัวและเหนื่อยล้าจากสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นมา


ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น แสงตะเกียงน้ำมันในกระท่อมไม้เก่า ส่องกระทบใบหน้าที่คุ้นเคยทั้งสี่... ใบหน้าที่ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงคำว่า 'คู่ชีวิต' ได้ดียิ่งกว่าใคร


ภาพที่เห็นทำเอาขอบตาผมร้อนผ่าว เอลเซียน... แม่ทัพผู้เกรียงไกรที่มักจะสวมชุดเกราะสะอาดสะอ้าน บัดนี้เสื้อผ้ากลับยับยู่ยี่ ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยไรหนวดจางๆ จากการไม่ได้โกนมาหลายวัน


ไคเรน... ขุนนางจอมเนี้ยบผู้ห่วงภาพลักษณ์ยิ่งกว่าใคร บัดนี้กลับจ้องมองผมตาไม่กะพริบ ราวกับหวาดกลัวว่าหากละสายตาไปเพียงชั่วครู่ ร่างของผมอาจจะเลือนหายไป สภาพผมเผ้าของเขาในยามนี้ยุ่งเหยิงเสียจนเจ้าตัวคงกรีดร้องออกมาแน่ หากได้เห็นตัวเองในกระจก


ส่วน เฟลด์... เขายังคงยืนกอดอกพิงผนังไม้เงียบเชียบเหมือนเดิม แต่ดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววดุดันคู่นั้นกลับแดงก่ำและบวมช้ำอย่างเห็นได้ชัด


และ แรนทีล...ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผม บ่งบอกว่าการใช้ 'ศาสตร์ต้องห้าม' ดึงวิญญาณผมกลับมานั้น บั่นทอนพลังชีวิตเขาไปมากเพียงใด


ผมมองสบตาเขา ทุกคนต่างมีสภาพไม่ต่างกัน... ขอบตาดำคล้ำ ร่างกายซูบผอม และเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนคราบฝุ่นโคลนจากการพาผมหนีตาย


“พวกท่านดูซูบผอมไปมาก... ใบหน้าก็อิดโรย” ผมเอ่ยเสียงเบา มือสั่นเล็กน้อยเมื่อเอื้อมไปแตะปลายนิ้วของคนที่อยู่ใกล้ “เป็นเพราะข้าใช่ไหม...”


ยังไม่ทันที่ผมจะได้เอ่ยจบ ไคเรนก็ฉวยมือผมไปกุมไว้แน่น เขาโน้มใบหน้าลงพรมจูบแผ่วเบาที่หลังมือ ไออุ่นจากริมฝีปากนั้นส่งผ่านความรู้สึกจนหัวใจผมสั่นสะท้าน จากนั้นเขาจึงค่อย ๆ แนบฝ่ามือของผมเข้ากับแก้มของตน ดวงตาสีเขียวเข้มคู่นั้นสั่นระริกด้วยหยาดน้ำตาที่ไม่อาจกลั้นไว้อีกต่อไป


“ข้าคิด... ว่าจะเสียท่านกับลูกไปแล้ว” น้ำเสียงของเขาแตกพร่าราวกับจะขาดห้วง


ผมค่อย ๆ ลูบปลายนิ้วไปตามกรอบหน้าของเขา ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความคิดถึง และความกลัวที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความเข้มแข็ง ผมไม่เคยเห็นไคเรนในสภาพเช่นนี้มาก่อน เขาไม่ได้ดูเหมือนขุนนางผู้ทรงอำนาจ แต่เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่เกือบจะสูญเสียทุกอย่างที่มีไปตลอดกาล


“ข้าไม่เป็นไร... เพราะข้าเชื่อหมดใจว่าพวกท่านจะตามหาข้าจนเจอ ต่อให้ต้องจมดิ่งอยู่ในความมืดมิดเพียงใด... คำอธิษฐานเดียวของข้า คือการได้ลืมตาตื่นขึ้นมาพบหน้าพวกท่านอีกครั้ง”


เราต่างสบตากัน... ปล่อยให้ความรู้สึกถ่ายทอดผ่านความเงียบงัน ลึกล้ำลงไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ


ผมข้ามผ่านห้วงกาลเวลาอันไกลโพ้นกลับมาที่นี่... ไม่ใช่เพียงเพื่อมีชีวิตอยู่ แต่เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้แก่พวกเขา เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาที่จะผนึกกำลังต่อกรกับความทะยานอยากอันไร้ที่สิ้นสุดของซาร์เอล


และครั้งนี้... ผมขอสาบานด้วยชีวิต ว่าจะไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับจุดจบที่เจ็บปวดเพียงลำพังแบบเดิมอีก


“จิบน้ำสักหน่อยเถิดฝ่าบาท...”


เสียงทุ้มต่ำของเฟลด์ดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาประคองกระบอกไม้ไผ่มาจ่อที่ริมฝีปากผมอย่างระมัดระวัง ทันทีที่จิบเข้าไป ผมก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์ของไอน้ำค้าง ผมแอบมองมือหนาที่ดูแข็งแรงของเขาแล้วก็ได้แต่ยิ้ม... มือที่ถนัดแต่การปราบกบฏคู่นี้กลับยอมอดนอนเพื่อไปเฝ้าเก็บหยาดน้ำค้างทีละหยดจากใบหญ้าจนเต็มกระบอก เพียงเพื่อให้ผมได้ดื่มคลายกระหาย


“น้ำค้างยามเช้า... สดชื่นมากเลยนะ ท่านดื่มอีกนิดสิ”


เขายังคงพูดต่อพลางมองผมด้วยแววตาคาดหวังเหมือนเด็กน้อยที่อยากได้คำชม ผมแอบอมยิ้มในใจ... ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง ปกติแค่จะง้างปากให้เขาพูดสักคำยังยากแสนยาก แต่วันนี้ความห่วงใยคงทำให้เสือยิ้มยากของผมกลายเป็นคนช่างเจรจาไปเสียแล้ว


