ahlideen โพสต์ 2026-5-30 01:26:58

แปลที่แปลว่าควย 1

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ahlideen เมื่อ 2026-7-1 22:51

สวัสดีครับ... ผมเป็นเด็กหนุ่มที่เติบโตมาจากปลายด้ามขวานของประเทศไทย ดินแดนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าค้นหา หลังจากที่เรียนจบชั้นมัธยมปลาย ก้าวสำคัญในชีวิตก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อผมสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐ ณ วิทยาเขตปัตตานี ในช่วงเวลานั้น สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ปะทุขึ้นและทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ภาพของกองกำลังทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงจากนอกพื้นที่ที่ถูกส่งเข้ามาตรึงกำลังรักษาความสงบกระจายไปทั่วทุกตารางนิ้วของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงกลายเป็นเรื่องชินตาแต่สำหรับเด็กปี 1 อย่างผมที่ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัยอันอบอุ่น เรื่องราวเหล่านั้นดูเหมือนจะห่างไกลจากความรู้สึกไปสักหน่อย วันจันทร์ถึงวันศุกร์มีเพียงจักรยานคู่ใจคอยปั่นไปเรียนตามตึกต่างๆ พอถึงวันเสาร์อาทิตย์ถ้าหากนึกขยันขึ้นมาบ้าง ก็จะปั่นออกไปสูดอากาศและหาของกินที่ตลาดนัดหรือไม่ก็สวนสมเด็จฯ ชีวิตเรียบง่ายราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกจนกระทั่งขยับขึ้นมาอยู่ปี 2 ชีวิตวัยรุ่นของผมเริ่มมีอิสระโลดแล่นมากขึ้นเมื่อย้ายออกมาอยู่หอนอก และมีรถจักรยานยนต์เป็นของตัวเอง หลังจากที่ใช้ชีวิตเพลิดเพลินจนไม่ได้กลับบ้านนานหลายสัปดาห์ เสียงโทรศัพท์จากปลายสายของผู้เป็นแม่ที่เอ่ยปากตามด้วยความอ้อนวอนชวนให้คิดถึง บ้านเกิดรั้งให้ผมตัดสินใจบิดคันเร่งรถคู่ใจกลับบ้านทันทีหลังเลิกเรียนในเย็นวันศุกร์ตลอดเส้นทางสายเปลี่ยว ยามแสงแดดเริ่มอ่อนแสงลง ผมต้องขับรถผ่านด่านตรวจทหารและจุดความมั่นคงเป็นระยะๆ กรวยยางสีส้มและแผงกั้นเหล็กถูกวางสลับฟันปลาซิกแซกไปมา ราวกับสนามทดสอบทักษะการขับขี่เพื่อขอใบอนุญาต บางด่านเจ้าหน้าที่ก็ส่งสัญญาณให้หยุดตรวจอย่างเข้มงวด แต่บางด่านกลับโบกมือปล่อยผ่านอย่างง่ายดาย อาจเป็นเพราะพวกเขาสังเกตเห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแล็กซ์ที่เป็นชุดนักศึกษาของผมก็เป็นได้และในจังหวะที่ต้องชะลอรถนี่เอง สายตาของผมมักจะเผลอไปโฟกัสที่พี่ๆ ในเครื่องแบบเหล่านั้น... ยอมรับเลยว่าส่วนใหญ่หุ่นดีจนน่าใจหาย ทรงผมตัดสั้นเกรียนรับกับใบหน้า คมเข้ม ร่างกายสูงใหญ่ ล่ำสัน เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นตึงภายใต้ชุดลายพราง บางคนผิวขาวจัดออร่าจับจนหัวใจดวงน้อยๆ ของผมแอบสั่นไหวอย่างห้ามไม่ได้ คงเป็นเพราะลึกๆ แล้วผมเองก็มีความหลงใหลในคนเครื่องแบบอยู่เป็นทุนเดิม แต่พอได้ยินสำเนียงที่พวกเขาใช้ตะโกนคุยกัน ก็รู้ทันทีว่าชายหนุ่มเจ้าของร่างกำยำเหล่านี้ล้วนเดินทางมาจากต่างถิ่นแดนไกลแน่นอนกระทั่งรถแล่นมาจนใกล้จะเข้าเขตหมู่บ้านของตัวเอง ด่านตรวจสุดท้ายก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า จากระยะไกล ผมมองเห็นร่างของทหารสองสามนายในชุดสนามเต็มยศกำลังยืนโบกมือส่งสัญญาณให้ผมนำรถเข้าจอดข้างทาง“น้อง... มาจากไหนครับ?”เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้นเป็นคนแรก ผมเงยหน้าขึ้นมองสบตากับชายหนุ่มเจ้าของคำถามในชุดลายพรางเขียวที่มีอาวุธปืนพาดอยู่บนบ่าไหวๆ ‘เฮ้ย... มันหล่อว่ะ’ ผมอุทานในใจ ใบหน้าของเขาแม้จะคล้ำแดดไปบ้างตามประสาคนลุยงานภาคสนาม แต่มันกลับขับเน้นให้ดูดิบเถื่อนและเซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูก ทว่าพอตั้งสติได้ ผมก็แอบเซ็งกับคำถามเดิมๆ ที่ต้องตอบซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาเกือบทุกด่าน “ผะ... ผมมาจากมหาวิทยาลัยครับ” ผมเค้นเสียงตอบกลับไปเบาๆ ร่างกายแอบประหม่าจนเสียงสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้“เรียนที่ไหนล่ะเรา?” ชายหนุ่มคนเดิมยังคงรุกไล่ถามต่อ สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่ใบหน้าของผมคล้ายกำลังสำรวจ“ม.อ. ครับพี่”“แล้วนี่กำลังจะไปไหน?”“กลับบ้านครับ”ผมพยายามตอบด้วยถ้อยคำที่สุภาพที่สุด เท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้ (ตามปกติแล้ว คนในพื้นที่ถ้าไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พูดภาษาใต้หรือภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาแม่ ก็มักจะพูดภาษาใต้ไม่ได้ เวลาสื่อสารจึงต้องใช้ภาษาไทยกลางสำเนียงมาตรฐานเป็นหลัก)“แล้วบ้านอยู่แถวไหนล่ะ?” พี่ทหารคนเดิมถามย้ำ น้ำเสียงดูจริงจังจนบรรยากาศเริ่มอึดอัด“ไอ้พง! มึงถามน้องดีๆ หน่อยสิวะ ดูซิ... น้องกลัวจนตัวสั่นหมดแล้วนั่น”เสียงทุ้มกังวานของทหารอีกนายที่ยืนอยู่ข้างๆ แทรกขึ้นมา น้ำเสียงแฝงความขี้เล่นและนุ่มนวลกว่าคนแรกอย่างเห็นได้ชัด ผมแอบคิดในใจอย่างประชดประชันว่าเออ... ถ้าตอบมั่วๆ ไป เขาจะรู้ไหมเนี่ย แต่ในความเป็นจริง ผมทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งๆ แล้วชี้มือไปทางข้างหน้า“ก็แถวนี้แหละพี่ เลี้ยวตรงทางแยกข้างหน้านั้น ไปอีกนิดเดียวก็ถึงบ้านแล้วครับ”“ห้ะ! จริงดิ?” พี่ทหารที่ชื่อพงอุทานออกมาทันที ใบหน้าคมเข้มนั้นเผยรอยยิ้มกว้างและแววตาเป็นประกาย เหมือนจะดีใจเสียเต็มประดาจนออกนอกหน้า“น้อยๆ หน่อยมึง เจอคนน่ารักเข้าหน่อยทำเป็นตื่นเต้นนะไอ้พง” พี่ทหารอีกคนแซวขัดขึ้นมา พร้อมกับก้าวขาเข้ามาใกล้รถของผมมากขึ้นคำพูดนั้นทำให้ผมทำตัวไม่ถูก ได้แต่ส่งยิ้มเขินอายจนแก้มทั้งสองข้างเริ่มร้อนผ่าว ในใจคิดเตลิดไปไกล... อะไรกัน นี่พี่มองว่ากูน่ารักเหรอ? กูแค่เป็นเด็กเรียบร้อยเองนะ“แหม่... ทำมาเป็นว่ากูนะไอ้อิน มึงเองก็ใช่ย่อยซะที่ไหน” พี่พงหันไปแขวะเพื่อนขำๆ “ดูสิ คำพูดคำจาของมึง ทำเอาน้องเขาเขินจนหน้าแดงแป๊ดไปหมดแล้วเนี่ย”คำหยอกล้อนั้นทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหันไปมองทหารคนที่ชื่อ ‘อิน’ อย่างเต็มตา พี่อินเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างหนา