|
บทที่ 1.2: The Grand Tour & The Indoctrination (การทัวร์ครั้งใหญ่และลัทธิล้างสมอง) Author: NUT Date: 2 กุมภาพันธ์ 20xx Time: 20:00 น. (คืนแรกของการมาถึง) Location: โซนที่พักอาศัยระดับบริหาร และ โถงทางเดินหลัก Platform 88 เสียงส้อมโลหะเงินแท้กระทบกับจานกระเบื้องเคลือบดัง กริ๊ก... เบาๆ ในความเงียบสงัด ณัฐวุฒิ อยู่สบาย นั่งอยู่เพียงลำพังที่โต๊ะทานอาหารในห้องพักสุดหรู หมายเลข 88-R04 บนจานตรงหน้าคือเมนูง่ายๆ ที่เขาปรุงขึ้นเองจากวัตถุดิบในตู้เย็นที่แฟรงค์ทิ้งไว้ให้... "สปาเก็ตตี้ซอสคาเวียร์เย็น" เส้น Angel Hair ลวกแบบ Al Dente กรุบกริบ คลุกเคล้ากับน้ำมันมะกอกทรัฟเฟิล และโปะด้วยไข่ปลาคาเวียร์สีดำสนิทเม็ดกลมเกลี้ยง รสชาติเค็มปร่าของไข่ปลาแตกกระจายในปากผสมกับความมันของเส้นแป้ง... สำหรับคนอื่น มันอาจจะเป็นแค่มื้อค่ำหรูหรา แต่สำหรับณัฐวุฒิ มันคือการศึกษา "Texture" (ผิวสัมผัส) "กลม... ลื่น... และเปราะบาง" เขาพึมพำกับตัวเอง พลางใช้นิ้วเขี่ยไข่ปลาเม็ดหนึ่งเล่น "ถ้าท่อปัสสาวะของมนุษย์มีความยืดหยุ่นและลื่นไหลได้เหมือนเส้นพวกนี้... เราคงยัดอะไรเข้าไปได้เยอะกว่านี้" เขาวางส้อมลง ความอิ่มไม่ได้ช่วยให้ความอยากรู้อยากเห็นลดลงเลย ณัฐวุฒิเดินไปที่กระจกบานใหญ่ มองเงาสะท้อนของตัวเองในชุดลำลองเสื้อคอเต่าสีดำและกางเกงสแล็คเข้ารูป เขาหยิบ "บัตรประจำตัว" (Keycard) สีดำขลิบทองที่วางอยู่บนหัวเตียงขึ้นมาดู
NAME: Natthawut Yusabai ID: 88-SPEC-004 POSITION: Junior R&D Specialist (Urethra Division) ACCESS: Level A (By Authority of F. Miller)
"Level A..." ณัฐวุฒิยิ้มมุมปาก แฟรงค์ไม่ได้แค่โม้ เรื่องอำนาจ 1.3% ของเขาดูจะเป็นเรื่องจริง เขาหนีบป้ายชื่อติดที่อกเสื้ออย่างประณีต จัดให้ตรงเป๊ะไม่เอียงแม้แต่มิลลิเมตรเดียว แฟรงค์ไม่ได้สั่งห้ามเขาออกไปไหน และสัญชาตญาณของศิลปินบอกเขาว่า... เขาต้องออกไปดู "แกลเลอรี" ของที่นี่ด้วยตาตัวเอง [PART 1]: THE VERTICAL CITY (นครลอยฟ้ากลางสมุทร) ทันทีที่ณัฐวุฒิก้าวออกจากห้องพักและเดินผ่านโถงทางเดินส่วนตัวมายังพื้นที่ส่วนกลาง ความคิดที่ว่าที่นี่คือ "แท่นขุดเจาะน้ำมัน" ก็มลายหายไปจากสมองทันที ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำให้เขาต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ มันไม่ใช่คุก... และมันไม่ใช่โรงงาน แต่มันคือ "Mega-Structure" (สิ่งปลูกสร้างขนาดยักษ์) ที่มีความซับซ้อนและหรูหราอลังการ ราวกับยกเอาล็อบบี้โรงแรม 7 ดาวในดูไบ หรือตึก Burj Khalifa มาตั้งไว้กลางทะเลจีนใต้ โถงกลาง (Atrium) สูงตระหง่านกินพื้นที่ทะลุขึ้นไปกว่า 10 ชั้น เพดานด้านบนเป็นโดมกระจกใสมองเห็นดวงดาวและท้องฟ้ายามค่ำคืน ตรงกลางโถงมี "น้ำตกจำลอง" ที่ไหลลงมาจากความสูง 50 เมตร แต่สิ่งที่ไหลลงมาไม่ใช่น้ำธรรมดา มันคือของเหลวเรืองแสงสีฟ้าอ่อนที่ช่วยสร้างบรรยากาศลึกลับและสงบเยือกเย็น ทางเดินแต่ละชั้นเชื่อมต่อกันด้วยบันไดวนที่ทำจากกระจกนิรภัยและราวบันไดทองคำ ลิฟต์แก้วทรงแคปซูลนับสิบตัววิ่งขึ้นลงเหมือนกระสวยอวกาศ พาพนักงานและแขก VIP ไปยังชั้นต่างๆ "พระเจ้า..." ณัฐวุฒิพึมพำ สายตากวาดมองไปรอบๆ ผนังของโถงทางเดินไม่ได้ทาสีธรรมดา แต่มันถูกบุด้วยวัสดุที่ดูคล้าย "หนัง" สีครีม... เมื่อเขาลองเดินเข้าไปใกล้และใช้มือลูบดู เขาสัมผัสได้ถึงความนุ่มและรูขุมขนที่ละเอียดอ่อน... มันไม่ใช่หนังวัว มันนุ่มเกินไป... เนียนเกินไป... "หนังวาฬ? หรือว่า..." ความคิดวิปริตแวบเข้ามาในหัว แต่เขาก็ปัดมันทิ้งไป ก่อนจะเดินต่อ กลิ่นของที่นี่ช่างน่าประหลาด มันไม่ใช่กลิ่นน้ำมันเครื่อง แต่เป็นกลิ่นหอมเย็นๆ ของ "ดอกลิลลี่ผสมโอโซน" ที่ถูกปล่อยออกมาจากระบบปรับอากาศส่วนกลาง เพื่อกลบกลิ่นคาวเลือดที่อาจจะเล็ดลอดออกมาจากโซนปฏิบัติการชั้นล่าง ณัฐวุฒิเดินทอดน่องไปตามระเบียงทางเดินชั้น Executive เขาเห็นร้านค้าแบรนด์เนมตั้งอยู่เรียงราย... ใช่ ร้านค้าจริงๆ มีทั้งร้านตัดสูท Bespoke, ร้านขายซิการ์นำเข้าจากคิวบา, และร้านจิวเวลรี่ที่มีสร้อยคอเพชรโชว์อยู่หน้าร้าน ใครจะมาซื้อของพวกนี้กลางทะเล? เขาคิด คำตอบน่าจะคือเหล่า "ลูกค้า VIP" ที่บินมาเสพสุขที่นี่ และต้องการช้อปปิ้งเพื่อผ่อนคลายหลังจากดูโชว์การทรมานจบ ในขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินกับการดูสถาปัตยกรรมที่บิดเบี้ยวแต่สวยงาม สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับ "ประติมากรรม" ชิ้นหนึ่งที่ตั้งอยู่หน้าลิฟต์โซนทิศเหนือ มันคือรูปปั้นโลหะสีทองแดง รูปทรงคล้าย "เกลียวคลื่น" ที่กำลังม้วนตัว แต่เมื่อมองดีๆ เกลียวคลื่นนั้นถูกสร้างขึ้นจากรูปทรงของมนุษย์นับร้อยคนที่บิดเบี้ยว เกี่ยวรัดฟัดเหวี่ยงกันด้วยความเจ็บปวดและสุขสม ณัฐวุฒิเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูรายละเอียดของพื้นผิว (Texture) เขาถอยหลังออกมาเล็กน้อยเพื่อหามุมมองที่ดีที่สุด โดยไม่ทันระวังว่ามีใครบางคนกำลังเดินเลี้ยวออกมาจากมุมตึกด้วยความเร็ว พลั่ก! แรงปะทะนั้นไม่แรงมาก แต่มันทำให้แฟ้มเอกสารในมือของอีกฝ่ายร่วงกระจายลงพื้น