ahlideen โพสต์ 2026-6-4 23:28:24

แปลที่แปลว่าควย 4

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ahlideen เมื่อ 2026-7-1 23:24

เสียงสัญญาณออดหมดเวลาของคาบเรียนสุดท้ายดังขึ้น เป็นสัญญาณแห่งความอิสระที่ทุกคนรอคอย หลังจากที่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งจดเลกเชอร์อยู่นานหลายชั่วโมง ผมกับกลุ่มเพื่อนสนิทในเอกเดียวกันต่างก็รีบเก็บสมุดปากกายัดใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว ความหิวโหยเข้าจู่โจมจนเราแทบไม่ต้องคิดอะไรกันเยอะ จุดหมายปลายทางแรกของพวกเราคือโรงอาหารลานอิฐ สถานที่ยอดฮิตของชาวคณะ
บรรยากาศที่โรงอาหารค่อนข้างพลุกพล่านไปด้วยเต่านักศึกษาที่เพิ่งเลิกเรียนเหมือนๆ กัน พวกเรานั่งกินข้าวเที่ยงไปพลาง พูดคุยหยอกล้อกันตามประสาวัยรุ่น แลกเปลี่ยนเรื่องราวไร้สาระจนกระทั่งจานข้าวว่างเปล่า เมื่ออิ่มท้องแล้ว ความคิดที่จะแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเองก็เริ่มต้นขึ้น โชคดีเหลือเกินที่ช่วงบ่ายของวันนี้ไม่มีเรียนแล้ว เพราะอาจารย์ผู้สอนดันประกาศยกเลิกคลาสไปตั้งแต่เมื่อวาน ถือเป็นลาภอันประเสริฐที่ทำให้วันพฤหัสบดีของผมกลายเป็นวันหยุดครึ่งวันในทันที
แดดภายนอกอาคารเรียนค่อนข้างแรงและอากาศร้อนอบอ้าวเกินกว่าจะไปเดินเล่นที่ไหน ใจของผมลอยกลับไปที่หอพักเรียบร้อยแล้ว ในหัวคิดถึงเตียงนอนนุ่มๆ และแอร์ฉ่ำๆ ที่จะช่วยดับความร้อนจากภายนอก แต่ก่อนที่จะกลับไปนอนเล่นให้หนำใจ ร่างกายมันเรียกร้องความสดชื่นจากเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้ว ผมจึงตัดสินใจแวะเข้าคาเฟ่เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมันแถวนั้น เป็นร้านประจำที่มีแอร์เย็นฉ่ำและซ่อนตัวอยู่ในมุมที่ค่อนข้างสงบเมื่อผลักประตูประตูกระจกเข้าไป กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วและเบเกอรี่อบใหม่ก็อบอวลไปทั่วทั้งร้าน ช่วยให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวจากอากาศร้อนดีขึ้นเป็นกอง ผมเดินตรงไปที่หน้าเคาน์เตอร์แล้วสั่งเมนูโปรดที่กินกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ"เอาสตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้กปั่นแก้วหนึ่งครับ"พนักงานรับออเดอร์พร้อมรอยยิ้ม ในขณะที่ผมกำลังจะล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อควักเงินเตรียมจ่ายค่าเครื่องดื่ม สายตาจับจ้องไปที่หน้าจอดิจิทัลตรงหน้า ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงกระแอมเบาๆ ดังขัดจังหวะมาจากทางด้านหลัง"อะแฮ่ม..."เสียงนั้นทุ้มต่ำและมีความคุ้นเคยอย่างประหลาด จนทำให้ผมต้องชะงักมือแล้วหันกลับไปมอง บุคคลที่ยืนอยู่ข้างหลังทำเอาผมตาโตด้วยความประหลาดใจ... เป็น 'พี่อิน' นั่นเอง!"เดี๋ยวพี่จ่ายให้ครับ" พี่อินพูดกับผมด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนที่เขาจะหันไปสั่งน้ำของตัวเองกับพนักงานอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้ปฏิเสธหรือเกรงใจเลยสักนิด จากนั้นเขาก็หันมามองผมแล้วพูดต่อ "ไปหาที่นั่งคุยกันเถอะ"เราสองคนเดินเลือกที่นั่งกันครู่หนึ่ง จนกระทั่งได้โต๊ะตรงระเบียงด้านข้างของร้าน แถวนี้ค่อนข้างเป็นส่วนตัวและห่างจากคนอื่นพอสมควร เหมาะแก่การนั่งคุยกันโดยไม่มีใครมารบกวน ลมโชยมาเบาๆ พอให้ไม่รู้สึกอึดอัด