ผมรับกระบอกน้ำค้างมาจิบจนหมด แล้วเงยหน้าส่งยิ้มหวานให้คนตัวโตที่ยืนลุ้นอยู่ข้างเตียง


“ขอบคุณนะเฟลด์... น้ำค้างหอมมากเลย ข้ารู้ว่าเจ้าต้องลำบากตื่นแต่เช้าไปเก็บมาให้ ข้าดีใจนะที่เจ้าใส่ใจข้าขนาดนี้”


พอได้ยินคำชมแบบไม่ทันตั้งตัว แววตาคมดุของคนที่เคยเผชิญหน้ากับกบฏนับร้อยอย่างไม่สะทกสะท้านกลับสั่นไหวขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เฟลด์รีบก้มหน้าลงงุดหลบสายตาผมทันที ผมสังเกตเห็นใบหูของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อลามไปจนถึงลำคอสีเข้ม


“...มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”


เขาตอบเสียงอ้อมแอ้มในลำคอ พลางแสร้งทำทีเป็นวุ่นวายกับการหยิบกระบอกไม้ไผ่กลับไปเก็บ มือไม้ดูเกะกะขัดเขินไปหมด ทั้งที่ปกติเขาเป็นคนสุขุมเยือกเย็นที่สุดแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับทำตัวไม่ถูกเอาเสียเลย


เห็นพ่อเสือหน้านิ่งกลายร่างเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ แบบนี้ ผมก็ได้แต่แอบขำในใจ... ให้ตายเถอะ สวามีของผมเวลาน่ารักก็น่ารักจนใจเจ็บจริง ๆ


เมื่อบรรยากาศผ่อนคลายลง เอลเซียนจึงเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังในฐานะผู้นำ


“ร่างกายของฝ่าบาทยังบอบช้ำมาก อีกทั้งอาการตกเลือดเมื่อครู่ก็ทำให้ครรภ์ยังไม่มั่นคงนัก คงไม่เหมาะที่จะเร่งเดินทางต่อ... ข้าเห็นว่าเราควรพักที่นี่อีกสักสองวัน ระหว่างนี้ข้ากับเฟลด์จะออกไปลาดตระเวนรอบนอกเอง” แม่ทัพหนุ่มสรุปแผนการพลางกระชับดาบข้างเอว ส่วนเฟลด์ก็พยักหน้ารับคำสั่งอย่างว่าง่าย


“เช่นนั้น ข้าจะรับหน้าที่เฝ้ายามหน้าประตูเอง” ไคเรนเอ่ยขึ้นบ้าง ก่อนจะหันไปสบตากับจอมเวทย์หนึ่งเดียวในกลุ่มอย่างรู้กัน “แรนทีล... ฝากท่านดูแลฝ่าบาทด้วย”


หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ ผมก็จมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดของตัวเองอีกครั้ง... โลกใบนี้ยังมีอะไรอีกมากมายเหลือเกินที่ผมต้องเรียนรู้


ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่า... ผมดีพอแล้วหรือยังที่จะได้รับโอกาสที่สองนี้? และผม... จะสามารถทำหน้าที่นั้นได้ดีพอหรือไม่?


มือของผมวางทาบลงบนหน้าท้อง สัมผัสถึงจังหวะชีวิตเล็กๆ ที่ทุกคนต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจปกป้องรักษาไว้ยิ่งชีพ... ความคาดหวังและความรักมหาศาลขนาดนี้ คนธรรมดาอย่างผมจะแบกรับและดูแลมันได้จริงๆ ใช่มั้ย?


ผมขยับตัวเข้าไปใกล้แรนทีล มือสั่นเทาเอื้อมไปสัมผัสเส้นผมของเขา... ผมสีเงินยวงที่เคยเป็นประกายงดงาม บัดนี้กลับดูซีดขาวราวกับเถ้าถ่าน ไร้ซึ่งชีวิตชีวา ยิ่งมองก็ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า การฝืนกฎแห่งกาลเวลาและใช้เวทต้องห้ามนั้น ได้กัดกินเศษเสี้ยววิญญาณของเขาไปมากเพียงใด


“แรนทีล...” เสียงของผมสั่นเครือด้วยความปวดร้าว


แรนทีลค่อย ๆ จับมือผมไปแนบแก้มตอบของตน รอยยิ้มจาง ๆ ระบายอยู่บนใบหน้าซีดเซียว ราวกับไม่อยากให้ผมต้องกังวล “ไม่เป็นไรฝ่าบาท... ข้าไม่เป็นไรจริง ๆ”


“...ช่วยกอดข้าไว้ได้หรือไม่” ผมเอ่ยอ้อนวอนเสียงแผ่ว พลางมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น


สิ้นคำขอ จอมเวทย์หนุ่มก็ไม่รั้งรออีกต่อไป เขาโถมกายเข้ามาตระกองกอดผมไว้แน่น วงแขนที่ดูผอมบางลงไปถนัดตานั้นโอบรัดรอบตัวผม ฝังใบหน้าลงกับไหล่ของผมอย่างหมดแรง ราวกับว่าเขาเองก็รอคอยเวลานี้มานานแสนนาน... เวลาที่จะได้สัมผัสว่าผมมีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่เพียงภาพฝัน


“ข้าอยู่นี่แล้ว... ข้าอยู่ตรงนี้” แรนทีลกระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารินรดต้นคอ “ขอบคุณที่กลับมา... ขอบคุณที่ท่านเลือกที่จะไม่ทิ้งข้าไป”


ผมซุกหน้าลงกับอกเสื้อคลุมของเขา สูดกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ที่ปนมากับกลิ่นอายเวทมนตร์ ปล่อยให้น้ำตาไหลซึมลงบนเนื้อผ้า รับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจของเขาที่เต้นรัวแรงแข่งกับของผม อ้อมกอดนี้ไม่ได้เพียงแค่ปลอบโยนความหวาดกลัว แต่มันกำลังช่วยเยียวยาเศษเสี้ยววิญญาณของเราทั้งคู่ที่เกือบจะแตกสลาย... ให้กลับมาผสานกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง


“ข้าทำท่านเจ็บปวดอีกแล้ว...” ผมกระซิบเสียงเครือ


แรนทีลส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะจับมือผมมาจูบที่กลางฝ่ามือ แล้วเลื่อนมาทาบทับไว้ที่หน้าอกข้างซ้าย... ตรงตำแหน่งหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่น


“ความเจ็บปวดเดียวที่ข้าทนไม่ได้ คือการตื่นมาแล้วไม่พบท่าน... เซย์เรน”


เขาก้มลงมาสบตาผม นัยน์ตาสีซีดคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของผมเพียงคนเดียว “ต่อให้ต้องแลกด้วยวิญญาณอีกกี่ส่วน หรือต้องผมขาวโพลนไปทั้งหัว ข้าก็จะทำ... ขอเพียงแค่ได้กอดท่านไว้แบบนี้ ได้ยินเสียงหัวใจของท่านและลูกเต้นอยู่ข้างกายข้า มันคุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม”


เริ่มจากจูบซับที่หน้าผาก ไล่ลงมาที่เปลือกตา และจบลงที่ริมฝีปากซีดเซียว แรนทีลตอบรับสัมผัสของผมด้วยความเต็มใจ เขาเอียงหน้าปรับองศาให้เราแนบชิดกันยิ่งขึ้น บดเบียดริมฝีปากเข้ามาอย่างนุ่มนวล ทะนุถนอมราวกับผมเป็นเครื่องแก้วล้ำค่าที่เพิ่งกอบกู้คืนมาได้


รสจูบของเราเจือรสเค็มปร่าของน้ำตา แต่กลับหวานล้ำไปถึงขั้วหัวใจ มันไม่ใช่จูบที่เร่าร้อนด้วยแรงตัณหา แต่เป็นรสสัมผัสที่ช่วยเติมเต็มรอยร้าวในวิญญาณให้สมานเข้าหากัน


เนิ่นนานกว่าเขาจะยอมผละออก แรนทีลเลื่อนมือลงมาวางทาบทับบนหน้าท้องนูนน้อย ๆ ของผม สัมผัสอุ่นวาบจากฝ่ามือเขาแผ่ซ่านไปถึงเจ้าตัวเล็กข้างใน


“เจ้าก้อนความหวังของพ่อ...” เขาเอ่ยเสียงกระซิบกับลูกในท้อง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผม รอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น



แรนทีลยังคงนั่งอยู่เคียงข้างผมไม่ห่างกาย ผมนั่งเหยียดขาเอนกายพิงแผ่นอกกว้างของแรนทีลที่ซ้อนตัวอยู่ด้านหลัง วงแขนผอมบางแต่แข็งแกร่งของจอมเวทย์หนุ่มตระกองกอดเอวผมไว้หลวม ๆ คางมนของเขาเกยลงบนไหล่ซ้ายของผมอย่างพอดิบพอดี ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารินรดต้นคอเป็นจังหวะสม่ำเสมอช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมหัวใจให้จางหายไป


นิ้วเรียวสวยที่ดูซีดเซียววาดผ่านกลางอากาศเบา ๆ ทันใดนั้น ละอองเวทมนตร์สีจางก็ก่อตัวขึ้นเป็นดวงไฟดวงเล็ก ๆ ลอยวนอยู่รอบเตียง ให้ความอบอุ่นแทนกองไฟที่ไม่อาจจุดได้เพราะเกรงว่าควันจะเผยตําแหน่งที่ซ่อน


“หนาวหรือไม่ฝ่าบาท...” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยถามด้วยความห่วงใย


“ไม่หนาวเลย... มีท่านอยู่ตรงนี้ ข้าอุ่นใจที่สุด” ผมตอบกลับพร้อมรอยยิ้มบาง มือข้างหนึ่งเอื้อมไปกุมมือของเขาที่วางอยู่บนหน้าตัก สัมผัสเย็นเฉียบจากมือของแรนทีลทำให้ผมรู้สึกปวดหนึบในอก


ผมยกมือนั้นขึ้นมา อังไว้ที่แก้มของตัวเอง หวังจะถ่ายทอดไออุ่นจากร่างกายให้ไหลเวียนไปสู่เขาบ้าง “มือท่านเย็นมาก... แรนทีล ท่านควรพักบ้างนะ อย่ามัวแต่ห่วงข้าเลย”


แรนทีลส่ายหน้าช้า ๆ รอยยิ้มจาง ๆ ประดับมุมปาก “ข้าพักไม่ได้หรอก... ข้ากลัวว่าหากข้าหลับตาลง แล้วตื่นขึ้นมาพบว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝัน ข้าคงทนรับความผิดหวังนั้นไม่ไหวอีกแล้ว ขอให้ข้าได้มองท่าน ได้สัมผัสท่านอยู่อย่างนี้เถิด... มันเป็นยาชูกำลังที่ดีที่สุดสำหรับข้า”


คำพูดแสนซื่อตรงนั้นทำให้ผมพูดไม่ออก


บรรยากาศเงียบสงบดำเนินไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ประตูไม้บานเก่าจะส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ พร้อมกับร่างสูงโปร่งของไคเรน เดินตรงเข้ามาพร้อมถือถ้วยดินเผาใบเก่าที่มีไอร้อนกรุ่นลอยขึ้นมา เขาใช้เท้าดันประตูงับปิดอย่างแผ่วเบา ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง


“ดื่มซะ... ข้าไปเจอสมุนไพรแห้งหลังครัว มันน่าจะช่วยบำรุงเลือดลมและทำให้ร่างกายท่านอุ่นขึ้น รสชาติอาจจะสู้ชาชั้นดีในวังไม่ได้ แต่ข้าใส่น้ำผึ้งป่าลงไปหน่อย น่าจะพอฝืนกลืนได้บ้าง”


ผมรับถ้วยมาจิบ รสชาติเฝื่อนนิด ๆ ของสมุนไพรถูกกลบด้วยความหวานหอมละมุนของน้ำผึ้งอย่างที่เขาว่า ความอุ่นวาบไหลลื่นลงคอแผ่ซ่านไปทั่วท้อง ทำให้ความตึงเครียดในร่างกายผ่อนคลายลง


“ป่านนี้เอลเซียนกับเฟลด์จะเป็นอย่างไรบ้างนะ...” ผมพึมพำเสียงเครือ “ข้างนอกนั่นมืดสนิท แถมอากาศก็เย็นลงเรื่อย ๆ พวกเขาออกไปลาดตระเวนกันนานแล้ว... ข้ากลัวว่าพวกทหารของซาร์เอลจะ...”