และเสียงรองเท้าส้นสูงที่กระแทกพื้นจังหวะสะดุดดัง กึก! "โอ๊ะ! ขอโทษครับ!" ณัฐวุฒิรีบหันไปพร้อมจะก้มลงเก็บของ แต่กลิ่นที่ปะทะจมูกเขาเป็นอย่างแรกไม่ใช่กลิ่นลิลลี่ของตึก... แต่มันคือกลิ่นน้ำหอม Chanel No.5 ที่เข้มข้น ผสมกับกลิ่นบุหรี่ราคาแพง "ตาบอดหรือไงยะ!?" เสียงแหลมปรี๊ดดังขึ้น แฝงไปด้วยอำนาจและความหงุดหงิดขั้นสุด ณัฐวุฒิเงยหน้าขึ้นมองคู่กรณี หญิงสาวร่างสูงระหงในชุดเดรสรัดรูปสีแดงเพลิง (Haute Couture) ที่ตัดเย็บอย่างประณีต เผยให้เห็นช่วงไหล่ที่กว้างเล็กน้อยแต่ผิวเนียนละเอียด ใบหน้าของเธอสวยเฉี่ยว แต่งหน้าจัดเต็มด้วยโทนสีดุขรึม ผมลอนสีบลอนด์ทองจัดทรงมาอย่างดีไม่มีที่ติ... และสายตาที่มองเขาอยู่ตอนนี้ เหมือนราชินีกำลังมองแมลงสาบ มอลลี่ เกรซ (Molly Grace) ยืนเท้าเอว จ้องมองณัฐวุฒิด้วยสายตาที่พร้อมจะสั่งประหารชีวิต "เธอรู้ไหมว่าชุดนี้ราคาเท่าไหร่?" มอลลี่ตวาดเสียงเย็น "ถ้าไวน์ในแก้วฉันหกใส่ชุดนี้... ฉันจะสั่งให้ รปภ. ถลกหนังเธอมาเย็บซ่อมชุดฉันเดี๋ยวนี้!" ณัฐวุฒิชะงักไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกได้ถึงรังสีอำนาจที่แผ่ออกมา แต่เขาก็ตั้งสติได้เร็ว "ขออภัยอย่างสูงครับคุณผู้หญิง... ผมมัวแต่สนใจประติมากรรมชิ้นนั้น" เขาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางก้มลงเก็บแฟ้มเอกสารที่กระจายอยู่ มอลลี่มองเด็กหนุ่มตรงหน้า... ผิวพรรณดี หน้าตาดูมีการศึกษา ไม่เหมือนพนักงานระดับล่าง หรือพวก รปภ. สมองกลวง สายตาของเธอเลื่อนลงมาที่หน้าอกเสื้อของเขา... และหยุดอยู่ที่บัตรประจำตัวสีดำขลิบทอง
Junior R&D Specialist... Access Level A (F. Miller)
ดวงตาที่เกรี้ยวกราดของมอลลี่เปลี่ยนไปทันที เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงสดเหยียดยิ้มหยันๆ "อ้อ..." เธอลากเสียงยาว "Level A... ของตาแก่แฟรงค์สินะ" ณัฐวุฒิยื่นแฟ้มคืนให้เธอ "ครับ... ผมณัฐวุฒิครับ เพิ่งมาถึงวันนี้" มอลลี่กระชากแฟ้มกลับไปถือไว้ แล้วสะบัดผม "มิน่าล่ะ ถึงเดินท่อน่องไม่ดูตาม้าตาเรือ... ฉันชื่อ มอลลี่ หัวหน้าฝ่ายการตลาด... หรือพูดง่ายๆ คือคนที่หาเงินมาจ่ายเงินเดือนให้พวกศิลปินไส้แห้งอย่างเธอ" เธอกอดอก เดินวนรอบตัวณัฐวุฒิหนึ่งรอบ สายตาพิจารณาเขาราวกับสแกนสินค้า "ได้ยินกิตติศัพท์มาบ้างนะ... 'The Baker' ใช่ไหม? เด็กปั้นคนใหม่ที่แฟรงค์โม้หนักหนาว่าจะมาปฏิวัติแผนก Urethra" "แฟรงค์พูดเกินจริงไปหน่อยครับ ผมแค่..." "หยุดถ่อมตัวย่ะ มันน่ารำคาญ" มอลลี่พูดแทรกขึ้นมา "ฟังนะพ่อหนุ่ม... ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะเป็นเด็กเส้นของใคร หรือมีเทคนิคแพรวพราวแค่ไหน... แต่เธอรู้ไหมว่าตอนนี้แผนก Urethra ของเธอน่ะ มันกำลังจะเป็น 'ตัวถ่วง' ของบริษัท?" เธอจิ้มนิ้วชี้ที่มีเล็บเจลยาวแหลมมาที่อกของณัฐวุฒิ "ยอดวิวมันตกต่ำ! ลูกค้าเบื่อการแยงท่อแบบเดิมๆ เบื่อเลือดที่เลอะเทอะไม่มีศิลปะ... ฉันหวังว่า 'มันสมอง' ของเธอที่แฟรงค์การันตีนักหนา จะช่วยกู้หน้าแผนกนี้ได้นะ... ไม่งั้นฉันนี่แหละจะเป็นคนเสนอบอร์ดให้ยุบแผนกเธอทิ้ง แล้วเปลี่ยนห้องแล็บเธอเป็นห้องเก็บรองเท้าของฉัน!" ณัฐวุฒิยิ้มรับ ไม่โกรธ แต่กลับรู้สึกท้าทาย "ผมรับรองครับคุณมอลลี่... คุณจะได้เห็นอะไรที่ 'สวยงาม' จนคุณต้องอยากถ่ายรูปมันลงปกนิตยสารแน่นอน" มอลลี่หรี่ตามองเขาอีกครั้ง คราวนี้แววตาดูอ่อนลงนิดหน่อย (นิดเดียวจริงๆ) "ปากเก่งใช้ได้... หึ! แล้วนี่จะไปไหน? เดินเตร็ดเตร่เป็นนักท่องเที่ยวเลยนะ" "ผมแค่เดินดูรอบๆ ครับ... ศึกษาสถานที่" "ยังไม่ได้ไป 'ปฐมนิเทศ' (Orientation) สินะ?" มอลลี่ถามเสียงสูง "เอ่อ... แฟรงค์บอกว่าผมไม่ต้องผ่านกระบวนการปกติครับ" มอลลี่กรอกตาเป็นเลขแปด (Rolling eyes) ถอนหายใจแรงๆ อย่างเบื่อหน่าย "โอ๊ย... พวก VIP... พวกเด็กเส้น... น่ารำคาญที่สุด!" เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันมามองณัฐวุฒิอีกครั้ง "ฟังนะยะ... ถึงแฟรงค์จะสปอยล์เธอจนเสียคน แต่ในฐานะที่ฉันต้องเอาผลงานเธอไปขาย... ฉันแนะนำว่าเธอควรจะไปโผล่หัวที่งานปฐมนิเทศสักหน่อย" "ทำไมเหรอครับ?" "เพราะที่นั่นไม่ได้มีแค่การแจกคู่มือพนักงานโง่ๆ..." มอลลี่ขยับเข้ามาใกล้ กระซิบด้วยเสียงที่เปลี่ยนไปเป็นจริงจัง "แต่ที่นั่นจะทำให้เธอเข้าใจว่า 'รากเหง้า' ของที่นี่มันคืออะไร... ทำไมเราถึงทำสิ่งที่ทำอยู่ และทำไมโลกข้างนอกถึงทำอะไรเราไม่ได้... ถ้าเธอไม่เข้าใจ 'ปรัชญา' ขององค์กร เธอก็สร้างงานศิลปะที่ตอบโจทย์ลูกค้าไม่ได้หรอก" เธอชี้ไปทางทางเดินทิศใต้ "ห้อง Auditorium 1... งานเริ่มมา 10 นาทีแล้ว แต่เธอมีบัตรเบ่งนี่ เดินเข้าไปเลย... ไปดูให้เห็นกับตา ว่าเงินเดือนเธอมันมาจากไหน" พูดจบ มอลลี่ก็สะบัดหน้า เดินส้นสูงกระแทกพื้นจากไป ทิ้งกลิ่นน้ำหอม Chanel No.5 ไว้จางๆ ณัฐวุฒิมองตามหลังเธอไป... ผู้หญิงคนนี้อันตราย แต่ก็ตรงไปตรงมา "รากเหง้า..." เขาพึมพำ "น่าสนใจ" เขาตัดสินใจเดินไปตามทิศที่เธอชี้ [PART 2]: THE INDOCTRINATION (พิธีกรรมล้างสมอง) ณัฐวุฒิเดินมาถึงหน้าประตูบานใหญ่คู่ยักษ์ที่ทำจากไม้สักแกะสลัก