ร่องรอยรักในไร่สีทอง (ลุงกับหลาน) ตอนที่ 2
อคิราห์เคาะประตูห้องของวายุ
"ลงมา" เสียงของอคิราห์สั่งสั้นๆ "กินข้าว"
วายุรู้สึกเหมือนถูกจับได้ว่าได้เข้าไปในห้องทำงานของอคิราห์ เขาค่อยๆมาเปิดประตู แต่ก็ไม่เห็นอคิราห์แล้ว เขาจึงเดินลงบันไดมาด้วยความรู้สึกประหม่าปนรู้สึกผิดเล็กน้อยจากการแอบเข้าไปสำรวจห้องของลุง กลิ่นหอมจางๆ ของอาหารไทยง่ายๆ ลอยมาจากห้องครัวเปิดที่อยู่ด้านหลัง
อคิราห์นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารไม้ตัวยาวตัวเดียวในบ้าน แสงไฟสีนวลจากโคมไฟเหนือโต๊ะส่องให้เห็นอาหารสามอย่างที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ: แกงส้มไข่ปลา, ผัดผัก, และปลาทอดกรอบๆ
"นั่ง" อคิราห์ผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
วายุนั่งลงอย่างเงียบๆ ความเงียบระหว่างพวกเขาหนาหนักกว่าตอนที่พ่อแม่ยังอยู่ อคิราห์ไม่ได้มองวายุเลยขณะที่เขากำลังตักข้าวใส่จาน และยื่นมาให้หลานชาย
"กินได้เลย"
วายุรับจานข้าวมา เริ่มตักแกงส้มเข้าปาก รสชาติจัดจ้านของพริกแกงและรสเปรี้ยวนำทำให้เขาตาเบิกกว้างเล็กน้อย—มันแตกต่างจากอาหารสำเร็จรูปที่เขากินในเมืองอย่างสิ้นเชิง
"อร่อยไหม" อคิราห์ถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน เป็นประโยคแรกที่ยาวที่สุดนับตั้งแต่พวกเขาได้พบกัน
"ครับ... อร่อยมากครับลุง" วายุตอบตามความจริง
อคิราห์พยักหน้าเล็กน้อย แล้วก้มหน้าลงกินต่ออย่างตั้งใจ ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง คราวนี้วายุพยายามรวบรวมความกล้าเพื่อทำลายกำแพงน้ำแข็งนี้
"ลุง... งานที่ไร่เหนื่อยไหมครับ"
อคิราห์วางช้อนลงแล้วเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาประสานกับวายุเป็นครั้งแรก วายุเกือบจะกลั้นหายใจ
"นายเรียกที่นี่ว่างาน?" อคิราห์ถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"ถ้าเหนื่อยก็คงไม่ทำอยู่แล้ว ที่นี่มันคือชีวิต"
วายูรู้สึกหน้าชาเล็กน้อยที่ถูกตำหนิอย่างนุ่มนวล แต่เขาก็ยังตอบอย่างตรงไปตรงมา
"ก็... ดูไม่เหมือนงานสถาปนิกที่ลุงเคยทำเลยนะครับ"
อคิราห์นิ่งไปครู่หนึ่ง เขานึกในใจว่า วายุรู้ได้ไงเรื่องการเป็นสถาปนิกของเขา เขายกน้ำขึ้นจิบก่อนจะพูด
"ชีวิตที่เมืองนั่นก็เป็นแค่การสร้าง สิ่งก่อสร้าง แต่ที่นี่... คือการสร้าง การเติบโต"
อคิราห์พูด พลางมองออกไปนอกหน้าต่างที่สะท้อนเพียงเงาของพวกเขา
"แล้วนายล่ะ... เตรียมตัวไปเรียนต่อที่ไหน"
"ผมจะสอบเข้าภาคอินเตอร์ที่กรุงเทพฯ ครับ ต้องอ่านหนังสือเยอะหน่อย" วายุตอบ
"แต่ผมสงสัยว่า... ที่นี่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียรพอไหมครับ"
อคิราห์เลิกคิ้วเล็กน้อย ราวกับว่าคำถามนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ
"โทรศัพท์นายน่าจะใช้ไม่ได้ ส่วนสัญญาณ Wi-Fi ฉันไม่ได้ติดตั้งไว้"
