Alaskan โพสต์ 2026-2-2 19:57:22

ในวันที่ไอ้ตี๋ป่วย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Alaskan เมื่อ 2026-2-2 19:57

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านมาไม่นานนี่เองครับ ขอหยิบขึ้นมาเล่ากันก่อนเดี๋ยวลืม เพราะมันมีศัพท์แสงทางการแพทย์ต่างๆที่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยนักขืนปล่อยไปนานวันเข้าเกรงว่าจะเอามาเขียนเล่าต่อไม่ได้อีกแล้ว
เชิญติดตามอ่านเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับไอ้ตี๋ เพื่อนรักของผมได้เลยครับ กับเรื่องเล่าในวันที่ไอ้ตี๋ล้มป่วย
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------.ไอ้ตี๋เป็นคนหนึ่งที่ใส่ใจเรื่องการดูแลร่างกายอย่างจริงจัง ถ้าใครติดตามเรื่องราวของมันมาตลอด ก็จะรู้ดีว่ามันเข้ายิมเป็นประจำ ออกกำลังกายหนักเกือบทุกวัน จนร่างกายกำยำแข็งแรง กล้ามเนื้อชัดเจนทุกเส้นสาย
วันหนึ่ง มันตัดสินใจลงวิ่ง half marathon โดยมันคิดว่าด้วยร่างกายที่ฝึกมาดี การวิ่งแค่ 21 กิโลเมตรคงไม่ยากเกินไป มันลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Charity Run      ที่เป็นงานวิ่งการกุศลที่จัดขึ้นที่สวนลุมพินีในทุกๆปี
เช้าวันแข่งขัน ไอ้ตี๋ยืนอยู่หน้ากระจกในห้อง ในคอนโดชั้น 15 มองภาพสะท้อนของตัวเองด้วยความภูมิใจ สวมเสื้อกล้ามสีดำแนบเนื้อที่เผยให้เห็นกล้ามอกสองเนินนูนชัด กล้ามท้องหกก้อนเรียงเป็นระเบียบ กางเกงวิ่งขาสั้นสีเทาติดตัว รองเท้าวิ่งสีส้มสะท้อนแสง หมายเลขประจำตัว 1847 ติดที่อกซ้าย มันถ่ายเซลฟี่ส่งเข้ากลุ่มแชทเพื่อนพร้อมข้อความว่า “พร้อมแล้วว่ะ วันนี้กูจะจัดเต็ม”
ไอ้อ้นแซวว่ามันดูเหมือนจะไปประกวดนายแบบมากกว่าจะวิ่งมาราธอน ส่วนผมเตือนให้ระวังตัวอย่าฝืนมากเกินไป แต่ไอ้ตี๋มั่นใจในร่างกายที่ถูกฝึกมาอย่างดี แต่ถ้ามันมั่นใจยังงั้นพวกผมเลยปล่อยมันตามใจมัน..เวลาตีห้าผ่านไปไม่นาน ไอ้ตี๋ยืนอยู่ในฝูงนักวิ่งหลายร้อยคนที่สวนลุมพินี บรรยากาศคึกคักเต็มไปด้วยพลังงานบวก แสงไฟจากเวทีหลักสาดส่องลงมา เสียงเพลงจังหวะเร่งเร้าดังก้อง ผู้คนบางคนยืดเส้นยืดสาย บางคนกระโดดอุ่นเครื่อง บางคนถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความทรงจำ
ไอ้ตี๋ยืนแถวหน้าสุดใกล้กับกลุ่มนักวิ่งมืออาชีพ มันยืดน่องช้าๆ รู้สึกถึงความพร้อมของกล้ามเนื้อ เหงื่อซึมออกมาเล็กน้อยภายใต้แสงไฟ เมื่อเสียงปืนสัญญาณดังขึ้น ปัง! ฝูงชนทั้งหมดพุ่งออกตัวพร้อมกัน
ไอ้ตี๋วิ่งนำกลุ่มเล็กๆ ที่ออกตัวเร็ว มันอยากโชว์ว่ากล้ามขาที่สร้างมาด้วยความทุ่มเทสามารถพามันแซงหน้าคนอื่นได้ ลมเย็นปะทะใบหน้า หายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขาเบาเหมือนลอยได้ กลิ่นหญ้าตัดใหม่จากสวนลอยเข้ามาเต็มปอด ในช่วงกิโลเมตรแรกๆ มันรู้สึกมีชีวิตชีวาอย่างที่สุด.แต่เมื่อการวิ่งดำเนินไป ความสบายนั้นค่อยๆหายไป กิโลเมตรที่ห้ายังรู้สึกดี หายใจคล่อง ขาเคลื่อนไหวลื่นไหล แต่พอถึงกิโลเมตรที่แปด น่องข้างซ้ายเริ่มตึงขึ้นราวกับมีเชือกมัดรัดไว้แน่น มันส่ายหัวไล่ความรู้สึกนั้นออกไป บอกตัวเองว่าแค่นี้ยังไม่พอหยุดมันได้
กิโลเมตรที่สิบ น่องทั้งสองข้างเริ่มแข็งเกร็ง ปวดจี๊ดแปลบราวกับมีเข็มทิ่มแทง แต่ไอ้ตี๋ยังกัดฟันวิ่งต่อ มันฝืนแซงคนข้างหน้าอีกหลายคน หายใจเริ่มถี่ขึ้น เหงื่อไหลท่วมตัวจนเสื้อกล้ามเปียกชุ่มติดผิว