กรรเชียงผายกว้าง และดูสูงใหญ่กว่าพี่พงอยู่เล็กน้อย ริมฝีปากของเขาดูคล้ำเข้มขึ้นนิดหน่อยซึ่งน่าจะเกิดจากการสูบบุหรี่ตามประสาชายชาติทหาร แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผมที่สุดคือดวงตาหวานซึ้งคู่นั้น มันมีเสน่ห์ล้ำลึกอย่างประหลาด ยามที่เขาจ้องมองมามันชวนให้รู้สึกสยิวและเคลิบเคลิ้มอยู่ลึกๆ ในอก“พวกมึงสองคนน่ะ เลิกหลีเด็กแล้วให้น้องเขาไปได้แล้ว จะตามไปส่งถึงเตียงนอนที่บ้านเลยหรือไงวะ” เสียงตะโกนจากทหารนายที่สามที่ยืนอยู่ถัดไปร้องเตือนเสียงดัง“เออๆ รู้แล้วน่า!” พี่อินหันไปตะโกนตอบเพื่อน ก่อนจะหันใบหน้าหล่อเหลากลับมาส่งยิ้มหวานให้ผม แล้วเอ่ยถามเสียงนุ่ม “แล้ว... น้อง...ชื่อ??”ผมกระพริบตาปริบๆ น้อง...?? อะไรของพี่อีกเนี่ย เมื่อไหร่จะปล่อยให้ผมขี่รถไปสักที... อ้อ! ที่แท้จะถามชื่อ“ดีนครับ...” ผมตอบอุบอิบ“โอเคๆ น้องดีน... ไว้เจอกันใหม่นะจ๊ะ” พี่อินพูดพร้อมแววตาที่ส่งมาปิดท้ายมันช่างดูมีความหมายแฝงเร้นจนผมต้องรีบบิดคันเร่งหนีออกมาเช้าวันเสาร์อันเงียบสงบ เวลาประมาณเจ็ดโมงตรง แสงแดดอุ่นๆ เริ่มสาดส่อง ผมกำลังนั่งหันหลังให้กับถนนสายหลักในหมู่บ้านเพื่อรดน้ำแปลงต้นไม้เล็กๆ อยู่ที่หน้าบ้าน โดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่า มีกองกำลังทหารนับสิบนายกำลังเดินทิ้งระยะห่างกัน ลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยอยู่บนสองฝั่งถนน“น้องดีน... ทำอะไรอยู่ครับ?”เสียงทักทายที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้ผมสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เพราะตามปกติแล้ว ทั้งที่บ้านและชาวบ้านในละแวกนี้ไม่มีใครสื่อสารด้วยภาษาไทยกลางกันเลย ผมรีบหันขวับไปมองตามเสียงทันที แล้วก็ต้องเบิกตาโตเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของทหารสองนายเมื่อวานนี้ กำลังเดินปรี่ตรงเข้ามาหาผมด้วยท่าทางมาดมั่นวินาทีนั้น ผมอุทานด่าตัวเองในใจอย่างบ้าคลั่งว่า ‘ฉิบหายแล้ว! ไม่ทันแล้ว!’สภาพของผมในตอนนี้มันช่างล่อแหลมและไม่พร้อมต้อนรับแขกเอาเสียเลย ผมสวมเพียงกางเกงขาสั้นเนื้อบางเฉียบเพียงตัวเดียว ท่อนบนเปลือยเปล่าโชว์แผ่นอกและผิวกายขาวเนียน และที่สำคัญที่สุดคือ... ผมไม่ได้สวมกางเกงใน! ปกติแล้วผมไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาพล่อนจ้อนน่าหวาดเสียวแบบนี้เวลาอยู่หน้าบ้านเด็ดขาด เพราะบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ติดริมถนนและไม่มีรั้วรอบขอบชิดคอยบดบังสายตาเลยสักนิดผมพยายามกวาดสายตาเลี่ยงไปข้างหลังของทั้งสองคน เห็นทหารคนอื่นๆ ยืนคุมเชิงและสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ส่วนที่เหลือก็เดินเตร่ไปมาอย่างช้าๆ ในบริเวณนั้น“รด... รดน้ำต้นไม้อยู่ตรงนี้แหละครับ”ผมตอบกลับไปติดๆ ขัดๆ ทำตัวไม่ถูกและอารมณ์เริ่มกระเจิดกระเจิง เพราะในตอนนี้ สายตาคมกริบของพี่อินเอาแต่จับจ้องและกวาดมองมาที่เรือนร่างเปลือยท่อนบนของผมอย่างไม่วางตา