ไม่กี่นาทีต่อมา บูมยืนอยู่ข้างเวทีโดยมีผ้าขนหนูสีดำพันรอบเอว จีสตริงสีเขียวนีออนซ่อนอยู่ข้างใต้ เรียวเปลี่ยนกลับมาใส่แมนกินี่สีชมพูไฟฟ้าประจำตัว สายของชุดพาดขึ้นข้างลำตัวและโอบเหนือไหล่ ทำให้รอยสักตามซี่โครงซ้ายดูเหมือนกำลังเลื้อยไปกับแสง
ก่อนพิธีกรออกไปประกาศโชว์ ปีเตอร์เรียกบูมเข้ามาตรงโต๊ะเล็กหลังม่าน ไฟรูปกล้องเหนือเวทียังดับอยู่
“เรื่องขึ้นเวทีคุณตอบแล้ว แต่เรื่องบันทึกภาพต้องถามแยกกันครับ” ปีเตอร์บอก “คุณอนุญาตให้แขกถ่ายช่วงที่คุณอยู่บนเวทีคืนนี้ไหม ถ้าไม่อนุญาต เราจะปิดไฟรูปกล้องในช่วงของคุณ ไม่เกี่ยวกับว่าจะให้ขึ้นแสดงหรือไม่”
บูมมองแบบฟอร์มที่ปีเตอร์วางให้ “ถ้าให้เก็บไว้ดูส่วนตัว แต่ไม่ให้ร้านเอาไปลงโฆษณา เลือกได้ใช่ไหมครับ”
“เลือกได้ครับ ช่องอนุญาตให้แขกบันทึกกับช่องประชาสัมพันธ์แยกกัน อ่านเงื่อนไขให้ครบก่อน ไม่ต้องรีบ” ปีเตอร์ตอบ
บูมก้มอ่านขอบเขตการถ่ายภาพและข้อห้ามส่งต่อจนจบ แล้วทำเครื่องหมายเฉพาะ บันทึกเพื่อการรับชมส่วนตัว ห้ามนำไปเผยแพร่เชิงพาณิชย์ ช่องสำหรับนำภาพไปประชาสัมพันธ์ยังว่างอยู่
“ผมอนุญาตตามนี้ครับ” บูมยืนยัน ก่อนเซ็นชื่อด้วยตัวเอง
ปีเตอร์ตรวจช่องที่เลือกแล้วรับกระดาษไป “เรียบร้อยครับ แล้วเรื่องขึ้นเวที ยังยืนยันเหมือนเดิมไหม คุณยังเปลี่ยนใจได้”
“ผมไม่เปลี่ยนครับ” บูมยืนยัน
เรียวที่กำลังยืดไหล่อยู่ข้าง ๆ หันมายิ้ม “อย่ารีบพูด เดี๋ยวเจอไฟจริงแล้วขาสั่น”
“ขาสั่นก็ยังขึ้นครับ” บูมตอบ
“แบบนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย” เรียวว่า
เมื่อได้คำยืนยันครบแล้ว ปีเตอร์จึงส่งสัญญาณให้ผู้จัดเวทีและพิธีกร เสียงเบสชุดใหม่เริ่มต้นพร้อมกับไฟรูปกล้องที่สว่างขึ้น
“หนุ่ม ๆ ครับ โชว์สุดท้ายของคืนนี้มาถึงแล้ว ไฟรูปกล้องจะติดตลอดการแสดง ถ่ายได้เฉพาะบนเวทีเหมือนเดิม ส่วนคนที่อยู่บนเวทีคืนนี้อนุญาตให้บันทึกภาพแล้วครับ” พิธีกรประกาศ
บนเวที นักเต้นสองคนเปิดโชว์ด้วยชุดรัดรูปสีน้ำเงินเข้ม พวกเขาเคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกันก่อนแยกไปคนละด้าน พิธีกรลากเสียงประกาศชื่อเรียว ม่านเปิดออก และคนทั้งห้องส่งเสียงต้อนรับดาวประจำร้าน
เรียวเดินออกไปเหมือนเกิดมาพร้อมแสงสปอตไลต์ ทุกก้าวมั่นคง ทุกครั้งที่เขาหยุดโพสเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าคนดูอยากเห็นมุมไหน เขาดึงสายแมนกินี่สีชมพูออกจากสะโพกเพียงนิดแล้วปล่อยกลับ เสียงดัง เพียะ เบา ๆ แต่ทำให้ฝูงชนร้องลั่น