กิโลเมตรที่สิบสาม ขาเริ่มหนักอึ้งราวกับแบกก้อนหิน มันรู้สึกถึงความร้าวลึกในกล้ามเนื้อแต่ยังไม่ยอมแพ้ ยังคงเร่งฝีเท้าต่อไปอย่างดื้อรั้น กิโลเมตรที่สิบห้า น่องแข็งเป็นก้อนใหญ่ ปวดร้าวแผ่ซ่านขึ้นมาถึงต้นขาและสะโพก ทำให้ทุกก้าวย่างเต็มไปด้วยความทรมาน แต่ไอ้ตี๋ยังบอกตัวเองซ้ำๆ ว่า “อีกนิดเดียว กูไหวแน่”
กิโลเมตรที่สิบแปด ขาสั่นสะท้านจนแทบยืนไม่อยู่ ฝีเท้าไม่มั่นคง มันต้องสลับเดินเร็วกับวิ่งโยกตัว เหงื่อไหลเข้าตาจนแสบพร่า หน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย กิโลเมตรที่ยี่สิบ เห็นธงเส้นชัยลิบๆ อยู่ไกล แค่หนึ่งกิโลเมตรเท่านั้น ขาทั้งสองข้างเหมือนจะฉีกขาด น่องบวมขึ้นมาเล็กน้อย ปวดตุบๆ จนน้ำตาซึมไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
แต่ไอ้ตี๋รวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย เร่งฝีเท้าวิ่งโซเซ ตัวโยกเยก หน้าอกหอบขึ้นลงอย่างรุนแรง จนในที่สุด มันก็ข้ามเส้นชัยได้ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 47 นาที 12 วินาที เสียงปรบมือดังก้องรอบตัวแต่ฟังเลือนรางเพราะหูอื้ออึง มันทรุดลงนั่งข้างทาง มือกุมขาแน่น หน้าตาซีดเซียว ผมเปียกเหงื่อชุ่ม หลับตาพริ้มยิ้มฝืนๆ
หลังจากข้ามเส้นชัย มันเดินโซเซไปรับน้ำและกล้วยจากจุดบริการ นั่งพักใต้ร่มไม้ใหญ่ ขาปวดร้าวลึกๆ ราวกับมีมีดกรีดเนื้อจากข้างใน แต่ไอ้ตี๋คิดว่าคงเป็นแค่ความเมื่อยล้าจากการวิ่งระยะไกลที่ไม่คุ้นเคย มันถ่ายรูปตัวเองหน้าซีดๆ พร้อมกับคะแนนเวลาที่มันได้ ส่งลงกลุ่มเพื่อนเพื่ออวดชัยชนะ.ระหว่างทางกลับคอนโด มันเห็นร้านรถเข็นขายหมูปิ้งไก่ย่างเสียบไม้ตั้งเรียงราย กลิ่นควันหอมฟุ้งผสมกลิ่นเครื่องเทศรสจัดจ้านลอยมาจนท้องร้องดังขึ้นมาทันใด ความหิวโหยหลังจากการวิ่ง 21 กิโลเมตรแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย มันสั่งหมูปิ้งห้าไม้ ไก่ย่างสี่ไม้ ส้มตำปูปลาร้าจานใหญ่ และน้ำจิ้มแจ่วเพิ่มอีกชุด กินอย่างหิวโหย กัดคำใหญ่ๆ รสชาติเผ็ดร้อนกลบทุกอย่าง รวมถึงกลิ่นคาวอ่อนๆ ที่อาจปนเปื้อนมาในเนื้อสัตว์ แต่ตอนนั้นมันไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น กินหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึงสิบห้านาที..เกือบเที่ยงวันแล้ว ไอ้ตี๋เดินโซเซลากขาทั้งสองข้างที่ปวดตุบๆ เข้ามาในห้องประตูปิดลงเบาๆ ด้วยแรงที่เหลือน้อยนิด มันทรุดตัวนั่งลงตรงพื้นหน้าประตู หายใจหอบถี่ หน้าซีดเผือด เหงื่อยังไหลซึมออกมาไม่หยุด
“เชี่ยเอ้ย ขา…บวมชิบหายเลยว่ะ” มันพึมพำกับตัวเอง
ด้วยสัญชาตญาณ มันลุกขึ้นยืนช้าๆ จับขอบโต๊ะพยุงตัว เดินเซไปที่ตู้เย็น หยิบขวดน้ำเย็นออกมาสองขวด ห่อด้วยผ้าขนหนูผืนเล็กที่วางอยู่ใกล้ๆ แล้วนั่งลงที่โซฟา ค่อยๆ ประคบลงบนน่องทั้งสองข้างที่บวมแดงแข็งเป็นก้อน
ความเย็นซึมเข้าสู่ผิวหนัง บรรเทาความปวดร้าวลงได้บ้างเล็กน้อย มันหลับตาลง ถอนหายใจยาว “คงแค่เมื่อยหนักๆ มั้ง…พักอีกแป๊บก็หาย”
ผ่านไปสักพัก มันรู้สึกตัวชุ่มเหงื่อ กลิ่นตัวผสมกลิ่นอาหารจากร้านข้างทางยังติดแน่น มันเลยตัดสินใจลุกขึ้นอีกครั้ง เดินเซๆ ไปที่ห้องน้ำ
หน้าห้องน้ำ มันเริ่มถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น เสื้อกล้ามดำเปียกชุ่มเหงื่อโยนลงพื้น กางเกงวิ่งขาสั้นหลุดลงตามมา กางเกงในตัวสุดท้ายถูกดึงลงจนถึงข้อเท้าแล้วเตะออกไปกองรวมกัน มันเปิดน้ำเย็นจากฝักบัว ปล่อยให้น้ำไหลลงมาทั่วตัว น้ำเย็นช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง แต่เมื่อโดนส่วนที่น่องบวม น้ำเย็นก็ทำให้ปวดแปลบขึ้นมาอีก มันกัดฟันทน