“โอ๊ย... เลิกห่วงเจ้าพวกสัตว์ประหลาดสองตัวนั้นเสียทีเถอะ” ไคเรนโบกมืออย่างไม่ยี่หระ ราวกับผมกำลังพูดเรื่องไร้สาระที่สุดในโลก


“สัตว์ประหลาด?” ผมเลิกคิ้ว


“ก็ใช่น่ะสิ” ไคเรนยักไหล่ มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “เอลเซียนน่ะ หนังหนายิ่งกว่าเกล็ดมังกร ส่วนเฟลด์... รายนั้นน่ะหรือจะพลาดท่า พนันได้เลยว่าตอนนี้พวกเขาคงกำลังนั่งพิงต้นไม้ แข่งกันนับจำนวนกระต่ายป่า หรือไม่ก็บ่นคิดถึงท่านจนหูอื้อกันไปข้าง... คนที่ท่านควรห่วงคือพวกทหารลาดตระเวนของซาร์เอลต่างหาก ที่ดวงซวยต้องมาเจอสองคนนั้น”


แรนทีลที่เงียบฟังอยู่นาน หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ จนแผ่นอกของเขาสั่นไหวไปตามจังหวะ ซึ่งส่งผ่านมาถึงแผ่นหลังของผม


“ที่ไคเรนพูดก็มีเหตุผล... สองคนนั้นหวงท่านยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ พวกเขาไม่ยอมตายง่าย ๆ ทิ้งให้ท่านต้องเป็นหม้ายหรอก เชื่อข้าสิ”


“เห็นไหม? ขนาดหัวหน้าสภาเวทย์ยังเห็นด้วยกับข้า” ไคเรนได้ทีรีบสมทบ เขาเอื้อมมือมาเช็ดคราบน้ำสมุนไพรที่มุมปากผมออกให้อย่างเบามือ สัมผัสจากปลายนิ้วของเขาแม้จะดูหยิ่งผยองในที แต่กลับแฝงความอ่อนโยนจนน่าประหลาด


“ท่านมีหน้าที่แค่ทำตัวให้อุ่น กินให้อิ่ม แล้วก็นอนหลับฝันดี...” ไคเรนเลื่อนมือมาวางทาบที่หน้าท้องผม คู่กับมือของแรนทีล “ส่วนเรื่องตบตีฆ่าฟัน หรือเรื่องอันตรายข้างนอกนั่น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกข้า... สวามีของท่านไม่ได้มีดีแค่หน้าตานะจะบอกให้”


ผมหลุดขำออกมาจนได้กับความหลงตัวเองที่แสนน่ารักของเขา ความกังวลที่มีมลายหายไปจนเกือบหมดสิ้น


แรนทีลกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด “พักผ่อนเถิดฝ่าบาท... หลับตาลงเสีย ข้ากับไคเรนจะอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน... จนกว่าเอลเซียนกับเฟลด์จะกลับมา เราจะผลัดกันเฝ้าท่านเอง”


ผมพยักหน้าช้า ๆ ความเหนื่อยล้าเริ่มจู่โจมจนเปลือกตาหนักอึ้ง แต่เป็นความเหนื่อยล้าที่เต็มไปด้วยความสุข…


ผมซุกตัวลงในอ้อมกอดของแรนทีล โดยมีมือของไคเรนกุมมือผมไว้แน่น ประสานนิ้วเข้าด้วยกันอย่างแนบสนิท


และในห้วงนิทราที่กำลังคืบคลานเข้ามา ผมกระซิบบอกเจ้าตัวน้อยในท้องเบา ๆ ในใจ...


...นอนหลับฝันดีนะลูกรัก ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น เพราะพ่อ ๆ ของหนู... คือผู้พิทักษ์ที่เก่งกาจที่สุดในโลกเลย...













ความหนาวเหน็บยามค่ำคืนกรีดแทงผิวเนื้อ ป่าสนทึบทะมึนรายล้อมด้วยความมืดมิดที่แทบมองไม่เห็นมือตัวเอง แต่สำหรับบุรุษสองคนที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ความมืดนี้ไม่ใช่ศัตรู... แต่มันคือที่หลบภัย


บนกิ่งสนขนาดใหญ่ที่สูงขึ้นไปเหนือพื้นดิน เฟลด์หมอบต่ำราบไปกับเปลือกไม้ ร่างกายกำยำในชุดดำรัดกุมกลมกลืนไปกับเงาไม้


ดวงตาคมกริบของนักฆ่ากวาดมองผ่านความมืดมิด เบ้าตาหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อปรับโฟกัสรับแสงจันทร์อันน้อยนิด หูของเขากระดิกรับเสียงแผ่วเบาที่ลอยมากับสายลม... เสียงย่ำเท้าของม้าศึก เสียงเสียดสีของเกราะโซ่... ห่างออกไปทางทิศเหนือสามร้อยก้าว


เฟลด์ขยับมือส่งสัญญาณลงไปยังเบื้องล่าง เป็นภาษามือแบบทหารหน่วยรบพิเศษที่รู้กันแค่สองคน