บูมมองจากเงามืด หัวใจเต้นแรงจนผ้าขนหนูขยับตามจังหวะ เขาเริ่มเข้าใจว่าการเปลือยไม่ใช่ทั้งหมดของงาน สิ่งที่เรียวทำคือการควบคุมความคาดหวัง ทำให้คนดูคิดว่ากำลังจะได้เห็น แล้วชะลอไว้หนึ่งลมหายใจเสมอ
พิธีกรยกมือ ดนตรีลดเหลือเพียงเสียงเบสเหมือนหัวใจ
“แต่คืนนี้ เรียวไม่ได้มาคนเดียวครับ” พิธีกรประกาศ
เสียงฮือดังขึ้น
“ผู้กล้าหมายเลขสี่สิบสามของเราบอกว่าแค่แพ้เกมยังไม่พอ เขาอยากกลับขึ้นมาให้ทุกคนดูอีกครั้ง ขอเสียงให้บูมครับ!” พิธีกรเรียกเสียงเชียร์
เรียวหันมาทางม่าน ยื่นมือรอ
“ยังเอาอยู่ไหม” เรียวถามโดยไม่ใช้ไมค์
บูมมองมือข้างนั้น แล้วมองผู้ชมที่เขายังเห็นเพียงเงา
“เอาครับ” บูมตอบ
เขาจับมือเรียวและก้าวออกไป
เสียงเชียร์กระแทกร่างจนบูมเกือบลืมหายใจ ผ้าขนหนูยังพันรอบเอว แต่ทุกคนรู้แล้วว่าข้างใต้มีอะไร เขาได้ยินชื่อของตัวเองดังมาจากหลายโต๊ะ
เรียวเดินอ้อมด้านหลัง กระซิบใกล้หู “หันหลังให้คนดู แล้วหายใจตามจังหวะ อย่าเพิ่งรีบถอด”
บูมหันหลัง แสงสีแดงอาบแนวกระดูกสันหลัง เขาวางมือบนปมผ้าขนหนู เริ่มขยับสะโพกช้า ๆ ตามเสียงเบส รอบแรกแข็งเหมือนคนกำลังนับจังหวะ แต่พอเรียวแตะเอวและนำการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว ร่างกายก็เริ่มเข้าใจ
“ใช่ แบบนั้น” เรียวกระซิบ “ปล่อยให้เขารอ”
บูมเลื่อนผ้าลงทีละนิด เผยส่วนบนของสะโพกและเส้นจีสตริงสีเขียว เสียงคนดูดังขึ้นทันที เขาหยุดค้างไว้หนึ่งจังหวะอย่างที่เห็นเรียวทำ ก่อนปล่อยผ้าขนหนูตกลงบนพื้น
สะโพกและบั้นท้ายเกือบเปลือยอยู่กลางแสง เหลือเพียงเส้นนีออนบาง ๆ พาดผ่าน ร่างกายของเขาสั่น แต่ไม่ใช่เพราะอยากหนี เขาหันกลับไปเผชิญหน้าคนดู ผ้าสามเหลี่ยมด้านหน้าปิดเขาไว้เพียงเล็กน้อย และยิ่งร่างกายตื่นตัว มันยิ่งดูเหมือนกำลังจะยอมแพ้ต่อสิ่งที่ต้องห่อหุ้ม
ไฟรูปกล้องยังติดอยู่ เสียงชัตเตอร์ดังตามมาพร้อมเสียงเรียกชื่อ
บูมยิ้ม
คราวนี้ไม่มีใครสุ่มเลือกเขา เขาเป็นคนขอมาอยู่ตรงนี้เอง
เรียวเข้ามาประชิด หน้าอกแตะหน้าอก สองร่างเคลื่อนไหวไปด้วยกัน บูมวางมือบนสะโพกอีกฝ่ายหลังได้รับการพยักหน้า เรียวหมุนตัวให้แผ่นหลังแนบกับอกเขา แล้วบดสะโพกช้า ๆ ตามจังหวะ ความร้อนซึมผ่านผ้าบางสองชั้นจนบูมกัดริมฝีปาก
“มองคนดู” เรียวบอก “อย่าหลบเข้าไปอยู่กับผมคนเดียว”
บูมเงยหน้าขึ้น เขาเห็นผู้ชายโต๊ะแรกที่เคยชมเขา เห็นชายสวมแหวนที่จมูกยืนตบมือ และเห็นบาร์เทนเดอร์ชูแก้วเปล่าให้จากหลังเคาน์เตอร์
ที่โต๊ะมุมด้านหลัง ชายหนุ่มที่เขาเพิ่งเดินไปทักยังนั่งอยู่ตามลำพัง อีกฝ่ายปรบมือโดยไม่ได้ตะโกนแข่งกับโต๊ะอื่น พอสบตากันก็ยกมือทักเล็กน้อย พร้อมรอยยิ้มเก้อ ๆ ที่บูมเพิ่งเห็นมาเมื่อครู่
บูมยิ้มตอบ ก่อนกวาดตามองต่อไปจนเห็นปีเตอร์ยืนกอดอกอยู่ข้างเวที
ทุกคนกำลังมอง
แทนที่จะรู้สึกเล็กลง เขากลับเหมือนขยายเต็มพื้นที่บนเวที
เรียวหมุนกลับมาประจันหน้า “อยากลองนำไหม”
“ทำยังไงครับ” บูมถาม
“ทำให้ผมตามคุณ” เรียวตอบ
บูมกลืนน้ำลาย แล้วใช้มือดันไหล่เรียวให้ถอยหนึ่งก้าว เขาเดินตาม หมุนสะโพกอย่างยังไม่ชำนาญแต่ไม่ลังเล คนดูตอบรับทุกการเคลื่อนไหว เมื่อเรียวยิ้มท้าทาย บูมก็ยื่นมือเกี่ยวสายแมนกินี่สีชมพูตรงสะโพก ดึงออกเพียงนิดแล้วปล่อยกลับเลียนแบบสิ่งที่เรียวทำก่อนหน้านี้
เสียง เพียะ ดังขึ้นพร้อมเสียงเชียร์
เรียวหัวเราะ “เรียนเร็วนะครับ”
“ครูดีครับ” บูมชม
ดนตรีเปลี่ยนท่อน เรียวชี้ไปด้านข้างเวที นักเต้นส่งจีสตริงสีแดงนีออนมาให้ เขาถอยหลังม่านไปเพียงครู่ แล้วกลับออกมาโดยเปลี่ยนจากแมนกินี่สีชมพูเป็นผ้าสีแดงทรงเดียวกับของบูม
“ทีนี้เราเข้าคู่กันแล้ว” เรียวบอก
สีแดงกับเขียวตัดกันกลางแสง บูมกับเรียวหันหลังให้คนดูพร้อมกัน ขยับสะโพกเป็นจังหวะเดียวกัน แล้วหมุนกลับมาประชิด ร่างกายทั้งคู่แข็งตึงอยู่ใต้ผ้าที่ปกปิดแทบไม่มิด
เรียวคุกเข่าลงตรงหน้า ลมหายใจอุ่นรินผ่านผ้าสีเขียว บูมสั่นวาบ แต่เรียวเพียงวางมือบนต้นขาแล้วเงยหน้าขึ้น
“คืนนี้คุณอยากไปไกลแค่ไหน” เรียวถามท่ามกลางเสียงดนตรี
บูมมองไปยังไฟกล้อง มองปีเตอร์ และมองกลับลงมาที่เรียว
“ผมอยากถอดครับ” บูมตอบ
“ของตัวเอง หรือของผมด้วย” เรียวถาม
บูมหัวเราะทั้งหอบ “ทั้งคู่ได้ไหมครับ”
“ถ้าคุณเป็นคนเริ่ม” เรียวตกลง
เรียวยืนขึ้น หันหลังให้ บูมวางนิ้วเกี่ยวขอบจีสตริงสีแดงแล้วค่อย ๆ ดึงลง เผยส่วนโค้งของบั้นท้ายทีละน้อย เรียวไม่เร่ง ไม่ช่วย เพียงยืนนิ่งให้บูมเป็นผู้กำหนดจังหวะ เมื่อผ้าเลื่อนพ้นสะโพก ร่างกายเขาก็เปลือยเต็มที่ภายใต้แสง
เสียงคนดูดังจนพื้นสั่น
เรียวก้าวออกจากจีสตริง หันกลับมาแล้วยื่นมือไปยังผ้าสีเขียว แต่หยุดก่อนแตะ
“ยังเหมือนเดิมไหม” เรียวถามย้ำ
“เหมือนเดิมครับ” บูมยืนยัน
“งั้นถอดเองให้เขาดู” เรียวบอก
บูมหันหน้าเข้าหาคนดู สอดนิ้วใต้ขอบผ้า แล้วลากลงช้า ๆ จีสตริงผ่านต้นขาและตกกองที่ข้อเท้า เขาก้าวออกมา ยืนเปลือยข้างเรียว ร่างกายแข็งขึงด้วยความตื่นเต้น ไม่มีมือปิด ไม่มีการหันหนี