อาบเสร็จ มันเช็ดตัวคร่าวๆ ด้วยผ้าขนหนู ไม่คิดจะใส่เสื้อผ้าใดๆ อีก เพราะรู้สึกว่าร่างกายร้อนๆ เย็นๆ อยู่แล้ว การปล่อยให้ผิวได้ระบายอากาศน่าจะดีกว่า มันเดินโซเซกลับไปนอนแผ่บนเตียง ยังคงประคบขาด้วยขวดน้ำเย็นที่เริ่มอุ่นขึ้นแล้ว.แต่อีกไม่นานนัก อาการปวดท้องก็เริ่มโหมกระหน่ำขึ้นมา มันรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำ คลื่นใส้อ้วกแลละท้องเสียรุนแรง ถ่ายเหลวหลายรอบจนอ่อนแรง ตัวสั่น หน้าซีดจนแทบเหมือนกระดาษ มันนอนแผ่หราบนเตียง หายใจถี่ๆ มือสั่นเทิ้มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โทรหาผมทันที
“กู…ไม่ไหวแล้วว่ะ…” เสียงแหบพร่าแทบฟังไม่ออก
“มึงอยู่ไหน? เป็นอะไรวะ?” ผมถามด้วยความตกใจ
“ห้อง…คอนโด…กูลุกไม่ได้เลย…”..ผมจำได้ดีว่ามี keycard สำรองของห้องมันอยู่ในกระเป๋าตังค์ เพราะเมื่อเดือนก่อนมันเคยให้ไว้เผื่อฉุกเฉิน ผมเลยบอกมันทันที “รอกูเดี๋ยวนะ กูมี keycard กูเข้าได้เลย ไม่ต้องลุกมาเปิด”
ผมรีบออกจากบ้าน ขับรถฝ่ารถเที่ยงวันมาถึงคอนโดในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ใช้ keycard สแกนเข้าห้องโดยไม่ต้องกดกริ่ง
ผมเปิดประตูห้องมันด้วย keycard แล้วก้าวเข้าไปในความเงียบที่อึมครันของห้อง แสงไฟในห้องนอนเปิดสลัวๆ เหลือแค่โคมข้างเตียง
แล้วผมก็เห็นมัน…
ไอ้ตี๋นอนแผ่หราบนเตียงกว้าง ไม่มีเสื้อผ้าปิดบังแม้แต่ชิ้นเดียว ร่างกายที่เคยอวดในกลุ่มเมื่อเช้าวันนี้ ตอนนี้ดูอ่อนแรงอย่างน่าใจหาย ผิวสีขาวซีดเผือดจนแทบเห็นเส้นเลือดฝอยใต้ผิว หน้าผากชุ่มเหงื่อเม็ดเล็กๆ ไหลย้อยลงมาทางขมับ ตาจม ใต้ตาคล้ำเป็นรอยคล้ำเข้ม ริมฝีปากแห้งแตกจนมีเลือดซึมจางๆ
หน้าอกกว้าง กล้ามอกสองเนินที่เคยนูนเด่นชัด ตอนนี้ยังคงนูนอยู่แต่ดูหย่อนลงเล็กน้อย หายใจเข้าออกช้าๆ ทำให้กล้ามอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างอ่อนแรง ลงมาที่หน้าท้อง กล้ามท้องหกก้อนยังชัดเป็นร่องลึก แต่ผิวหนังดูตึงน้อยลง เหงื่อไหลเป็นทางบางๆ ตามร่องกล้ามเนื้อ
ขาทั้งสองข้างน่าใจหายที่สุด น่องบวมแดงเป็นก้อนใหญ่ผิดปกติ แข็งจนเหมือนหิน กดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ต้นขาก็บวมตาม ผิวหนังตึงแดงจนเห็นเส้นเลือดฝอยปูดขึ้นมา
จากมันลืมตาขึ้นมองผมช้าๆ เสียงแหบพร่าแทบไม่ได้ยิน “มาแล้วเหรอ…กู…แย่มากเลยว่ะ…”
ผมรีบเข้าไปใกล้ๆ นั่งข้างเตียง มือจับข้อมือมัน ตัวเย็นเฉียบแต่เหงื่อยังแตกไม่หยุด “รอกูแป๊บนึงนะ กูหาเสื้อผ้าให้ใส่ก่อน แล้วพามึงไปโรงพยาบาล”
ผมเห็นสภาพมันแบบนั้นเลยผมเลยโทรไปบอกไอ้อ้นด้วยอีกคนว่าจะต้องไปไอ้ตี๋ไปโรงพยาบาล ให้มันไปช่วยเป็นธุระ รอที่โรงพยาบาลไว้ก่อนเผื่อเหลือเผื่อขาด
ผมลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เปิดตู้ออก หยิบเสื้อยืดสีเทาตัวใหญ่ตัวหนึ่ง กับกางเกงวอร์มขาสั้นตัวหลวมสีดำออกมา ไม่มีกางเกงในอยู่ในลิ้นชักที่เห็นง่ายๆ และตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลามานั่งหา ผมเลยตัดสินใจว่าไม่ใส่กางเกงในให้มันก่อน กลัวว่าการดึงรัดจะทำให้ปวดมากขึ้น
กลับมาที่เตียง ผมพูดเบาๆ “ลุกนั่งหน่อยได้มั้ย กูจะช่วยใส่เสื้อให้” มันพยายามยกตัวขึ้น แต่แขนสั่น ผมเลยต้องเข้าไปค้ำหลังไว้ ช่วยพยุงให้ลุกนั่งช้าๆ มันครางเบาๆ ทุกครั้งที่ขยับ