ในระหว่างที่รอเครื่องดื่ม ผมถือโอกาสนี้มองสำรวจพี่อินอย่างเงียบๆ วันนี้แกอยู่ในชุดลำลองสบายๆ ซึ่งค่อนข้างต่างออกไปจากลุคเดิมๆ ที่ผมเคยเห็นตามปกติ พี่อินสวมเสื้อยืดคอกลมสีพื้นเรียบๆ ที่เน้นรูปร่างสมส่วน คู่กับกางเกงยีนส์สีซีดทรงพอดีตัวที่ขับให้ช่วงขายาวดูเด่นขึ้น บนศีรษะมีหมวกแก๊ปทรงสปอร์ต และสวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆ หน่อย แต่ดูออกเลยว่าเป็นแบรนด์เนมและมีราคา การแต่งตัวที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายนี้ พอมันอยู่บนตัวพี่อินแล้วกลับดูเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ แกดูดี มีเสน่ห์เหลือเกินจนผมแทบจะละสายตาไม่ได้ดูเหมือนว่าสายตาของผมที่จ้องมองแกนานเกินไปจะทำให้พี่อินรู้ตัว แกผลิยิ้มกวนๆ ส่งมาให้พร้อมกับเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า"หลงเสน่ห์พี่เข้าแล้วละสิ"คำพูดตรงๆ นั้นทำให้ผมถึงกับหน้าร้อนผ่าว รีบกระแอมแก้เก้อเพื่อกลบเกลี่ยความเขินอายของตัวเอง โชคดีที่ในจังหวะนั้นมีเสียงเรียกจากพนักงานให้ไปรับเครื่องดื่มที่สั่งพอดี ช่วยชีวิตผมไว้ได้ทันเวลา ผมมองตามแผ่นหลังกว้างของพี่อินที่เดินไปหยิบแก้วน้ำ แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะแก้วมือถือแก้วเครื่องดื่มพอนั่งลง แกก็ยักคิ้วให้ข้างหนึ่งแล้วพูดต่อเหมือนยังไม่ยอมจบเรื่องเมื่อครู่ "ว่าไง... วันนี้พี่หล่อใช่ไหมล่ะ?"ผมทำหน้าหมั่นไส้ใส่แกไปหนึ่งที หมั่นไส้ในความมั่นใจเกินร้อยของคนตรงหน้า เออดียอมรับก็ได้ว่าหล่อจริง แต่อย่าหวังว่าจะพูดให้อายไปมากกว่านี้เลย ผมจึงรีบพูดเปลี่ยนเรื่องทันทีเพื่อเอาตัวรอด"อืม... แล้วพี่อินมาทำไรแถวนี้ล่ะครับ?"
พี่อินยกแก้วน้ำขึ้นดูดดับกระหายเล็กน้อย ก่อนจะตอบคำถาม "มาซื้อเสบียงของใช้น่ะ..." แกเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนกลายเป็นเสียงอ่อยๆ ดูมีเลศนัย "ที่จริง... พี่ต้องแวะร้านขายยาด้วย""ทำไม... พี่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?" ผมถามกลับทันทีด้วยความรวดเร็ว ความเป็นห่วงมันแล่นเข้ามาในหัวจนอดยกมือขึ้นมาแทบจะจับตัวแกตรวจดูไม่ได้ กลัวว่าแกจะไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าถึงต้องเข้าท่องเที่ยวในร้านยาแต่แทนที่พี่อินจะตอบแบบจริงจัง แกกลับยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ก่อนจะยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้จนผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของแกที่เป่ารดผิวหน้า พี่อินจ้องลึกเข้ามาในตาของผม ราวกับจะค้นหาคำตอบบางอย่าง แล้วพูดคำที่ทำให้หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะ"เป็นห่วงพี่เหรอ" หลังจากนั้น แกก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิม จนริมฝีปากแทบจะชิดกับใบหูของผม แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าลุ่มลึก "พี่จะซื้อเจลหล่อลื่นน่ะ"