ป้ายไฟด้านบนเขียนว่า "AUDITORIUM 1: WELCOME TO THE FAMILY" เจ้าหน้าที่หน้าประตูเห็นบัตร ID ของเขา ก็รีบโค้งคำนับและเปิดประตูให้ทันที บรรยากาศภายในแตกต่างจากข้างนอกอย่างสิ้นเชิง มันคือโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ (Cinema Hall) ที่จุคนได้กว่า 500 คน เก้าอี้บุกำมะหยี่สีแดงสดเรียงรายเป็นขั้นบันได แสงไฟในห้องมืดสนิท มีเพียงแสงจากจอภาพขนาดยักษ์ด้านหน้าที่ส่องสว่าง ณัฐวุฒิเดินเข้าไปเงียบๆ และเลือกนั่งที่แถวหลังสุด เพื่อสังเกตการณ์ ในห้องมีคนนั่งอยู่ประมาณ 50 คน... ส่วนใหญ่เป็นพนักงานใหม่ระดับปฏิบัติการ (Staff Level) ทั้งเจ้าหน้าที่ธุรการ, พยาบาล, ช่างเทคนิค, และ รปภ. ทุกคนดูตื่นเต้นและประหม่า บางคนนั่งตัวเกร็งเหมือนกลัวจะทำผิดกฎ บนจอภาพ... วิดีโอกำลังฉายภาพสารคดีที่มีคุณภาพการถ่ายทำระดับ Hollywood เสียงบรรยายของผู้ชายเสียงนุ่มทุ้ม (Narrator) ดังกระหึ่มผ่านระบบเสียง Dolby Surround (วิดีโอ) ภาพตัดสลับเร็วๆ ระหว่างสงคราม, ความยากจน, อาชญากรรมในเมืองใหญ่, และคุกที่แออัด
Narrator: "โลกภายนอก... เต็มไปด้วยความโกลาหล... มนุษย์ถูกพันธนาการด้วยกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย ศีลธรรมจอมปลอมที่บอกว่าทุกคนเท่าเทียมกัน... แต่ความจริงนั้น ท่านรู้ดีอยู่แก่ใจ"
ภาพเปลี่ยนเป็นกราฟิกรูปปิรามิด และสิงโตที่กำลังล่าเหยื่อ
Narrator: "ธรรมชาติสร้างผู้ล่า และผู้ถูกล่า... ผู้แข็งแกร่ง และผู้อ่อนแอ... นั่นคือกฎข้อเดียวที่แท้จริง"
ฉากตัดมาที่ภาพเรือดำน้ำเยอรมันโบราณ (U-Boat) ที่กำลังฝ่าคลื่นลมในมหาสมุทร ภาพเปลี่ยนเป็นสีซีเปียดูขลัง
Narrator: "ปี 1945... ท่ามกลางเถ้าถ่านของสงครามโลก... วิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ได้ถือกำเนิดขึ้น การเดินทางของ U-888 ไม่ใช่การหลบหนี แต่คือการรักษาเมล็ดพันธุ์แห่งความจริงไว้"
ณัฐวุฒิเลิกคิ้ว นาซี? เขาไม่เคยรู้ประวัตินี้มาก่อน แฟรงค์ไม่เคยเล่า ภาพตัดกลับมาที่ปัจจุบัน... ภาพมุมสูง (Drone Shot) ของ Platform 88 ที่งดงามตระการตากลางทะเล ตัดสลับกับภาพห้องแล็บที่ทันสมัย และภาพกราฟิก DNA ที่หมุนวน
Narrator: "ที่ Platform 88... เราไม่ได้ทำธุรกิจผิดกฎหมาย... แต่เราคือ 'นักบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์' (Human Resource Management) ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลก"