ผมค่อยๆ สวมเสื้อยืดให้ สอดแขนข้างหนึ่งเข้าไปก่อน แล้วดึงผ่านหัว มันยกแขนไม่ค่อยขึ้น ผมต้องช่วยยกให้ทั้งสองข้าง เสื้อยืดตัวใหญ่เลยหลวมโคร่งปกปิดร่างกาย
จากนั้นเป็นกางเกงวอร์ม “ยกขาขึ้นหน่อยนะ…ช้าๆ” มันกัดฟัน ยกขาข้างหนึ่งขึ้นได้แค่เล็กน้อย ผมค่อยๆ สอดขาเข้าไปในขากางเกง ดึงขึ้นช้าๆ มากๆ เพราะกลัวว่าส่วนที่บวมจะเจ็บ มันครางออกมาหลายครั้ง น้ำตาซึมที่หางตา แต่ไม่ร้องไห้
ขาข้างที่สองก็ยากยิ่งกว่า ผมต้องค่อยๆ ยกขามันขึ้นทีละน้อย แล้วดึงกางเกงขึ้นไปจนถึงเอว มันยกสะโพกขึ้นนิดเดียวเพื่อช่วย หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
เสร็จแล้วผมช่วยพยุงให้มันนั่งพิงหัวเตียง หายใจหอบๆ “ดื่มน้ำเกลือแร่ก่อนนะ กูเห็นในตู้เย็น” ผมเดินไปหยิบขวดเกลือแร่สีส้มที่ยังเย็นอยู่ เปิดฝาให้ แล้วยื่นให้มันจิบช้าๆ มันดื่มได้แค่สองสามอึกก็หยุด หายใจถี่ “พอแล้ว…ท้องมันปั่นป่วน…”
“โอเค กูพามึงไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย ไอ้อ้นมันก็กำลังไปรอที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลแล้ว เพราะมันอยู่ใกล้บ้านมันกว่า”
ผมพยุงมันลุกขึ้นจากเตียง ขาของมันสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ ผมต้องเอาแขนข้างหนึ่งโอบรอบเอว ค้ำไว้แน่น อีกมือจับแขนมันไว้ เดินช้าๆ ออกจากห้อง ลงลิฟต์ ทุกก้าวย่างมันต้องหยุดหอบ หน้าซีดจนน่ากลัว
ขึ้นรถ ผมช่วยรัดเข็มขัดนิรภัยให้ มันนั่งตัวงอ มือกุมขาแน่น ผมเหยียบคันเร่ง ขับรถออกไปในช่วงบ่ายแก่ๆ
ระหว่างทาง มันพูดแผ่วเบา “ขอบใจมากว่ะ…กูไม่คิดว่ามันจะแย่ขนาดนี้…”
ผมไม่ได้ตอบอะไร แค่บีบพวงมาลัยแน่น แล้วเร่งรถให้เร็วขึ้นอีกนิด.ถึงโรงพยาบาลในที่สุด หลังจากขับรถฝ่ารถติดยามบ่าย ผมกับไอ้ตี๋รีบเข้าไปที่ห้องฉุกเฉินทันที ไอ้อ้นมาถึงก่อนแล้ว ยืนรออ​ยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าห่วงใย มันเห็นไอ้ตี๋นั่งโซเซในรถ หน้าซีดเผือด ขาบวมแดง ก็รีบวิ่งมาช่วยพยุงข้างหนึ่งทันที.พยาบาลที่เคาน์เตอร์เห็นสีหน้าซีดเผือดของไอ้ตี๋ รีบเรียกเตียงล้อเข็นมาทันที รีบพาไอ้ตี๋เข้าห้องฉุกเฉิน
หมอเวรคนหนุ่งเดินเข้ามาทันที หน้าตาจริงจัง “อาการอย่างไรบ้างครับ?”
“วิ่ง half marathon เมื่อเช้า” ผมรีบตอบ “ฝืนวิ่งทั้งที่ขาปวด หลังจากนั้นกินอาหารข้างทาง แล้วท้องเสียรุนแรง”
หมอพยักหน้า เริ่มตรวจร่างกายทันที กดที่น่องที่บวมแข็ง
“อ๊าก!” ไอ้ตี๋ครางดังทุกครั้งที่หมอกด
“เจาะเลือดด่วน” หมอสั่งพยาบาล “ตรวจ CK, ไต, electrolytes, CBC”
ไม่นานผลเลือดก็ออกมา หมอมองแฟ้มแล้วหน้าบึ้งขึ้น
“ค่า CK สูงกว่าปกติ 5 เท่า ใกล้เคียงภาวะ rhabdomyolysis(กล้ามเนื้อสลาย)” หมอพูดเสียงหนัก “ค่าไตเริ่มสูง จากขาดน้ำรุนแรง”
“ร้ายแรงมั้ยครับ?” ไอ้อ้นถามด้วยความกังวล
“ต้อง admit คืนนี้” หมอตอบชัดเจน “ให้น้ำเกลือเยอะๆ เพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกาย ถ้าไม่รีบจัดการ ไตอาจวายได้”
ผมกับไอ้อ้นมองหน้ากัน หัวใจเต้นแรง.ไอ้ตี๋ที่นอนบนเตียงหลับตาพริ้ม หน้าซีดเหมือนกระดาษ หายใจแผ่วๆ
“ห้ามออกกำลังกายหนักอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์” หมอย้ำอีกครั้ง “และครั้งหน้าถ้าร่างกายส่งสัญญาณว่าไม่ไหว ต้องหยุดทันที เข้าใจมั้ยครับ?”