คำพูดนั้นเหมือนกระแสไฟฟ้าววิ่งพล่านไปทั่วร่าง ผมสะดุ้งเฮือกจนหน้าร้อนฉ่าและแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เพราะพี่อินแกล้งเป่าลมเบาๆ ใส่หูผมหลังจากพูดจบด้วย ความทรงจำใน คืนนั้น ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ คืนที่เราสองคนใช้ปากปรนเปรอให้กันและกันที่ฐานปฏิบัติการ... ความรู้สึกซาบซ่านและวาบหวามในตอนนั้นยังเด่นชัดอยู่ในหัวใจ"พี่ไม่อยากให้น้องดีนเจ็บ" พี่อินพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและหยอกเย้ามาให้"บ้า... หล่อ.. แต่.. ไม่ลื่น" ผมพึมพำเสียงขลุกขลิกในคอ พูดมั่วๆ ออกไปเพื่อแก้เขินอายก้มหน้าหลบสายตาคมคู่นั้น"ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าพี่หล่อ" พี่อินจับไต๋ได้ แกหัวเราะร่วนในลำคออย่างชอบใจที่เห็นผมไปไม่เป็น
ด้วยความหมั่นไส้บวกกับความเขินจนสติเริ่มเตลิด ผมเลยสวนกลับไปแบบไม่ทันคิด "เตรียมถุงยางด้วย... ไม่งั้นไม่ยอม"พอคำพูดนั้นหลุดออกจากปากไปปุ๊บ ผมก็อยากจะยกมือขึ้นมาตบปากตัวเองปั๊บทันที! นี่กูพูดอะไรออกไปเนี่ย!"ใส่ถุงแล้ว..เย็ด..ได้ใช่ไหม.." พี่อินทำตาระยิบระยับ น้ำเสียงกระริกกระรี้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น แต่แล้วจู่ๆ แกก็ปรับเปลี่ยนสีหน้าทำหน้าสลดลงอย่างรวดเร็ว จนผมปรับอารมณ์ตามไม่ทัน"ทำไม....." ผมอดถามไม่ได้ด้วยความสงสัยในท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับรถไฟเหาะของแกพี่อินขยับตัวเล็กน้อย ถ่างขาออกห่างจากกัน แล้วก้มลงมองที่เป้ากางเกงของตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงระเหี่ยใจ "ก็...ถุงยางไซส์พี่หายากอ่ะ"พูดจบไม่พูดเปล่า แกยังแกล้งทำท่าทางล้อเลียน ทำเหมือนกำลังซอยโยกตัวไปมาประกอบคำอธิบายหน้าตาเฉย!"คร้าบบบ.... พ่อคนหล่อ....ดอใหญ่... และยาวมากกก" ผมลืมตัวพูดเสียงประชดประชันแดกดันออกไปอย่างเหลืออด ก่อนจะรีบตะครุบปากตัวเองแล้วมองซ้ายมองขวาด้วยความเลิกลัก กลัวว่าคนในคาเฟ่จะได้ยินสิ่งที่พวกเราคุยกันพี่อินหัวเราะชอบใจเสียงดังลั่นอย่างมีความสุขที่แกล้งผมได้สำเร็จ
ที่จริงแล้ว... ตัวผมเองไม่มีความรู้เชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเรื่องถุงยางอนามัยพวกนี้เลยสักนิด อ่านเจอแต่ในตำรับตำราเรียนวิชาสุขศึกษาเท่านั้น อย่าว่าแต่เคยนำมาใช้งานจริงเลย ขนาดจะหยิบจะจับของจริงผมยังไม่เคยทำด้วยซ้ำไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขนาดของผู้ชายแต่ละคนมันกี่มิลลิเมตร และต้องใช้ถุงยางเบอร์ไหนถึงจะเหมาะสมกับขนาดของตัวเองถ้าจำไม่ผิด ตอนที่เรียนอยู่ปี 4 เคยมีกิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่มีการแจกถุงยางอนามัยฟรีในช่วงเทศกาลแห่งความรัก (วันวาเลนไทน์) ตอนนั้นด้วยความคึกคะนองและตื่นเต้นตามประสาวัยรุ่น ผมก็เคยไปต่อแถวรับมากับเขาด้วยเหมือนกัน พอกลับมาที่ห้องก็ลองแกะเอามาใส่ดูเล่นๆ คนเดียวด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ก็นั่นแหละ... แค่ลองใส่ดูเฉยๆ ไม่เคยได้นำไปใช้งานจริงๆ กับใครเลยจนถึงตอนนี้ในระหว่างที่บรรยากาศระหว่างเราสองคนกำลังอบอวลไปด้วยความหวานปนทะเล้น จู่ ๆ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนก็เดินตรงเข้ามายังโต๊ะของเรา"สวัสดีครับครูดีน"เสียงทักทายที่ดังขึ้นทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นกลุ่มเพื่อนทหารนอกเครื่องแบบของพี่อินนั่นเอง ดีนะที่พวกเขาไม่ได้ยกมือไหว้ผมจริงๆ แค่เอ่ยทักทายด้วยสรรพนามแซวเล่นเฉยๆ"พวกผมขอนั่งด้วยคนดิ" หนึ่งในกลุ่มเพื่อนของพี่อินเอ่ยปากขอร่วมโต๊ะ พร้อมกับทำท่าจะดึงเก้าอี้รอบๆ เข้ามา"เก้าอี้ไม่พอ" พี่อินรีบบอกปัดทันควัน น้ำเสียงและสีหน้าเปลี่ยนเป็นนิ่งขรึมตามสไตล์ผู้บังคับบัญชาทันที "เดี๋ยวพวกแกก็ต้องไปทำธุระต่อไม่ใช่หรือไง"แต่ดูเหมือนกลุ่มเพื่อนของเขาจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พวกพี่ๆ เขายังคงเซ้าซี้และส่งสายตาล้อเลียนมาที่ผมกับพี่อินสลับกันไปมา จนพี่อินต้องจิ๊ ปากอย่างขัดใจ แล้วพูดตัดบทเสียงแข็ง"ไม่ได้... กูคุยเรื่องเรียนอยู่"ผมได้แต่นั่งเงียบและแอบลอบยิ้มขำอยู่คนเดียว เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าสิ่งที่พวกพี่ๆ ทหารกลุ่มนี้กำลังทำ คือการแกล้งกวนประสาทและแซวพี่อินเล่นสนุกๆ เท่านั้น ส่วนเรื่อง "คุยเรื่องเรียน" ที่พี่อินยกมาอ้างน่ะเหรอ... หันไปมองหน้าแกตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเรียนหลักสูตรไหนอยู่! ก็วิชา “แปล” นั่นแหละหลังจากที่กลุ่มเพื่อนทหารของพี่อินยอมล่าถอยและเดินจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะทิ้งท้าย บรรยากาศที่โต๊ะริมระเบียงก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง แสงแดดยามบ่ายเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนๆ ลมพัดพากลิ่นอายของความอบอุ่นเข้ามาในคาเฟ่ผมมองดูพี่อินที่กำลังดูดน้ำในแก้วต่อด้วยท่าทางสบายๆ สลัดคราบทหารผู้น่าเกรงขามออกไป เหลือเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่มีเสน่ห์ล้นเหลืออยู่ตรงหน้า ความเขินอายในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด แม้ว่าบทสนทนาของพวกเราจะเต็มไปด้วยคำหยอกล้อเรื่องทะลึ่งตึงตังไปบ้าง แต่สายตาที่พี่อินมองมา... สายตาที่เต็มไปด้วยความใส่ใจและความอ่อนโยนนั้น มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษสำหรับเขาจริงๆ พี่อินยอมเล่าชีวิตของตนเองว่า หลังจากเรียนจบ ปวช. สาขาช่างยนต์ ก็ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยในฐานะลูกชายคนเดียวของครอบครัวเจ้าของโรงสีข้าวในจังหวัดสุพรรณบุรี