อคิราห์ตอบ แล้วเหลือบมองโทรศัพท์มือถือราคาสูงของวายุที่วางอยู่ข้างจาน
"ที่นี่ใช้ชีวิต... ไม่ใช่ใช้โลกออนไลน์"
วายุรู้สึกเหมือนโลกของเขากับโลกของลุงอคิราห์อยู่กันคนละมิติอย่างสิ้นเชิง ลุงคนนี้เป็นคนแข็งกระด้างและเรียบง่ายเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มที่เพิ่งกลับจากตะวันตก
"แต่ผมต้องใช้หาข้อมูลการเรียน..." วายุอธิบาย
"ถ้าจำเป็นจริงๆ ฉันมีห้องทำงานอยู่ข้างล่าง เข้าไปใช้ได้ มีคอมพิวเตอร์ใช้อินเทอร์เน็ตได้"
อคิราห์ตัดบทอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "อาหารจานไหนหมดก่อน ล้างจานนั้นก่อนเป็นอันดับแรก"
"อะไรนะครับ?" วายุถามอย่างประหลาดใจ
"หน้าที่ของนายอยู่ที่นี่ตลอดหนึ่งปี... คือการเรียนรู้ที่จะ รับผิดชอบตัวเอง"
อคิราห์พูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
"หลังจากกินเสร็จ นายต้องทำความสะอาดจานของตัวเองทุกครั้ง และเริ่มช่วยงานไร่บ้างตามกำลังที่ทำได้"
อคิราห์ลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นวายุกินข้าวหมดจานแล้ว เขาก้มลงหยิบจานของตัวเองและเดินเข้าไปในครัว ทิ้งให้วายุนั่งตะลึงอยู่กับความรู้สึกที่หลากหลาย: ตกใจ ในความจริงจังของลุง, อึดอัด ในความเงียบที่ไม่คุ้นเคย, และที่สำคัญที่สุดคือ ความตื่นเต้น เล็กๆ น้อยๆ ที่จะได้รับบทบาทใหม่ในชีวิตที่นี่
เขาจะต้องอยู่กับ 'คนแปลกหน้า' ที่ชื่ออคิราห์ในไร่แห่งนี้เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม
หลังจากการทำความสะอาดครัวที่เงียบเชียบเสร็จสิ้น วายุเดินกลับขึ้นห้องของตัวเองมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่
ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีแสงไฟจากตึกรามบ้านช่อง หรือแม้แต่แสงจากเสาไฟข้างถนน มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวที่ส่องสลัวๆ เหนือทุ่งนาอันเวิ้งว้างเบื้องล่าง ความเงียบสงัดเข้าแทนที่ทุกสิ่งจนเขาสามารถได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองได้ชัดเจน
วายุเปิดโทรศัพท์มือถือ แต่หน้าจอแสดงผลเป็นแค่ 'Searching for Service' — สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เขาห่วงนักห่วงหนาก็หายไปพร้อมกับความรู้สึกคุ้นเคยทุกอย่าง
เขาเพิ่งตระหนักว่าเขาถูกทิ้งให้อยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จัก กับชายวัย 37 ปีที่แข็งกระด้างและดูห่างเหิน และไม่มีช่องทางติดต่อกับโลกภายนอกอย่างที่เคยชิน
อคิราห์ไม่ได้ขึ้นห้องนอนทันที เขายืนอยู่บนเฉลียงหลังบ้านที่มองออกไปยังไร่สีทองในความมืด เขากำลังถือแก้วกาแฟเย็นๆ ที่ทำเอง มองไปยังดวงดาวที่สว่างไสวกว่าในเมือง
เขารับรู้ถึงความเงียบสงบนี้มาตลอดสามปีที่ผ่านมา และยอมรับมันเป็นเพื่อนสนิท
เสียงฝีเท้าเบาๆ บนพื้นไม้ข้างบน...