ไอ้ตี๋พยักหน้าเบาๆ เสียงแหบพร่า “เข้าใจครับ…ขอบคุณครับหมอ”
พยาบาลเริ่มเตรียมตัวเข็นเตียงพาเข้าห้องผู้ป่วย.หมอสั่ง admit เข้าห้องผู้ป่วยในแผนกทั่วไป ผมเลือกห้องพิเศษให้มันเพราะว่าจะได้สะดวกและใช้สิทธิประกันด้วย
เตียงล้อเข็นถูกพาไปที่ห้องพักคนไข้ เมื่อถึงห้อง ไอ้ตี๋ถูกจับเปลี่ยนชุดไปใส่ชุดคลุมกราวโรงพยาบาลสีฟ้าสำหรับผู้ป่วย คล้ายๆชุดคลุม แบบเปิดหลัง มีเชือกผูก
ผู้ช่วยพยาบาลสองคนมาช่วยเปลี่ยนให้ เพราะไอ้ตี๋อ่อนแรงมาก ลุกนั่งยังลำบาก ผมกับไอ้อ้นยืนรอข้างนอกห้องก่อน เจ้าหน้าที่ค่อยๆ ถอดเสื้อกับกางเกงวอร์มที่ผมใส่ให้ออก แล้วสวมชุดกราวสีฟ้า แบบเปิดหลัง ด้านหลังเปิดโล่งตั้งแต่คอลงไปถึงก้น มีเชือกผูกสองสามจุดตรงคอ กลางหลัง และเอว
ส่วนล่างของชุดยาวลงมาประมาณกลางต้นขา หรือคลุมเข่าเล็กน้อย ไม่มีกางเกงในตัว เพราะออกแบบมาให้สะดวกต่อการใช้ชักโครก มีการเข้าห้องน้ำ โดยเปิดหลังผูกเชือกหลวมๆ เพื่อให้เข้าถึงหลังและแขนง่ายสำหรับเจาะเลือดทำหัตถการต่างๆ พวกเธอทำงานเร็วและสุภาพมาก ช่วยยกแขนขาเบาๆ เพราะรู้ว่าปวด แล้วคลุมผ้าห่มให้เรียบร้อย..หลังจากหมอสั่งให้น้ำเกลือและยาแก้ท้องเสียเข้าไปแล้ว ไอ้ตี๋ดูสงบลงนิดหน่อย นอนแผ่บนเตียงคนไข้ในชุดกราวสีฟ้าอ่อนที่บางเบา เปิดหลังผูกเชือกสองจุดหลวมๆ ผ้าห่มคลุมหลวมๆ ผมกับไอ้อ้นนั่งเฝ้าข้างๆ สลับกันคุยเบาๆ เพื่อให้มันไม่เครียด
แต่ไม่ถึงชั่วโมง อาการท้องเสียก็กลับมาอีกครั้ง ท้องมันบิดปั่นป่วน ปวดหนักจนครางออกมา “โอ๊ย…อีกแล้วว่ะ…รีบๆ หน่อย”
ผมกับไอ้อ้นรีบลุกขึ้นพยุงทันที ไอ้อ้นค้ำแขนข้างซ้าย ผมค้ำข้างขวา ยกตัวมันขึ้นจากเตียงช้าๆ ขาที่บวมแข็งแทบยืนไม่อยู่ ต้องค้ำเอวไว้แน่น
ระหว่างเดินโซเซไปห้องน้ำในห้อง แค่ไม่กี่ก้าว แต่สำหรับมันเหมือนเดินไกลเป็นกิโล ตัวมันโยกไปโยกมาเพราะขาอ่อนแรงมาก เชือกผูกหลังที่ทำจากผ้าบางๆ คลายออกทันทีที่ขยับแรงครั้งแรก แล้ว…เสียง “แกร๊ก” เบาๆ ดังขึ้น เชือกขาดทั้งสองจุดพร้อมกัน—อาจเพราะเหงื่อที่ชุ่มตัวมันทำให้เนื้อผ้าเปียกชื้นและเสื่อมเร็ว หรือเพราะมันนอนทับเชือกตลอดเวลาที่รอหมอตรวจ
ผ้ากราวหลุดออกจากไหล่ทั้งสองข้าง เปิดหลังโล่งทั้งแผ่นตั้งแต่คอลงไปถึงก้น และด้านหน้าผ้าก็ร่วงลงมาพาดที่แขน กล้ามอก กล้ามท้อง ขนอ่อนๆ ตามแนวสะดือ ส่วนล่าง…ทุกอย่างเห็นหมดใต้แสงไฟสลัวของห้อง
ผมกับไอ้อ้นชะงักไปวินาทีหนึ่ง แต่ไม่มีเวลามานั่งอาย เรารีบหิ้วปีกเสื้อที่เหลืออยู่แค่ชิ้นผ้าบางๆ ที่ไหล่ทั้งสองข้างไว้แน่น แล้วพยุงตัวมันไปห้องน้ำต่อ ไอ้อ้นเปิดประตู ผมช่วยพยุงให้นั่งลงบนชักโครก
มันนั่งอยู่บนชักโครก ผิวซีดๆ ที่เต็มไปด้วยเหงื่อและกล้ามเนื้อบวมแดงเห็นชัดเจนทั้งตัว เราเลยยืนหันหน้าออกไปให้มันมีเกียรติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ยังต้องหันมามองบ้างเพื่อเช็คว่ามันล้มหรือเปล่า
เสร็จแล้ว เราช่วยพยุงมันกลับเตียงแบบหิ้วปีกเสื้อที่ขาดวิ่นนั้นต่อ ผ้าไม่เหลืออะไรให้ปกปิดอีกแล้ว มันเดินกลับไปที่เตียง กล้ามเนื้อที่เคยอวดฟิตจัดเต็มตอนเช้า ตอนนี้ดูอ่อนแอ เหงื่อไหลย้อย หน้าซีดเผือด ไร้เรี่ยวแรงไปทั่วร่าง
มันทรุดนอนลงบนเตียง หายใจหอบ แล้วพูดแผ่วๆ ว่า “กูอายชิบหายเลยว่ะ…เหมือนเดินแก้ผ้าในโรงพยาบาล“
เราลองพยายามหาผ้าชิ้นใหม่จากตู้ในห้องแต่ไม่มี และชุดเก่าที่ขาดก็แทบจะใส่ไม่ได้อีก เพราะเนื้อผ้าบางๆ ที่ชุ่มเหงื่อและนอนทับมานานทำให้ฉีกขาดง่ายขึ้น ถ้าพยายามใส่ใหม่ก็หลุดออกทันทีที่ขยับตัว
ดังนั้นเลยตัดสินใจไม่ใส่กราวที่รพ. ให้มาอีก เพราะมันจะยิ่งทำให้ลำบากกว่าเดิม ไอ้ตี๋เลยนอนแผ่หราบนเตียง มีแค่ผ้าห่มบางๆ คลุมหลวมๆ เพื่อให้ไม่หนาว
พออาการท้องเสียยังไม่หยุด ผ่านไปอีกไม่ถึงชั่วโมง มันครางอีก “อีกแล้ว…ช่วยหน่อย” เราจึงช่วยพยุงมันไปห้องน้ำอีก ครั้งนี้ไม่มีเสื้อผ้าปกปิด เราแค่หิ้วแขน พยุงค้ำเอวไอ้ตี๋ที่ตัวเปลือยเปล่าให้แน่นที่สุด ทุกก้าวย่างมันต้องหยุดหอบ หน้าซีดยิ่งกว่าเดิม