"ขยะของสังคม... อาชญากร... ผู้ล้มเหลว..." (ภาพฉายหน้านักโทษที่ดูดุร้าย แล้วเปลี่ยนเป็นภาพพวกเขาที่ถูกจับโกนหัว ใส่ชุดขาว สะอาดสะอ้าน) "เรานำพวกเขามาชำระล้าง... ให้โอกาสพวกเขาได้ชดใช้บาปด้วยร่างกาย... เปลี่ยนเลือดเนื้อที่ไร้ค่า ให้กลายเป็นยารักษาโรค... เป็นความสุข... และเป็นพลังงานให้กับโลกใบใหม่"
ดนตรีประกอบเริ่มไต่ระดับความยิ่งใหญ่ (Crescendo) เป็นเพลงออเคสตร้าที่ปลุกใจ
Narrator: "คุณไม่ได้เป็นแค่พนักงาน... แต่คุณคือ 'ผู้คุมกฎแห่งธรรมชาติ'... คุณคือฟันเฟืองที่จะขับเคลื่อนอารยธรรมที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของศีลธรรมเดิมๆ" "ที่นี่... ความเจ็บปวดคือผลผลิต... ความสุขคือสินค้า... และพวกคุณ คือครอบครัว"
ตัวอักษรสีทองปรากฏขึ้นเต็มจอ: PLATFORM 88: WASTE IS ONLY A RESOURCE OUT OF PLACE (ขยะ คือทรัพยากรที่วางผิดที่) [cite_start][cite: 52] ไฟในห้องค่อยๆ สว่างขึ้น เสียงปรบมือดังขึ้นเกรียวกราวจากพนักงานใหม่ทุกคน บางคนถึงกับน้ำตาซึมด้วยความปลาบปลื้มที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ดู "ยิ่งใหญ่" ขนาดนี้ พวกเขาถูกล้างสมองด้วยโปรดักชั่นที่สวยหรู จนลืมไปว่างานจริงๆ ของพวกเขาคือการทรมานคน แต่ณัฐวุฒิไม่ได้ปรบมือ เขานั่งกอดอก พิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย "Rebranding..." เขาคิดในใจ "ฉลาดมาก... เปลี่ยนการค้ามนุษย์ให้กลายเป็นภารกิจรักษ์โลกงั้นเหรอ? มอลลี่... คุณนี่เก่งจริงๆ" ทันใดนั้น พิธีกรสาวสวย (ที่ดูเหมือนแอร์โฮสเตส) ก็เดินออกมาที่หน้าเวที "ยินดีต้อนรับสู่ครอบครัว 88 ค่ะทุกท่าน! ลำดับต่อไป เราจะพาท่านไปเยี่ยมชม 'สายการผลิต' ของจริง เพื่อให้เห็นภาพการทำงาน..." ณัฐวุฒิลุกขึ้นยืนเงียบๆ เขาเห็นสิ่งที่ต้องเห็นแล้ว เขารู้แล้วว่า "รากเหง้า" ของที่นี่คืออะไร มันคือ "Ego" (อัตตา) Ego ที่เชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์ตัดสินว่าใครคือขยะ และใครคือพระเจ้า เขาเดินออกจากโรงหนัง สวนทางกับพนักงานใหม่ที่กำลังทยอยเดินตามพิธีกรไปดูงาน ณัฐวุฒิมุ่งหน้ากลับไปที่ลิฟต์ เป้าหมายของเขาชัดเจนแล้ว... พรุ่งนี้ เขาจะไม่ใช่แค่พนักงาน R&D แต่เขาจะเป็น "พระเจ้า" องค์ใหม่ ในแผนก Urethra และเหยื่อรายแรกที่จะได้สัมผัส "เมตตาธรรม" ของเขา... คือคุณหมอทอมสัน เขาแตะบัตรที่ลิฟต์ กดชั้นห้องพัก ในหัวของเขามีแต่ภาพเส้นสปาเก็ตตี้... และภาพใบหน้าหยิ่งๆ ของมอลลี่ "รอก่อนเถอะคุณมอลลี่... เดี๋ยวผมจะทำให้คุณรู้ว่า 'Organic Material' ของผม... มันแพงกว่าชุด Chanel ของคุณซะอีก" (จบบทที่ 1.2)
|