ที่โคนต้นไม้ใหญ่เบื้องล่าง เอลเซียนยืนสงบนิ่งประดุจรูปปั้นหิน แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ซ่อนตัวอย่างมิดชิดเหมือนเฟลด์ แต่เขากลับใช้ 'จิตสังหาร' กดดันบรรยากาศรอบตัวจนสัตว์ป่าไม่กล้าเฉียดใกล้ เขาอาศัยเพียงเงาของลำต้นบดบังร่างสูงใหญ่ มือข้างหนึ่งวางทาบอยู่ที่ด้ามมีดสั้นข้างเอว ผ่อนคลายแต่พร้อมตวัดออกไปปลิดชีพศัตรูในเสี้ยววินาที


เอลเซียนอ่านสัญญาณมือของเฟลด์แล้วพยักหน้าช้าๆ สายตาคมดุจพยัคฆ์จ้องมองไปยังทิศทางที่ศัตรูเคลื่อนเข้ามา เขาประเมินทิศทางลมและความเร็วของศัตรูด้วยสัญชาตญาณแม่ทัพที่สั่งสมมาทั้งชีวิต


...พวกมันมากันเจ็ดคน เดินเท้าสอง ขี่ม้าหนึ่ง... กำลังมุ่งหน้าไปทางลำธาร ไม่ใช่ทางนี้...


เอลเซียนส่งสัญญาณมือกลับไป 'ปล่อยผ่าน... ห้ามปะทะ'


เฟลด์พยักหน้ารับ เขาค่อยๆ เคลื่อนตัวถอยหลังไปตามกิ่งไม้ การเคลื่อนไหวของเขานุ่มนวลและเงียบกริบยิ่งกว่าใบไม้ร่วง ไม่มีการเหยียบพลาด ไม่มีการทำให้กิ่งไม้ไหวติง


ทั้งสองคนทำงานสอดประสานกันราวกับเครื่องจักรสังหารที่ไร้เสียง คนหนึ่งคือ 'ตา' ที่มองเห็นทุกความเคลื่อนไหวจากมุมสูง อีกคนคือ 'เขี้ยวเล็บ' ที่พร้อมจะบดขยี้ศัตรูบนพื้นดิน


เมื่อกลุ่มทหารลาดตระเวนของซาร์เอลผ่านพ้นไปจนลับสายตา เอลเซียนก็ผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด ไอสีขาวพวยพุ่งออกมาจากปาก เขากอดอกพิงต้นไม้ สายตาที่เคยกราดเกรี้ยวค่อยๆ อ่อนลงเมื่อหันกลับไปมองแสงไฟสลัวที่ลอดออกมาจากหน้าต่างกระท่อมไม้ไกลๆ


เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบายิ่งกว่าเสียงลมหายใจหยุดลงที่หน้าประตูไม้บานเก่า เอลเซียนและเฟลด์ สบตากันเพียงเสี้ยววินาที สัญญาณมือเล็กน้อยจากแม่ทัพหนุ่มบ่งบอกว่า 'สถานการณ์ด้านนอกยังคงปกติ'


เอลเซียนใช้มือหนาผลักประตูให้เปิดออกอย่างช้าๆ ระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดรบกวนคนที่อยู่ด้านใน ไออุ่นจากภายในกระท่อมพุ่งเข้าปะทะกับความหนาวเหน็บของร่างกายที่เพิ่งผ่านลมหนาวมาตลอดหลายชั่วโมง


บนเตียงไม้หลังเล็ก เซย์เรนนอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดเริ่มมีเลือดฝาดจางๆ ร่างบางถูกโอบกอดไว้ด้วยวงแขนของแรนทีล ที่นอนตะแคงซ้อนอยู่ด้านหลัง จอมเวทย์หนุ่มหลับตาพริ้ม ศีรษะหนุนอยู่บนหมอนใบเดียวกัน มือข้างหนึ่งวางพาดลำตัวเซย์เรนไว้อย่างหวงแหน ราวกับจะคอยระวังภัยแม้ในยามหลับใหล


ส่วน ไคเรน... ขุนนางผู้เย่อหยิ่งนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างประตู ศีรษะพิงผนัง มือข้างหนึ่งยังกำด้ามกริชไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แม้จะเหนื่อยล้าเพียงใด แต่สัญชาตญาณการปกป้องก็ไม่เคยหลับใหล


เฟลด์ก้าวเข้ามาในห้องอย่างไร้เสียง เขาเดินเลี่ยงไปที่มุมห้องอันมืดสลัว ปลดมีดสั้นออกจากเอววางลงข้างกาย แล้วทิ้งตัวลงนั่งพิงผนัง กอดอกหลับตาลงทันทีเพื่อพักสายตาและฟื้นฟูพลังกาย โดยไม่ลืมที่จะตั้งสมาธิฟังเสียงรอบข้าง


เอลเซียนเดินแผ่วเบาเข้าไปที่ข้างเตียง ร่างสูงใหญ่ในชุดดำยืนตระหง่านค้ำเงาตะเกียง เขาก้มลงมองใบหน้ายามหลับของเซย์เรนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย... สายตาที่เขาไม่เคยมอบให้ใครในสนามรบ


แม่ทัพหนุ่มถอดถุงมือหนังออก เผยให้เห็นมือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากมนของเซย์เรนอย่างระมัดระวังที่สุด ราวกับกลัวว่าความหยาบกระด้างของตนจะทำให้ผิวนุ่มนวลนั้นระคายเคือง


ตัวอุ่นขึ้นแล้ว...


เอลเซียนระบายลมหายใจออกอย่างโล่งอก มุมปากที่มักจะบึ้งตึงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนมือลงมาสัมผัสที่หน้าท้องนูนผ่านผ้าห่มหนา


จังหวะนั้น ไคเรนที่นั่งสัปหงกอยู่ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา ขุนนางหนุ่มกระพริบตาถี่ๆ ปรับโฟกัสภาพตรงหน้า เมื่อเห็นว่าเป็นใคร เขาก็ถอนหายใจยาวพร้อมกับลดกริชในมือลง


"กลับมาแล้วหรือ..." ไคเรนถามเสียงแหบพร่า "ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง?"