รอบที่สาม เกิดขึ้นอีกตอนดึกมาก ไอ้ตี๋เรียกเราครั้งสุดท้าย เราเดินเข้าไปหิ้วมันขึ้นมา คราวนี้มันอ่อนแรงจริงๆ แทบจะไม่มีแรงลุกเลย เราต้องยกตัวมันขึ้นมาเกือบทั้งหมด เดินพาไปห้องน้ำอีกครั้ง
ตอนพามันเดินกลับมาที่เตียง มันก็พูดแผ่วๆ ว่า “กูไม่เคยอายขนาดนี้มาก่อนเลยว่ะ…แต่ดีที่มีพวกมึงควยช่วย” ก่อนจะหลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย
ช่วงกลางคืนพยาบาลมาตรวจวัดความดัน ไข้ และเช็คน้ำเกลือเป็นระยะ ทั้งคืนนั้นไอ้ตี๋หลับๆ ตื่นๆ จากความปวดและความอ่อนเพลีย แต่มีพวกเราสองคนเฝ้าอยู่ข้างๆ มันก็ดูอุ่นใจขึ้น พูดแผ่วๆ ว่า “ขอบใจมากว่ะ…พวกมึง” ก่อนจะหลับไปอีกครั้ง..เช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านม่านห้องผู้ป่วย สาดลงบนเตียงที่ไอ้ตี๋นอนแผ่หรา ใต้ผ้าห่มบางๆ ที่คลุมหลวมๆ ผมได้ยินเสียงพยาบาลเวรเช้า เข็นรถเข้ามาเจาะเก็บเลือดตั้งแต่เช้าตรู่
ผ่านไประยะใหญ่ หมอเวรเช้ามาตรวจตอนแปดโมงกว่าๆ ถือแฟ้มผลเลือดมาดูหน้าไอ้ตี๋แล้วยิ้มเล็กน้อย “ค่า CK ลดลงมาเยอะแล้ว จากเมื่อวานที่พุ่งสูงเกือบหมื่นตอนนี้เหลือแค่ 4,xxx ค่าไตก็ดีขึ้น ขาดน้ำแก้ได้แล้ว ท้องเสียก็ไม่มีแล้ว“
หมอพูดชัดๆ “ให้น้ำเกลือถึงสักช่วงบ่ายๆ เต็มวันอีกหน่อย แล้วกลับบ้านได้เลย แต่ต้องพักผ่อนเต็มที่ กินน้ำให้เยอะ ทานยาตามสั่ง ห้ามออกกำลังหนักเด็ดขาดอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ มาติดตามผลเลือดอีกทีในอีก 3 วันนะครับ ระวังอาการปวดขากลับมาด้วย”
ไอ้ตี๋พยักหน้าช้าๆ หน้าตายังซีดแต่ดีขึ้นกว่าคืนก่อนเยอะ “ขอบคุณครับหมอ”   “…กูไม่กล้าวิ่งอีกแล้วจริงๆ” มันพูดเสียงแหบๆ กับพวกผม แต่แฝงรอยยิ้มฝืนๆ
หลังจากให้น้ำเกลือถุงสุดท้ายเสร็จ พยาบาลมาตรวจความดัน ไข้ สายน้ำเกลือ แล้วถอดเข็มออกจากแขนมันให้ ผมกับไอ้อ้นช่วยกันเก็บของ ไม่มีอะไรมากนอกจากเสื้อผ้าที่มันใส่มาเมื่อวาน—เสื้อยืดสีเทาตัวใหญ่กับกางเกงวอร์มขาสั้นสีดำที่ผมหยิบจากตู้มาใส่ให้ตอนที่ยังอยู่คอนโด
พนักงานคนหนึ่งเข็นรถเข็นคนไข้เข้ามาในห้อง พร้อมกับผู้ช่วยพยาบาล “ขึ้นรถเข็นก่อนนะครับ เดี๋ยวผมพาไปส่งถึงรถ“ เขาพูดยิ้มๆจากนั้นผู้ช่วยพยาบาลคนเดียวกับเมื่อวานก็หันมาถาม “มีเสื้อผ้าเปลี่ยนมั้ยคะ หรือจะใส่ชุดเดิมเลย?”
ไอ้ตี๋มองเสื้อผ้ากองเล็กๆ แล้วพยักหน้า “ใส่ชุดเดิมเลยครับ…ขี้เกียจหาอะไรใหม่”
ผมกับไอ้อ้นช่วยกันพยุงมันลุกนั่งบนขอบเตียง มันยังอ่อนแรง ขาสั่นเล็กน้อยแต่ดีกว่าคืนก่อนเยอะ ผมหยิบเสื้อยืดขึ้นมาสวมให้ก่อน สอดแขนข้างหนึ่ง มันยกแขนช่วยได้นิดหน่อยแล้ว ดึงผ่านหัว ผมช่วยจัดปกให้เรียบร้อย
จากนั้นเป็นกางเกงวอร์ม ไอ้อ้นช่วยยกขาข้างหนึ่งขึ้นช้าๆ มันครางเบาๆ เพราะน่องยังบวมแข็งอยู่ ผมค่อยๆ สอดขาเข้าไป ดึงขึ้นถึงเอว มันยกสะโพกนิดหนึ่งช่วย หน้าตาบิดเบี้ยวแต่ทนได้ คราวนี้ไม่มีกางเกงในเหมือนเดิม แต่กางเกงวอร์มตัวหลวมก็ปกปิดได้พอ
เสร็จแล้ว ผู้ช่วยพยาบาลช่วยพยุงให้มันนั่งลงบนรถเข็น ผมกับไอ้อ้นเดินตามข้างๆ พยาบาลเข็นรถออกจากห้อง ผ่านโถงทางเดินโรงพยาบาลที่คนเดินพลุกพล่าน ไอ้ตี๋นั่งตัวงอเล็กน้อย มือกุมขาเบาๆ หน้าตายังซีดแต่ดูมีชีวิตชีวากว่าคืนก่อนเยอะ
มันหันมาพูดเบาๆ กับผม “ขอบใจมากว่ะ…เมื่อคืนกูหมดสภาพเลย”
ผมยิ้ม “ช่างมันเถอะ มึงรอดมาได้ก็พอแล้ว”
ถึงลานจอดรถ พนังงานโรงพยาบาลช่วยพยุงไอ้ตี๋ลุกลงจากรถเข็น ผมเปิดประตูรถฝั่งผู้โดยสาร ไอ้อ้นค้ำแขนมันไว้ ช่วยพยุงให้นั่งลง รัดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย มันนั่งตัวงอ มือยังกุมขาแน่น ผมขับรถออกจากโรงพยาบาลช้าๆ กลับไปคอนโดของมัน...ถึงคอนโด ผมจอดรถใต้ตึก ไอ้อ้นช่วยพยุงมันลงจากรถ ขาของมันยังอ่อน เดินได้แต่ไม่มั่นคง ต้องค้ำแขนทั้งสองข้าง เราเดินช้าๆ ไปลิฟต์ ขึ้นชั้น 15 เดินยาวไปห้องไอ้ตี๋ ผมใช้ keycard เปิดประตู พาเข้าไปในห้อง
ไอ้ตี๋ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาห้องนั่งเล่น หายใจหอบเบาๆ “กูยังเดินไม่ค่อยไหวเลยว่ะ…ขาเหมือนจะแตกอีก”
ผมมองหน้าไอ้อ้น “คืนนี้เราอยู่เฝ้ามันอีกมั้ย?”