แววตาของเขาดูวูบวาบและร้อนแรงจนผมรู้สึกเหมือนผิวเนื้อกำลังจะละลาย“น้องดีนผิวขาวจังเลยนะครับ... ทั้งที่เป็นคนใต้แท้ๆ” พี่อินเอ่ยชม เสียงกระซิบพร่าต่ำ สายตายังคงจับอยู่ที่แผ่นอกขาวๆ ของผม“ก็นิดหน่อยครับพี่...” ผมตอบเสียงแผ่ว ใบหน้าและลำคอเริ่มเห่อร้อนด้วยความอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี“ไอ้อิน!” พี่พงเรียกชื่อเพื่อนเสียงเข้ม คล้ายจะเอ็ดและปรามท่าทีคุกคามทางสายตาที่เพื่อนมีต่อผม ก่อนที่เขาจะหันมาคุยกับผมต่อด้วยน้ำเสียงปกติ “เออ... น้องดีน ปกติวันเสาร์อาทิตย์กลับบ้านบ่อยไหมครับ?”“ก็... ถ้ามีธุระที่บ้าน หรือถ้าแม่โทรมาตามให้กลับ ผมก็กลับครับ”ที่ผมต้องรีบอ้างถึงคนเป็นแม่ ก็เพราะว่าผมเป็นลูกติดแม่มาก เนื่องจากเป็นลูกชายคนสุดท้องของบ้านที่มีแต่พี่ชายล้วน และมีแม่เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว ส่วนพ่อไม่ค่อยได้เข้ามาวุ่นวายหรือสนใจผมเท่าไหร่นัก“แล้วน้องดีนเรียนสาขาอะไรอยู่เหรอครับ ตอนนี้อยู่ปีไหนแล้ว?” พี่พงยังคงชวนคุยต่ออย่างเป็นมิตร“เรียนเอกภาษาอังกฤษ อยู่ปีสองแล้วครับ”ผมตอบคำถามอย่างระมัดระวังตัวขั้นสุด ในหัวสมองเริ่มคิดระแวงไปต่างๆ นานาว่า พวกเขามาถามทำไมกันนะ? กำลังเก็บข้อมูลประวัติของกูอยู่หรือเปล่า? ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจ เพราะการยืนสนทนากับเจ้าหน้าที่ทหารท่ามกลางสถานการณ์ที่พร้อมจะเกิดเหตุร้ายได้ทุกเมื่อแบบนี้ มันชวนให้ระแวงเหลือเกินว่าพวกเขาจะสงสัยอะไรในตัวเราหรือเปล่า และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ... พวกผู้ก่อความสงบจะมองมาแล้วเห็นว่าเราสนิทสนมกับทหาร จนเหมาเข่งไปเองว่าเราเป็นสายให้ทางการไหม? ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดและเปราะบางเช่นนี้ ผมไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปตกเป็นเป้าสายตาของใครเลยจริงๆไม่นานนัก ความอึดอัดก็ถูกทำลายลงเมื่อมีเสียงทหารอีกนายตะโกนไล่หลังมา “ไปได้แล้วพวกมึง! เดินหน้าต่อ!”“งั้นพวกพี่ขอตัวไปปฏิบัติหน้าที่ก่อนนะน้องดีน พี่ชื่อพงนะ ส่วนไอ้หมอนี่ชื่ออิน” พี่พงเอ่ยลาพร้อมแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ“ครับ... พี่พง พี่อิน” ผมพยักหน้ารับ‘เฮ้อ... ไปได้สักที ผมลุ้นจนเยี่ยวจะเหนียวอยู่แล้วเนี่ย!’ ผมลอบถอนหายใจยาวเหยียด มองตามแผ่นหลังกว้างของทหารทั้งสองที่เดินห่างออกไปเข้าสู่ช่วงสายของวันอาทิตย์ วันหยุดที่ควรจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ผมกำลังนั่งเพลิดเพลินอยู่กับการดูละครจักรๆ วงศ์ๆ อยู่ในบ้านอย่างสบายอารมณ์ แต่แล้วความเงียบสงบก็ถูกทำลายลงเมื่อได้ยินเสียงคนกล่าวสลามทักทายตามวิถีท้องถิ่นดังก้องมาจากหน้าบ้าน พร้อมกับเสียงเรียกถามว่ามีใครอยู่ไหมด้วยสัญชาตญาณความระแวง ผมจึงค่อยๆ ย่องไปที่หน้าต่าง แอบแหวกม่านผืนหนาออกเพียงนิดเดียวเพื่อส่องดูว่าแขกผู้มาเยือนเป็นใคร (โดยปกติแล้ว บ้านของผมจะปิดประตู หน้าต่าง และรูดผ้าม่านปิดมิดชิดตลอดเวลา โดยเฉพาะฝั่งที่หันหน้าออกสู่ถนน เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด)สายตาของผมเหลือบไปเห็นผู้ใหญ่บ้านยืนทำหน้าตาเคร่งเครียดอยู่คู่กับนายทหารท่านหนึ่ง ดูจากบุคลิกและริ้วรอยบนใบหน้าน่าจะมีอายุราวๆ 35-40 ปี และที่ทำให้ผมใจหายวาบคือ... มีพี่อินยืนส่งยิ้มกริ่มอยู่ข้างหลังด้วย! เมื่อมองเลยไปที่รถกระบะทหารที่จอดติดเครื่องอยู่ริมถนน ก็เห็นพลทหารอีกประมาณ 5-6 นายรวมพลขับนั่งประจำการอยู่ครบครัน‘ซวยแล้ว! ผมไปทำความผิดร้ายแรงอะไรไว้หรือเปล่าวะเนี่ย!’ความกังวลและความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย หัวใจเต้นรัวเป็นกลองรบ ผมใช้เวลาสั้นๆ สำรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าที่สวมใส่เพื่อให้ดูมิดชิด ก่อนจะรวบรวมความกล้าเปิดประตูบ้านเดินออกไปเผชิญหน้า ผมเอ่ยปากพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านเป็นภาษาท้องถิ่นสั้นๆ สองสามประโยคเพื่อถามไถ่สถานการณ์ จากนั้นจึงหันไปยกมือไหว้แสดงความเคารพนายทหารคนนั้น (ขออนุญาตเรียกว่า ‘จ่านพ’ ตามที่ได้ยินคนอื่นเรียกละกัน) แกพยักหน้ารับและทำท่าตะเบ๊ะตอบกลับมาในแบบฉบับของทหารหลังจากพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ข้อสรุปที่ทำให้ผมต้องอ้าปากค้างก็คือ... ที่พวกทหารยกโขยงมาหาถึงบ้านในวันนี้ เพื่อจะมาขอร้องให้ผมไปช่วยเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาถิ่น (ภาษามลายูถิ่น) ให้กับเหล่าทหารที่มาตั้งฐานปฏิบัติการชั่วคราว (หน่วยเฉพาะกิจ) ขนาดเล็กอยู่บริเวณท้ายหมู่บ้าน ซึ่งภายในค่ายนั้นมีกำลังพลรวมๆ กันอยู่ราว 30-40 นายเห็นจะได้ (ตัวผมเองก็ไม่กล้าเซ้าซี้หรือเอ่ยปากถามข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องในค่ายมากนัก เพราะความกลัว)ใจหนึ่งลึกๆ ของผมสารภาพเลยว่าอยากจะปฏิเสธใจจะขาด แต่ทว่าข้อมูลส่วนตัวทุกอย่างที่พวกเขาได้ไป ไม่ว่าจะเป็นชื่อ คณะ เอกที่เรียน หรือแม้กระทั่งตารางเวลาว่าง มันช่างถูกต้องแม่นยำจนผมไม่กล้าที่จะเอ่ยปากโกหกเพื่อเอาตัวรอดเลยละ ผมไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลยจริงๆ ความรู้สึกที่เหมือนพวกเขาอยู่ในมุมมืดที่มองเห็นเราทุกฝีก้าว แต่ตัวเรากลับยืนโดดเด่นอยู่ในที่แจ้งให้พวกเขาเชือดเฉือนได้ตามใจชอบแต่เอาเถอะ... คิดในแง่บวกเข้าไว้ ถือเสียว่าเป็นการใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาช่วยสอนเพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้อื่น ตัวเราเองไม่ได้มีเจตนาร้ายหรือไปคิดทำลายใคร หากมันจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตก็คิดซะว่ามันเป็นเรื่องของโชคชะตาและถึงคราวของมันแล้วทหารที่จะเข้ามารับการอบรมในคลาสของผมมีประมาณสิบกว่านาย โดยตารางการเรียนการสอนถูกกำหนดไว้ในช่วงเวลาค่ำคืน ตั้งแต่หนึ่งทุ่มตรงถึงสองทุ่มของทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์... และแล้ว... ก้าวแรกสู่บทเรียนอันแสนเย้ายวน เหตุการณ์ความสัมพันธ์ที่ชวนให้หวาดเสียว ระทึกใจ และซ่านเสียวซ้ำๆ ก็ได้เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่ค่ำคืนนั้นเป็นต้นไป...