อคิราห์รู้ว่านั่นคือเสียงของวายุ หลานชายที่เขาแทบไม่เคยเจอหน้า เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยพูดกับเด็กคนนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
การมีวายุเข้ามาในบ้านเป็นภาระที่เขาไม่ต้องการ อคิราห์ไม่ได้ต้องการใครมาเติมเต็มความว่างเปล่าในชีวิต เพราะเขาเลือกที่จะอยู่กับมัน แต่การปรากฏตัวของวายุก็ทำให้ความเงียบของบ้านไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป
วายุทรุดตัวลงบนเตียง พลิกตัวนอนหงาย น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ตั้งแต่ที่รถของพ่อแม่แล่นออกไปเริ่มเอ่อคลอ มันไม่ใช่การร้องไห้แบบฟูมฟาย แต่เป็นความรู้สึกของการ สูญเสียการควบคุม ในชีวิตที่คุ้นเคย มันน่ากลัวอย่างประหลาด
เขาหลับตาลง พยายามขับไล่ภาพทุ่งนาที่มืดมิดออกไป แล้วแทนที่ด้วยภาพความทรงจำเก่าๆ แต่ไม่นานความรู้สึกเหงาและแปลกแยกก็เข้าปกคลุมจนต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
อคิราห์เดินขึ้นไปในห้องทำงานของตัวเอง เขาเปิดลิ้นชักโต๊ะไม้ แล้วหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาปกหนังสีน้ำตาลเข้มเล่มนั้นออกมาอีกครั้ง
เขาเปิดไปยังหน้าที่มีภาพสเก็ตช์ลายเส้นของเด็กชายที่วาดไว้เมื่อหลายปีก่อน เขาใช้ปลายนิ้วสัมผัสรอยดินสอเบาๆ พลางนึกถึงความทรงจำที่แตกสลายในอดีต
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็คือหลานชายของฉัน...
อคิราห์มองภาพในสมุดอย่างพิจารณา แล้วเขาก็เปิดไปอีกหน้าหนึ่ง หน้ากระดาษนั้นว่างเปล่า เขาหยิบดินสอขึ้นมา แล้วเริ่มวาดอะไรบางอย่างลงไปอย่างช้าๆ ภายใต้แสงไฟสลัว
สิ่งที่ถูกวาดลงไปคือ หน้าต่างบานใหญ่ในห้องนอนชั้นบน มีม่านผ้าม่านที่วาดด้วยความประณีต และเงาจางๆ ของเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังนอนอยู่บนเตียงอย่างโดดเดี่ยว
อคิราห์มองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้ววางดินสอลง เขายอมรับว่าความรู้สึกที่เกิดจากการปรากฏตัวของวายุไม่ใช่แค่ความรำคาญ แต่เป็น ความเห็นอกเห็นใจ และ ความรับผิดชอบ ที่เขาถูกบังคับให้แบกรับอีกครั้ง
เขาปิดสมุด แล้วลุกขึ้นไปเปิดตู้เย็นในครัว เขาหยิบขวดน้ำมาหนึ่งขวด แล้วเดินขึ้นไปที่หน้าห้องของวายุ โดยที่ไม่ได้เคาะประตู เขาค่อยๆ วางขวดน้ำเย็นๆ หน้าประตูไม้ที่ปิดสนิทนั้น
"ถ้าคอแห้งก็หยิบไปดื่ม"
เสียงของอคิราห์ดังลอดผ่านประตูเข้ามาเบาๆ
"พรุ่งนี้เช้าต้องตื่นตีห้าครึ่ง"
อคิราห์ไม่รอคำตอบ เขารีบเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง ทิ้งให้ขวดน้ำนั้นอยู่ตรงหน้าประตู
ภายในห้อง วายุที่กำลังนอนซึมอยู่บนเตียงได้ยินเสียงนั้นชัดเจน เขาลงจากเตียงไปเปิดประตูออกอย่างระมัดระวัง พบเพียงขวดน้ำเย็นๆ วางอยู่บนพื้นไม้
วายุหยิบขวดน้ำขึ้นมาแนบแก้ม ความเย็นจากขวดทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ท่าทีที่ดูแข็งกระด้างของลุงถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความเป็นห่วงเล็กๆ น้อยๆ ที่ยากจะอธิบาย
วายุยิ้มออกมาบางๆ แม้จะยังคงเหงา แต่ความรู้สึกแปลกแยกในคืนแรกนี้ก็ถูกบรรเทาลงได้ด้วยน้ำใจที่ถูกส่งมาอย่างเงียบๆ ...
สนุกมากครับ ขอบคถณคีับ ขอบคุณคับ ขอบคุณครับ รอตอนต่อไป รออ่านตอนต่อไปครับ น่าติดตาม ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ สนุกดีครับ ตาม ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ตอนต่อไปมาเลย ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ
หน้า:
[1]
2