"เงียบสงบ..." เอลเซียนตอบสั้นๆ ห้วนๆ ตามสไตล์ แต่สายตายังคงไม่ละไปจากใบหน้าของเซย์เรน "หนูสกปรกสองสามตัวหลงเข้ามา แต่ข้ากับเฟลด์จัดการกวาดทิ้งไปหมดแล้ว"


"ดี..." ไคเรนพยักหน้า พยายามยืดตัวขับไล่ความเมื่อยขบ "งั้นข้าของีบสักหน่อย ตาข้าจะปิดอยู่รอมร่อ"


"นอนเถอะ ข้าจะเฝ้าต่อเอง"


เอลเซียนพยักหน้าอนุญาต ไคเรนจึงขยับตัวลงไปนั่งขดตัวบนพรมขนสัตว์เก่าๆ ที่มุมห้อง ไม่นานเสียงลมหายใจสม่ำเสมอก็ดังขึ้น


ภายในกระท่อมกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เอลเซียนดึงเก้าอี้ไม้มานั่งลงข้างเตียง เขาเอนหลังพิงพนัก กอดอกแน่น สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์กวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่ใบหน้าของคนรักและเพื่อนร่วมชะตากรรมทุกคน


เขาจะเป็นป้อมปราการด่านสุดท้ายที่จะขวางกั้นระหว่าง 'โลกที่โหดร้าย' กับ 'โลกอันแสนอบอุ่น' ใบนี้ไว้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ เขาก็จะไม่ยอมให้ใครแตะต้องมัน













เสียงฝีเท้าหนักๆ ของซาร์เอลสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินที่มุ่งสู่คุกใต้ดิน


มัน กระแทก ก้องไปตามทางเดินหินใต้ดินราวกับเสียงค้อนทุบโลงศพ


ความชื้นเกาะผนังเป็นหยดน้ำเย็นเฉียบ กลิ่นราและสนิมคละคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก


คบเพลิงบนผนังส่องแสงส้มสลัว แกว่งไหวเหมือนกำลังหวาดกลัวเงาของเขาเอง


กรงขังพิเศษตั้งอยู่สุดทางเดิน


อักขระเวทเรืองแสงจาง ๆ คล้ายชีพจรที่เต้นรวยริน


บรรยากาศที่นี่อับชื้นและเหม็นกลิ่นรา แตกต่างจากความหรูหราบนหอคอยลิบลับ เขาหยุดยืนที่หน้ากรงขังพิเศษ... ที่ซึ่งสตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดินถูกกักขังอยู่


ราชินี...


แม้ชุดนักโทษจะหม่นหมอง แต่สายตาของนางยังสูงศักดิ์เสียยิ่งกว่ามงกุฎ


"มาเยาะเย้ยข้ารึ? ซาร์เอล" นางเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าช่วยเจ้ากับแม่ให้รอดชีวิตมาได้แท้ ๆ … นี่หรือค่าตอบแทน?"


ซาร์เอลแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาที่มองนางไม่ได้มีความเคารพเทิดทูน


"อย่าทวงบุญคุณกันเลย 'เสด็จแม่'...”


เขาเอียงหน้าเล็กน้อย ดวงตาวาววับเหมือนสัตว์นักล่า


“ท่านเลี้ยงข้าไว้เป็นหมากสำรอง ไม่ใช่เพราะเมตตา เบื้องหลังของท่านก็โชกเลือดและสกปรกไม่ต่างจากคนอื่นหรอก"


ราชินีเงียบไป นัยน์ตาวูบไหวเล็กน้อยเมื่อถูกอ่านเกมออก


"ข้าไม่ฆ่าท่าน ก็ถือว่าเมตตามากแล้วสำหรับสิ่งที่ราชวงศ์ทำกับข้า" ซาร์เอลเอ่ยเสียงเย็น "จงอยู่ในนี้ต่อไปเถอะ เฝ้ามองดูยุคสมัยใหม่ของข้า..."


ซาร์เอลหมุนตัวเดินกลับขึ้นสู่ท้องพระโรงอย่างไม่รีบร้อน ฝีเท้าของเขาดังก้องไปทั่วโถงสูงราวกับประกาศการมีอยู่ของตนให้ทั้งวังรับรู้


เขาทรุดกายนั่งลงบนบัลลังก์ ขาไขว่ห้าง ท่วงท่าสบายเกินพอดี ใบหน้าหล่อเหลาเชิดขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูเหมือนจะควบคุมทุกสิ่งได้อยู่หมัด


ทว่าในส่วนลึกของนัยน์ตาคู่นั้น กลับมีแววหงุดหงิดคุกรุ่นซ่อนอยู่


ความไม่พอใจที่ถูกกดทับไว้ใต้เปลือกของความโอหัง ราวกับพายุที่กำลังก่อตัวอยู่หลังท้องฟ้าอันสงบนิ่ง


เขาจ้องมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า


พลางเคาะนิ้ว


ตึก..


ตึก..


ตึก..


ลงบนที่วางแขนเป็นจังหวะที่ฟังดูน่ารำคาญ


"โง่เง่า..." ซาร์เอลแค่นเสียงหัวเราะในลำคอที่เต็มไปด้วยความสมเพช "หนีไปกับไอ้พวกกบฏพวกนั้น คิดหรือว่าจะรอดไปได้...ท่านนี่มันดื้อด้านไม่เคยเปลี่ยน ชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่เรื่อย"


ในความรู้สึกของซาร์เอล... เซย์เรนคือพี่ชายต่างแม่ที่เขาไม่เคยมีความทรงจำวัยเด็กร่วมกัน ไม่มีความผูกพันฉันท์พี่น้องที่ลึกซึ้ง มีเพียงความรู้สึก 'ขวางหูขวางตา'