ไอ้อ้นพยักหน้า
ไอ้ตี๋ยิ้มอ่อนๆ “พวกมึงนี่…เหมือนพี่เลี้ยงเลยว่ะ”
เราสองคนหัวเราะเบาๆ แล้วเริ่มจัดระเบียบห้องให้มันพักผ่อน เปิดแอร์ให้เย็นสบาย หยิบน้ำเกลือแร่จากตู้เย็น และยาต่างๆที่หมอให้มาวางไว้ข้างๆ เตียง
โชคดีที่ตรงกับวันหยุดยาว มีหยุดชดเชยวันจันทร์พอดี ทำให้ผมกับไอ้อ้นได้อยู่เฝ้าไอ้ตี๋ที่คอนโดเต็มๆ ไม่ต้องรีบกลับบ้าน กลัวมันลุกไปไหนคนเดียวแล้วล้มหัวฟาดพื้น เพราะขามันยังอ่อนแรงมาก เดินได้แต่ต้องค้ำกำแพงหรือมีคนพยุง
“กูเหนียวไปหมดเลยว่ะ…อยากอาบน้ำชะมัด” ไอ้ตี๋มันพูดเสียงแหบ แต่พยายามลุกขึ้นเอง ผมเห็นมันยกขาขึ้นลำบาก น่องยังบวมแข็งแดงๆ อยู่เลยรีบเข้าไปค้ำเอวไว้ “เดี๋ยว กูช่วยถอดให้ มึงอย่าฝืน”
ไอ้อ้นยืนมองอยู่ข้างๆ แล้วช่วยกันพยุงมันลุกขึ้นยืนตรงกลางห้องนั่งเล่น ผมค่อยๆ ดึงเสื้อยืดสีเทาที่ใส่มาจากโรงพยาบาลขึ้นผ่านหัว มันยกแขนช่วยได้นิดหน่อย กล้ามอกสองเนินที่เคยตึงเปรี๊ยะ ตอนนี้ยังนูนแต่ดูอ่อนล้า เหงื่อเกรอะกรังตามร่องกล้ามเนื้อ
ตามด้วยกางเกงวอร์มขาสั้นสีดำ ผมค่อยๆ ดึงลงช้าๆ มันยกสะโพกนิดหนึ่งช่วย แต่ขาสั่นจนเกือบทรุด ไอ้อ้นรีบค้ำก้นมันไว้แน่น กางเกงหลุดลงถึงข้อเท้า
ตอนนี้มันอยู่ตรงกลางห้องนั่งเล่น เราไม่พูดอะไรกันมาก พยุงมันเดินโซเซเข้าห้องน้ำ ผมเปิดประตูให้ มันเดินเข้าไปเองได้ แต่ขาสั่นจนต้องจับขอบอ่างล้างหน้าไว้ “กูนั่งอาบเองได้ มึงรอข้างนอก ถ้าเสร็จเรียกนะ” มันพูด แล้วนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกที่วางไว้ในห้องน้ำ เปิดฝักบัวน้ำอุ่นให้ไหลลงตัว
ผมกับไอ้อ้นยืนรอหน้าห้องน้ำ ประมาณ 10 นาที มันเรียก “เสร็จแล้วว่ะ…” เสียงแผ่ว ผมเปิดประตูเข้าไปเห็นมันนั่งตัวเปียกชุ่ม น้ำไหลย้อยตามกล้ามอก ลงหน้าท้อง ขนอ่อนๆ ตามแนวสะดือเปียกติดผิว ผมเข้าไปพยุงมันลุกขึ้น ยื่นผ้าเช็ดตัวให้มันเช็ดตัวคร่าวๆด้วยผ้าขนหนูตัวใหญ่ แล้วพามันเดินออกมานั่งลงที่ขอบเตียง มันหอบเบาๆ “สบายขึ้นเยอะเลยว่ะ”
หลังจากอาบมันบอกว่า ตอนนี้อยู่ห้องมันเอง ใส่เสื้อผ้าลำบาก และมันเองก็รู้สึกว่าร่างกายร้อนๆ เย็นๆ อยู่แล้ว การปล่อยให้ผิวได้ระบายอากาศน่าจะดีกว่า พวกผมพยุงให้มันเดิน แบบโซเซกลับไปนอนแผ่แก้ผ้าบนเตียง และห่มผ้าห่มหลวมๆ
ทั้งวันนั้น เราเฝ้ามันสลับกัน ช่วยยกน้ำ ช่วยเดินไปห้องน้ำ ช่วยนั่งกินข้าวต้มที่สั่งมา ไอ้ตี๋นอนพักเยอะ พูดน้อยลง แต่แววตาดูขอบคุณจริงๆ
“กูไม่เคยคิดเลยว่าการวิ่ง 21 กิโลจะพามาถึงจุดนี้” มันพูดแผ่วๆ ตอนบ่ายแก่ๆ “แต่ดีที่มีพวกมึง…ไม่งั้นกูไม่รู้จะเป็นยังไง”
ผมตบไหล่มันเบาๆ “ช่างมันเถอะ มึงหายก่อน ค่อยว่ากันใหม่ ครั้งหน้าจะวิ่งก็ชวนกูไปด้วย จะได้ไม่ต้องโชว์ฟิตคนเดียว”
ไอ้ตี๋หัวเราะเบาๆ แล้วหลับตาลง หลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบสองวัน..ตกเย็น ด้วยต้องอยู่เฝ้ามันอีกสองวันเต็ม ผมเลยบอกไอ้อ้นว่า “กูต้องแวะกลับห้องเอาเสื้อผ้าเปลี่ยนกับของใช้หน่อย มึงเฝ้าก่อนนะ กลัวมันลุกคนเดียวล้มตายจริงๆ”
ไอ้อ้นพยักหน้า “ได้ กูอยู่ก่อน มึงไปมาเร็วๆ”