Toyoza โพสต์ 2026-5-30 04:21:45

ขอบคุณครับ

thai_boys โพสต์ 2026-5-30 05:56:43

ขอบคุณมากๆนะครับ

lekthai โพสต์ 2026-5-30 05:57:17

เสวดี

ดอกม่วง โพสต์ 2026-5-30 06:27:07

เป็นเหตุการณ์ที่ทั้งระแวง ทั้งเสียว ทั้งตื่นเต้น ทุกอย่างรออยู่ในค่ายท้ายหมู่บ้านเตรียมรับแรงกระแทกแรงๆได้เลยน้องดีน55555555

Bozz1998 โพสต์ 2026-5-30 07:42:10

เริ่มเสียวแล้ว

nuangnut1996 โพสต์ 2026-5-30 08:47:59

สนุกมากครับ

armokung โพสต์ 2026-5-30 14:02:57

{:5_146:}{:5_146:}

J.Scot โพสต์ 2026-5-30 16:52:53

ขอบคุณมากครับ

ball3225 โพสต์ 2026-5-30 19:22:13

ขอบคุณมากครับ

pai_2552 โพสต์ 2026-5-31 14:10:51

ขอบคุณครับ

fortunateth โพสต์ 2026-6-1 04:13:11

ขอบคุณครับ

Kedoo89 โพสต์ 2026-6-1 15:11:19

ขอบคุณครับ

Aquarius_Camu โพสต์ 2026-6-2 22:00:09

ขอบคุณครับ

lupang159 โพสต์ 2026-6-3 10:01:35

{:5_126:}{:5_126:}{:5_126:}

NineO โพสต์ 2026-6-3 20:41:12

ขอบคุณครับ

llxkpak โพสต์ 2026-6-5 01:07:14

น่าติดตาม

tjkung โพสต์ 2026-6-6 05:06:37

ข อ บ คุ ณ ค รั บ

tajarak3 โพสต์ 2026-6-6 07:40:38

ขอบคุณครับ

popn โพสต์ 2026-6-6 08:42:08

ขอบคุณครับ
หน้า: [1] 2 3 4
ดูในรูปแบบกติ: แปลที่แปลว่าควย 1