ช่วงเวลานั้นเขาไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนในชีวิตวันหนึ่งกลับเกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อมีครอบครัวหนึ่งพาหญิงสาววัยไล่เลี่ยกันมาที่บ้าน พร้อมกล่าวหาว่าพี่อินต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น แม้เขาจะปฏิเสธและอ้างว่าอยู่ในสภาพไม่พร้อมรับรู้เหตุการณ์ในวันนั้น แต่เรื่องราวกลับบานปลายจนกลายเป็นแรงกดดันจากทั้งสองฝ่าย สุดท้ายเขาถูกผลักเข้าสู่การแต่งงานโดยไม่ได้จดทะเบียน
ชีวิตหลังจากนั้นเต็มไปด้วยความอึดอัดและปัญหาภายในครอบครัวใหม่ ทำให้เขาเริ่มมองหาทางออก จนเมื่อถึงวัยเกณฑ์ทหาร เขาตัดสินใจสมัครเข้าเป็นทหารเกณฑ์เพื่อหลีกหนีปัญหาชีวิตเดิมเมื่อครบกำหนด เขาเลือกสมัครต่อและค่อย ๆ เติบโตในสายงานทหาร กลายเป็นทหารประทวนตามลำดับ หน้าที่การงานทำให้เขาเริ่มมีระเบียบชีวิตมากขึ้น และห่างจากความวุ่นวายในอดีต
เย็นวันศุกร์ผมกลับบ้าน เช้าวันเสาร์นั้น ผมได้รับสายจาก 'จ่านพ' แกบอกว่าจะขอคุยเรื่องตารางเวลาการเรียนการสอน และนัดให้ผมไปหาที่ฐานปฏิบัติการ สายๆ วันนั้นผมจึงอาบน้ำแต่งตัวออกเดินทางตามเวลา ปกติแล้วผมไม่เคยเฉียดกายมาแถวนี้เลย ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน เพราะมันไม่ใช่ทางผ่านกลับบ้าน
บรรยากาศในเช้าวันนี้ดูเงียบสงบ ทหารยามตรงทางเข้าที่คุ้นหน้าผมดีจึงปล่อยให้ผ่านไปอย่างสะดวก พร้อมเดินนำผมตรงไปยังบ้านพักของจ่านพ เขาเอ่ยขออนุญาตตามระเบียบ เมื่อได้รับเสียงตอบรับจากด้านใน ทหารยามก็ถอยกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง
เมื่อผมก้าวเข้าไปข้างใน ก็พบจ่านพในสภาพที่เหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ มีเพียงผ้าขนหนูผืนสั้นเต่อเหนือเข่าพันรอบเอวสอบหนาอย่างหมิ่นเหม่ ดูแล้วหวาดเสียวว่าปมผ้าจะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ แกบอกให้ผมนั่งรอที่เบาะ ก่อนที่แกจะหันไปจัดการตัวเอง สภาพห้องพักของแกดูไม่ต่างจากห้องของพี่อินเท่าไหร่นัก แต่ดูเหมือนจ่านพจะพักที่นี่คนเดียวโดยไม่ได้แชร์ห้องกับใคร
ผมกวาดสายตามองไปรอบห้องแก้เก้อ จนสุดท้ายสายตาก็วนกลับมาหยุดที่ร่างสูงใหญ่ของจ่านพอีกครั้ง แกสูงราวๆ 180 เซนติเมตร ผิวสีเข้มกรำแดด มีมัดกล้ามเนื้อสมส่วนกำลังดี ไม่ได้หนาเตอะจนเกินไปเหมือนพวกนักเพาะกาย แผงอกและหน้าท้องขึ้นลอนเป็นก้อนแข็งชัดเจน ในวัย 36 ปี แกอยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์ที่สมบูรณ์เต็มที่ ลายสักอักขระโบราณที่ลากยาวจากไหล่ซ้ายไปไหล่ขวาและลาดต่ำลงมาตรงกลางอก ยิ่งขับให้แกดูดิบเถื่อน สมกับเป็นชายชาติทหารนักรบ ประกอบกับหนวดเคราสีดำที่ขลิบแต่งอย่างเป็นระเบียบ ยิ่งเสริมลุคแดดดี้มาดอบอุ่น... บอกตรงๆ ว่าสเปคผมเลยแหละ