เขาเกลียดแววตาใสซื่อของเซย์เรนที่ชอบมองโลกในแง่ดี เกลียดความอ่อนแอที่ใครๆ ต่างก็รุมปกป้อง แต่ถึงจะเกลียดขี้หน้าแค่ไหน... ลึกๆ ในใจซาร์เอลก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อีกฝ่ายคือคนที่มีสายเลือดเดียวกันไหลเวียนอยู่


"ข้าอุตส่าห์จะพามาอยู่ในวังดีๆ ให้เสวยสุขในฐานะนักโทษกิตติมศักดิ์แท้ๆ ... ทำไมถึงชอบทำตัวเป็นคนดีที่น่ารำคาญนักนะ" เขาบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยถ้อยคำที่ร้ายกาจตามนิสัย "ถ้าเชื่อฟังข้าตั้งแต่แรก ก็ไม่ต้องระหกระเหินไปลำบากในป่าแบบนั้นแล้ว"


‘ฆ่ามันซะ... เรื่องจะได้จบ’  เสียงมารร้ายในใจกระซิบ ‘ทำไม่ได้... นั่นพี่ชายเจ้า’  อีกเสียงหนึ่งคัดค้าน


“ข้าไม่ได้ใจอ่อน...” ซาร์เอลพึมพำเถียงกับตัวเอง พยายามปัดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทิ้งไป “ข้าแค่ไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นกษัตริย์ที่ฆ่าพี่น้องตัวเอง... มันเสียเกียรติ”


เขาพยายามหาเหตุผลร้อยแปดมาอ้างเพื่อรองรับความลังเลของตัวเอง ทั้งที่จริงๆ แล้ว เขาแค่... ทำไม่ลง


ทันใดนั้น เงาสีดำทึบก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นที่มุมห้อง บรรยากาศรอบกายพลันเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก จอมมาร ปรากฏตัวขึ้นในรูปลักษณ์ของกลุ่มควันวิญญาณที่บิดเบี้ยว ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองมายังเด็กหนุ่มผู้สับสน


“เจ้ากำลังลังเล... ซาร์เอล” เสียงแหบพร่าบาดลึกดังก้องในโสตประสาท “คนของเจ้าล้มเหลว พี่ชายของเจ้าหนีไปได้อีกแล้ว...”


ซาร์เอลตวัดสายตากลับมามองอย่างดุดัน “หุบปาก! ข้ารู้สถานการณ์ดี... ไม่ต้องมาซ้ำเติม”


“หึ... ปากเก่งเหลือเกินนะ” จอมมารเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ราวกับเงาที่พร้อมจะกลืนกินแสงสว่าง “แต่การกระทำของเจ้ากลับสวนทาง... เจ้าจงใจปล่อยให้มันรอดใช่ไหม? หรือว่าลึกๆ แล้ว เจ้ายังเห็นมันเป็นครอบครัว?”


“ครอบครัวบ้าบออะไร!” ซาร์เอลตวาดลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธที่ถูกจี้ใจดำ “มันก็แค่ตัวถ่วง! แค่เสี้ยนหนามที่ข้าต้องกำจัดให้พ้นทางบัลลังก์!”


“ถ้าเช่นนั้น... ก็อนุญาตให้ข้าลงมือเสียที” ปีศาจร้ายยื่นข้อเสนอที่เย้ายวน “เจ้าทำเองไม่ได้ เพราะจิตใจเจ้ายังอ่อนหัด... แต่ข้าทำได้ ข้าจะไปจัดการกวาดล้างพวกสี่เสาหลักน่ารำคาญนั่นให้สิ้นซาก”


ซาร์เอลชะงักไปครู่หนึ่ง ความคิดชั่วร้ายแล่นเข้ามาในหัว... ถ้าไม่มีพวกนั้น เซย์เรนก็จะหมดทางหนี และต้องซมซานกลับมาหาเขา กลับมาสยบอยู่แทบเท้าเขา


“...พวกสี่เสาหลักนั่น ข้าไม่สน” ซาร์เอลเอ่ยเสียงเย็นชา นัยน์ตาฉายแววอำมหิต “อยากจะฆ่าแกงพวกมันยังไงก็เชิญ... พวกมันเลือกที่จะเป็นศัตรูกับข้าเอง”


เขาเดินเข้าไปประจันหน้ากับเงาดำของจอมมาร เชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี แม้ในใจจะหวั่นเกรงแต่อำนาจแห่งสายเลือดก็ทำให้เขายื่นคำขาดสุดท้าย


“แต่จำไว้... ห้ามฆ่าเซย์เรน”


มันไม่ใช่ความรัก... แต่มันคือ 'กฎ' ข้อเดียวที่ซาร์เอลตั้งไว้เพื่อยึดเหนี่ยวความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของตัวเอง เขาเชื่อว่าเขาแค่ต้องการสั่งสอนพี่ชายที่ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ต้องการเลือดมาสังเวยอะไรทั้งนั้น


จอมมารแสยะยิ้มที่บิดเบี้ยว แม้จะขัดใจที่ไม่อาจกลืนกินวิญญาณของเซย์เรนได้ในตอนนี้ แต่การได้ล่าสังหารเหล่ายอดฝีมือทั้งสี่ ก็เพียงพอที่จะเป็นอาหารจานโปรดได้แล้ว


“ตกลงตามนั้น... ฝ่าบาท” จอมมารหัวเราะเสียงต่ำ “ข้าจะเหลือลมหายใจของพี่ชายเจ้าไว้... ให้เจ้าได้เล่นสนุกกับมันในภายหลัง”


สิ้นคำ ร่างเงาก็พุ่งทะยานออกไปทางระเบียง มุ่งหน้าสู่ป่าทมิฬดุจลูกธนูอาบยาพิษ ทิ้งให้ซาร์เอลยืนเดียวดายอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน


เขาทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ยกมือกุมขมับด้วยความเหนื่อยล้า... เขาไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจครั้งนี้ จะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่เขาอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต


"ข้าทำถูกแล้ว..." ซาร์เอลพึมพำบอกตัวเองราวกับคนละเมอ "ข้าก็แค่... ทำในสิ่งที่ควรทำ"










TBC.