ดนตรีเข้าสู่ช่วงบรรเลง เรียวยื่นมือมาตรงหน้าโดยยังไม่รีบดึงเขาไปไหน บูมมองมือข้างนั้น ก่อนวางมือตัวเองลงไป
“ฟังเสียงกลองไว้ครับ” เรียวบอก “ไม่ต้องตามทุกเสียงก็ได้”
บูมพยักหน้า พยายามแยกจังหวะหนักที่ดังสม่ำเสมอออกจากเสียงอื่น เรียวพาเขาก้าวไปด้านข้างสองจังหวะ แล้วเปลี่ยนทิศกลับมา ท่าไม่ได้ซับซ้อน แต่ครั้งแรกบูมยังขยับช้ากว่าอยู่ครึ่งก้าว
เขาก้มมองเท้าตัวเองทันที
“ไม่ต้องตรวจข้อสอบตอนนี้ครับ” เรียวกระซิบ
บูมหลุดหัวเราะ “ผมเหยียบคุณหรือเปล่า”
“ยังครับ อย่าเพิ่งตั้งใจทำ” เรียวตอบ
คำตอบนั้นทำให้บูมหัวเราะหนักกว่าเดิม พอเลิกพยายามควบคุมทุกก้าว การขยับตามเรียวกลับง่ายขึ้นอย่างประหลาด เขาเริ่มจับได้ว่าเมื่อไรอีกฝ่ายจะหยุด เมื่อไรจะเปลี่ยนทิศ และเมื่อไรควรปล่อยให้จังหวะหนึ่งผ่านไปโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
เรียวยกมือที่จับกันขึ้น ส่งสัญญาณให้หมุนตัว บูมตามไปได้เกือบครบ ก่อนหยุดผิดด้านจนไหล่ชนกันเบา ๆ
เขาหันไปมองเรียวอย่างตกใจ แต่อีกฝ่ายเพียงขยับมายืนข้างกัน ยกแขนทั้งคู่ขึ้นเหมือนตั้งใจให้จบท่านั้นมาตั้งแต่แรก
เสียงปรบมือดังขึ้นจากหน้าเวที
บูมมองคนดู แล้วหันกลับมามองเรียว
“เมื่อกี้ผิดใช่ไหมครับ” เขาถามลอดรอยยิ้ม
“คุณจะประกาศให้เขารู้ทำไมล่ะครับ” เรียวย้อนถาม
บูมเม้มปากกลั้นหัวเราะไม่สำเร็จ คราวนี้เมื่อเรียวพาก้าวออกไปอีกครั้ง เขาจึงตามโดยไม่มัวหันกลับมาตรวจว่าจุดที่เพิ่งยืนอยู่ถูกต้องหรือเปล่า
ทั้งคู่ขยับเคียงกันไปตามแนวหน้าเวที เรียวลดท่าลงเหลือเพียงการก้าวเท้าและขยับไหล่ให้บูมตามทัน พอทำซ้ำรอบที่สอง บูมก็เริ่มรู้จังหวะล่วงหน้า เขาหยุดพร้อมเรียว หันพร้อมกัน และครั้งนี้ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายบอก
ว่าจะไปทางไหน
ชายสวมแหวนที่จมูกส่งเสียงเชียร์จากด้านล่าง บูมหันไปยิ้มให้ ก่อนยกมือขึ้นปรบตามจังหวะเพลง
โต๊ะแรกทำตามทันที อีกสองโต๊ะรับต่อ เสียงปรบมือค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในจังหวะเดียวกันจนบูมได้ยินชัดเหนือเสียงดนตรี
เขาลองหยุดมือ แต่เสียงจากคนดูกลับยังดำเนินต่อ
บูมหันไปหาเรียวด้วยสีหน้าเหมือนไม่แน่ใจว่าตัวเองเพิ่งทำอะไรสำเร็จ อีกฝ่ายยิ้มแล้วผายมือให้เขาเดินต่อไปข้างหน้า
คราวนี้บูมก้าวออกไปเอง
เขาไม่ได้คิดท่าใหม่ออกมากมาย เพียงใช้จังหวะที่เพิ่งทำได้เมื่อครู่ ก้าวไปสองครั้ง หยุด แล้วหันกลับมายื่นมือให้เรียว คนดูส่งเสียงตอบรับเมื่ออีกฝ่ายยอมเดินตาม