“ตามสบายนะน้อง... พี่ขอแต่งตัวแป๊บหนึ่ง”แกหันมาบอกพลันนั่งยอง ๆ รื้อกองเสื้อผ้าแถวนั้น วินาทีนั้นผ้าขนหนูร่นจนเผยให้เห็นสัดส่วนความเป็นชายแวบหนึ่ง แกเดินไปเดินมาหยิบจับโน่นนี่จนผ้าขนหนูสะบัดไหวไปตามจังหวะก้าวเดิน“กางเกงในวางไว้ไหนวะ... หาไม่เจอ” แกบ่นพึมพำกับตัวเองผมที่มองอยู่ได้แต่ทำตาปริบๆ ก่อนจะหลุดปากออกไปอย่างลืมตัว “เอ่อ... ให้ผมช่วยหาไหมครับ” ...ปากไวอีกแล้วกู!จ่านพชะงักไปเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตดีๆ คงไม่เห็นว่ามุมปากของแกแอบกระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แกเดินตรงมายืนค้ำหัวผม สิ่งที่นูนเด่นอยู่ใต้ผ้าขนหนูผืนบางนั้นอยู่ในระดับสายตาของผมพอดี... แทบจะชนหน้าอยู่แล้ว“อ่ะ... ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยหา”แกว่าพลางหย่อนตัวลงนั่งบนเบาะข้างๆ ผม แกเหยียดขาทั้งสองข้างออกไปตรงๆ แล้วใช้ฝ่ามือลูบไล้นวดเฟ้นตั้งแต่หัวเข่าขึ้นมาถึงโคนขาอ่อน จังหวะนั้นผ้าขนหนูร่นขึ้นมาจนส่วนสงวนแทบจะโผล่ออกมาทักทาย ผมได้แต่มองตามตาค้าง อดคิดไม่ได้ว่าจ่านพกำลังตั้งใจยั่วผมอยู่ชัดๆ สมองของผมเบลอและตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ“น้องกินอะไรมายัง... เอากาแฟไหม” เสียงของจ่านพช่วยดึงสติผมให้กลับคืนมา “กินมาแล้วครับ” ผมตอบอ้อมแอ้ม
“น้อง... นวดเป็นไหม” จู่ ๆ แกก็เปลี่ยนเรื่องถามขึ้นมาดื้อๆ “เอ่อ... พอได้ครับ ผมนวดให้แม่บ่อยๆ” ผมตอบไปตามความจริง“งั้น... ช่วยนวดให้พี่หน่อยสิ ขาตึง ปวดหลังไปหมดเลย” แกพูดพลางทำท่าทุบขาและทุบหลังตัวเองประกอบ “ก็ได้ครับ” ผมตกปากรับคำ ...เอาวะ ถือว่าช่วยเหลือกำลังพลรั้วของชาติ“เริ่มตรงไหนก่อนดีครับ”“หลังก่อนเลย” แกว่าพลางพลิกตัวหันหลังให้
ผมคิดในใจว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แกจะได้ไม่เห็นสีหน้าของผมว่ากำลังคิดฟุ้งซ่านอะไรอยู่ ทันทีที่ฝ่ามือของผมสัมผัสลงบนผิวเนื้อ แผ่นหลังของแกตึงและแข็งแกร่งมาก ผมเริ่มบีบเค้นจากไหล่กว้าง ก่อนจะไล่ระดับลงมาตามแผ่นหลังหนาและเอวสอบ นวดวนเวียนอยู่อย่างนั้นพักใหญ่
“น้อง... เปลี่ยนมานวดด้านหน้าด้วยสิ” แกเอ่ยเสียงพร่าพร้อมขยับเปลี่ยนท่าทางจ่านพพลิกตัวนอนหงายเหยียดขากว้าง หัวหนุนหมอน แกจัดแจงปัดผ้าขนหนูผืนสั้นนั้นให้เข้าที่ แต่มันก็แทบจะปิดอะไรไว้ไม่มิดเลย ผมขยับไปนั่งลงที่ปลายเท้า เริ่มนวดตั้งแต่ฝ่าเท้า หน้าแข้ง ไล่ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเลยหัวเข่า และแล้วสายตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งใต้ผ้าขนหนูที่เริ่มขยายตัวจนดันเนื้อผ้าสั่นระริกผมเงยหน้าขึ้นมอง แกกำลังส่งยิ้มกรุ้มกริ่มมาให้ เหมือนจงใจให้ส่วนนั้นผงาดขึ้นมาท้าทายตบะของผม ผมรีบเรียกสติอันน้อยนิดกลับมาแล้วเอ่ยบอกแก “ผมนั่งท่านี้ดีกว่าครับ...”
ผมตัดสินใจหันหลังให้แก ขยับตัวขึ้นไปคุกเข่าคร่อมขาทั้งสองข้างของแกไว้โดยไม่ได้ทิ้งน้ำหนักลงไป ท่าคุกเข่าที่ต้องบีบนวดหน้าแข้งไปพร้อมๆ กัน ทำให้สะโพกของผมต้องโยกย้ายขึ้นลงเป็นจังหวะ และยิ่งขยับตัวขึ้นสูง บั้นท้ายของผมก็ยิ่งขยับเข้าใกล้จุดกึ่งกลางกายของจ่านพมากขึ้นที