ฝากติดตามต่อด้วยน้าาาา


รักคนอ่าน❤️













คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1พลังน้ำใจ +18 Zenny +300 ย่อ เหตุผล
abc55 + 18 + 300 กระทู้นี้ยอดเยี่ยม!

ดูบันทึกคะแนน

🌸 一期一会 (いちごいちえ)

มาเฟียนักศึกษา

กระทู้
0
ตอบกลับ
447
พลังน้ำใจ
4924
Zenny
3082
ออนไลน์
540 ชั่วโมง
โพสต์ 2026-2-4 15:13:13 | ดูโพสต์ทั้งหมด

นายกสโมสร

กระทู้
0
ตอบกลับ
57253
พลังน้ำใจ
292611
Zenny
116476
ออนไลน์
23531 ชั่วโมง
โพสต์ 2026-2-4 15:43:27 | ดูโพสต์ทั้งหมด
สนุกมากครับ

ประธานนักศึกษา

กระทู้
100
ตอบกลับ
5985
พลังน้ำใจ
70383
Zenny
170850
ออนไลน์
23250 ชั่วโมง

สมาชิกจีโฟกาย 100%สมาชิกระดับแพลตตินั่มสมาชิกระดับทับทิมสมาชิกระดับไพลินสมาชิกระดับมรกต

โพสต์ 2026-2-4 16:38:09 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อมกกกก กลับมาแล้วดีใจมากกกกก รออ่านต่อออ
การรอคอย เป็นสิ่งที่ช่างแสนยาวนาน  

นิสิตสัมพันธ์

กระทู้
274
ตอบกลับ
80
พลังน้ำใจ
10590
Zenny
42228
ออนไลน์
3862 ชั่วโมง
 เจ้าของ| โพสต์ 2026-2-4 16:50:30 | ดูโพสต์ทั้งหมด
GuN009 ตอบกลับเมื่อ 2026-2-4 15:13
รอครับ สนุกมากมาย รออย่างจดจ่อ
ขอบคุณนะครับ 👍🏻

ขอบคุณค้าบบบ ไหว้ย่อ
🌸 一期一会 (いちごいちえ)

นิสิตสัมพันธ์

กระทู้
274
ตอบกลับ
80
พลังน้ำใจ
10590
Zenny
42228
ออนไลน์
3862 ชั่วโมง
 เจ้าของ| โพสต์ 2026-2-4 16:50:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด
abc55 ตอบกลับเมื่อ 2026-2-4 16:38
อมกกกก กลับมาแล้วดีใจมากกกกก รออ่านต่อออ

ฝากติดตามด้วยนะคร้าบบบ
🌸 一期一会 (いちごいちえ)

ประธานนักศึกษา

กระทู้
0
ตอบกลับ
12902
พลังน้ำใจ
68620
Zenny
13173
ออนไลน์
5810 ชั่วโมง
โพสต์ 2026-2-6 19:35:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | สมัครเข้าเรียน

รายละเอียดเครดิต

A Touch of Friendship: สังคมจะน่าอยู่ เมื่อมีผู้ให้แบ่งปัน ฝากไวเป็นข้อคิดด้วยนะคะชาวจีโฟกายทุกท่าน
!!!!!โปรดหยุด!!!!! : พฤติกรรมการโพสมั่วๆ / โพสแต่อีโมโดยไม่มีข้อความประกอบการโพส / โพสลากอักษรยาว เช่น ครับบบบบบบบบ, ชอบบบบบบบบ, thxxxxxxxx, และอื่นๆที่ดูแล้วน่ารำคาญสายตา เพราะถ้าท่านไม่หยุดทีมงานจะหยุดท่านเอง
ขอความร่วมมือสมาชิกทุกท่านโปรดโพสตอบอย่างอื่นนอกเหนือจากคำว่า ขอบคุณ, thanks, thank you, หรืออื่นๆที่สื่อความหมายว่าขอบคุณเพียงอย่างเดียวด้วยนะคะ เพื่อสื่อถึงความจริงใจในการโพสตอบกระทู้ และไม่ดูเป็นโพสขยะ
กระทู้ไหนที่ไม่ใช่กระทู้ในลักษณะที่ต้องโพสตอบโดยใช้คำว่าขอบคุณ เช่นกระทู้โพล, กระทู้ถามความเห็น, หรืออื่นๆที่ทีมงานอ่านแล้วเข้าข่ายว่า โพสขอบคุณไร้สาระ ทีมงานขอดำเนินการตัดคะแนน และ/หรือให้ใบเตือนสมาชิกที่โพสขอบคุณทันทีที่เจอนะคะ

รูปแบบข้อความล้วน|โทรศัพท์มือถือ|ติดต่อลงโฆษณา|จีโฟกายดอทคอม

ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บจีโฟกายดอทคอมนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ หากท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศิลธรรม ไม่เหมาะสมที่จะเผยแพร่ ท่านสามารถแจ้งลบข้อความได้ที่ Link “แจ้งลบโพสนี้” ที่มีอยู่ใต้ข้อความทุกข้อความ หรือ ลืมพาสเวิดล๊อกอิน/ลืมชื่อที่ใช้สมัคร หรือข้อสงสัยใดๆแจ้งมาที่ G4GuysTeam[at]yahoo.com ขอขอบพระคุณที่ให้ความร่วมมือ

กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง หากจะทำการคัดลอก/เผยแพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูลก่อนนะคะ หรือลงที่มาไว้ด้วยค่ะ

©ขอสงวนสิทธิ์คอนเซ็ปต์,คำอธิบาย,หัวข้อ/หมวดหมู่เว็บ ห้ามลอกเลียนแบบ คิดเอาเองนะคะอย่าเอาแต่ลอก

GMT+7, 2026-2-15 06:10 , Processed in 0.101412 second(s), 28 queries .

Powered by Discuz! X3.5, Rev.8

© 2001-2026 Discuz! Team.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้