“ตามทันไหมครับ” บูมถาม พูดจบก็ยิ้มเหมือนตัวเองยังแปลกใจกับคำถามนั้น
เรียวเลิกคิ้ว “คุณอย่าเปลี่ยนใจกะทันหันก็แล้วกันครับ”
บูมเกือบหลุดจังหวะเพราะหัวเราะ แต่คราวนี้เขาไม่หยุด เขาก้าวต่อให้ทันเสียงกลอง แล้วดึงมือกลับเบา ๆ เป็นสัญญาณให้เรียวเปลี่ยนทิศตาม
อีกฝ่ายตามทันจริง ๆ
ความมั่นใจของบูมไม่ได้มาเป็นก้อนใหญ่ในครั้งเดียว มันค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจากก้าวที่ไม่พลาด จากท่าที่เรียวรับต่อได้ และจากเสียงคนดูที่ยังเชียร์แม้เขาจะหัวเราะกับความผิดพลาดของตัวเอง
เมื่อวนกลับมาถึงกลางเวที บูมก็ไม่ต้องกำมือเรียวแน่นเหมือนตอนเริ่ม เขาปล่อยมือออก ยืนเคียงกัน แล้วขยับตามท่าที่คุ้นขึ้นทีละน้อย
บางจังหวะยังไม่พร้อมกันเสียทีเดียว แต่พอเหลือบมองแล้วพบว่าเรียวก็กำลังมองมา ทั้งคู่กลับหัวเราะและปรับเข้าหากันได้โดยไม่ต้องพูด
ทำนองหลักของเพลงวนกลับมาอีกครั้ง บูมจำได้ว่าหลังจากนี้จะเป็นท่อนสุดท้าย เขาหันกลับไปหาเรียว ยังหายใจไม่ทันนัก แต่รอยยิ้มกลับกว้างกว่าเดิม
“เหนื่อยแล้วหรือครับ” เรียวถาม
บูมส่ายหน้า ก่อนยอมรับทั้งหัวเราะ “เหนื่อยครับ แต่ยังไม่อยากให้จบ”
เรียวหัวเราะตาม แล้วพยักหน้าไปยังกลางเวที
“งั้นเก็บแรงไว้จบพร้อมกันครับ”
บูมก้าวกลับไปหาเขาตามเสียงกลอง คราวนี้ไม่ต้องก้มมองเท้าอีก
เรียวดึงเขาเข้าใกล้โดยจับที่เอวหลังบูมพยักหน้า ผิวเปียกเหงื่อแนบกัน ความแข็งของทั้งคู่เสียดสีกันตรงกลาง บูมครางต่ำ ๆ แล้วซบหน้าลงบนไหล่เรียวชั่วขณะ
“อย่าหายไปไหนนะ” เรียวกระซิบ “ให้คนดูเห็นหน้าคุณ”
บูมเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เรียวประคองท้ายทอยเขาไว้หลวม ๆ ทั้งคู่บดตัวเข้าหากันตามจังหวะสุดท้ายของเพลงโดยไม่ก้าวข้ามสิ่งที่ตกลงไว้
“ผมอยากรู้ว่าถ้าไม่มีไฟ ไม่มีคนดู จะรู้สึกเหมือนกันไหม” บูมกระซิบ
เรียวยิ้มข้างหู “เก็บคำถามนั้นไว้หลังเลิกงานครับ คืนนี้ให้เวทีชนะไปก่อน”
ดนตรีพุ่งถึงจุดสูงสุด แสงขาวกะพริบหนึ่งครั้งแล้วดับลง บูมกับเรียวยืนกอดประคองกันในความมืด หายใจแรง เสียงปรบมือและเรียกชื่อดังต่อเนื่องราวกับไม่มีวันจบ
ก่อนม่านปิด บูมรู้แล้วว่าความรู้สึกที่ทำให้เขาหลงอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เพียงการเปลือย ไม่ใช่เพียงสัมผัสของเรียว
มันคือการได้เลือกเปิดเผยตัวเอง แล้วพบว่าคนทั้งห้องยังต้อนรับเขาอยู่