nuangnut1996 โพสต์ 2026-6-5 00:10:57

สนุกมากครับ

llxkpak โพสต์ 2026-6-5 02:04:48

ลุ้นอะ มาต่อไวไวนะ

oaty โพสต์ 2026-6-5 02:38:02

ลุ้นๆครับ

lekthai โพสต์ 2026-6-5 06:28:06

ขอบคุณนะครับ

armokung โพสต์ 2026-6-5 06:28:38

พี่อินครับ จ่านพจะตีฐานที่มั่นของน้องดีนแล้วครับ{:5_135:}

ดอกม่วง โพสต์ 2026-6-5 06:49:30

ลุ้นๆ ครูดีนจะได้ดุ้นของใครในค่ายเป็นดุ้นแรก

romio7 โพสต์ 2026-6-5 20:23:20

เหมาหมดค่ายเลยครับ อย่าให้เสียชื่อ555

J.Scot โพสต์ 2026-6-5 22:45:17

ขอบคุณมากครับ

xoman โพสต์ 2026-6-5 23:09:45

สนุกมากครับ

popn โพสต์ 2026-6-6 08:48:13

ขอบคุณครับ

tttmk โพสต์ 2026-6-6 09:42:03

ขอบคุณครับ

Kedoo89 โพสต์ 2026-6-6 14:19:07

ขอบคุณครับ

zambaloo โพสต์ 2026-6-7 19:20:35

สนุกดี

PHAI30 โพสต์ 2026-6-7 23:32:03

ขอบคุณครับ

tidchoo2 โพสต์ 2026-6-8 06:24:26

สบายตัวไปเลย ขอบคุณนะครับ

Intra โพสต์ 2026-6-10 17:09:53

ไอ้ไม่ตั้งใจนี่แหละ ดูธรรมชาติน่าล่อ

Intra โพสต์ 2026-6-10 17:10:00

ไอ้ไม่ตั้งใจนี่แหละ ดูธรรมชาติน่าล่อ

fortunateth โพสต์ 2026-6-11 03:59:56

ขอบคุณครับ

ninenut โพสต์ 2026-6-11 09:06:46

ขอบคุณครับ
หน้า: [1] 2 3
ดูในรูปแบบกติ: แปลที่แปลว่าควย 4