ในห้องมันมี PlayStation กับจอใหญ่ติดผนัง มีเกมฟุตบอลที่เราชอบเล่นกัน ระหว่างที่ผมไม่อยู่ ไอ้อ้นกับไอ้ตี๋ก็เปิดเล่นกันแข่งกันไป มันนั่งพิงหัวเตียง ถือจอยส์ ผมกลับมาพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้า เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเล่นต่อ สลับกันไปเอาเสื้อผ้าที่บ้านตามคิว.พออยู่ด้วยกันสามคน ผมเราก็นึกถึงภาพเมื่อคืนที่โรงพยาบาล—ที่ไอ้ตี๋นอนโรงพยาบาล เดินไปมาดยไม่มีเสื้อผ้าปกปิด เห็นทุกส่วนชัดเจน
ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบแก้ผ้าอยู่แล้ว และพวกเราสามคนเห็นของกันมาจนหมดแล้ว ผมเริ่มก่อนเลย ช่วงเย็นวันนั้น ผมบอก “กูไปอาบน้ำก่อนนะ” แล้วยืนหน้าห้องน้ำ ถอดเสื้อ ถอดกางเกง ถอดกางเกงในหมด เดินเข้าไปอาบน้ำแบบไม่ปิดประตูสนิท เพื่อให้แอร์เย็นๆพัดเข้ามาได้ ทำให้พวกมันเห็นผมแก้ผ้าอาบน้ำค่อนข้างชัดเจน
ซึ่งผมชอบอยู่แบบนี้อยู่แล้ว พวกมันก็รู้มาตั้งแต่สมัยเรียนด้วยกันและที่มากิน เล่น ห้องผมบ่อยๆ
หลังอาบเสร็จ ผมเช็ดตัวคร่าวๆ แล้วเดินออกมา ไม่ใส่เสื้อผ้า ตามจังหวะเดิน ผิวเปียกน้ำหยดติ๋งๆ ลงพื้น ผมมานั่งโซฟาแบบนั้น
ไอ้อ้นมองแล้วยิ้ม “มึงแก้ผ้าอีกแล้วเหรอ” แล้วมันก็ลุกขึ้น ถอดเสื้อ ถอดกางเกง แต่สุดท้ายใส่แค่กางเกงบอกซ์เซอร์ตัวเดียว ไม่เหมือนผม
ส่วนไอ้ตี๋ตอนนี้ ตั้งแต่อาบน้ำช่วงบ่าย มันก็ยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าอะไรเพราะเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้มันลำบากมาก ต้องยกขา ยกแขน มันครางทุกครั้งเพราะน่องยังปวด ผมกับไอ้อ้นคุยกันสั้นๆ “ช่วงที่มึงช่วยเหลือตัวเองยังไม่ได้ มึงไม่ต้องใส่เสื้อผ้าให้มันยากหรอก ถอดก็ยากใส่ยาก”
ไอ้อ้นเห็นด้วยเลย
ตั้งแต่นั้นมา ในห้องคอนโดเลยมีคนแก้ผ้าโทงอยู่สองคน คือผมกับไอ้ตี๋ เหลือแต่ไอ้อ้นที่ใส่กางเกงบอกซ์เซอร์ตัวเดียว เวลามันอาบน้ำก็ถอดกางเกงหน้าห้องน้ำ เข้าไปอาบ แล้วเดินออกมาแบบเดียวกันเหมือนกัน เห็นควยเห็นหมอยของมันไม่ต่างกัน..ตกกลางคืนได้เวลานอน ไอ้ตี๋นอนแผ่บนเตียงใหญ่ ผ้าห่มคลุมหลวมๆ ผมกับไอ้อ้นแยกย้ายกันนอน ผมเอนตัวลงข้างเตียงบนพื้นฟูก มีหมอนกับผ้าห่มบางๆ ไอ้อ้นนอนแผ่บนโซฟา ห้องเงียบ มีแต่เสียงหายใจแผ่วๆ ของไอ้ตี๋ที่หลับสนิทหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน
กลางดึกทั้งห้องเงียบสนิท มีแต่เสียงแอร์เบาๆ กับเสียงกรนเบาๆของไอ้อ้นที่หลับสนิทบนโซฟา ผมที่นอนข้างเตียงบนฟูกพลิกตัวไม่ได้นอนหลับสนิท เพราะเปลี่ยนสถานที่นอน และใจยังกังวลไอ้ตี๋อยู่ตลอดเวลา
แล้วผมก็ได้ยิน…
เสียงเตียงขยับเบาๆเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายคนนอนพลิกตัว แต่ไม่ใช่ มันเป็นจังหวะสม่ำเสมอกว่า แถมมีเสียงหายใจถี่ขึ้นนิดๆ ผสมกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อเบาๆ ที่ถ้าไม่ตั้งใจฟังก็คงคิดว่าเป็นเสียงแอร์หรือลม
ผมลืมตาขึ้นช้าๆ ไม่ขยับตัวแรง กลัวมันรู้ตัว แล้วค่อยๆ เอียงคอมองผ่านความมืดสลัวที่แสงจากไฟหน้าห้องน้ำลอดออกมาเล็กน้อย
ไอ้ตี๋นอนหงายอยู่บนเตียง ผ้าห่มโยนทิ้งไปข้างๆ กล้ามอกสองเนินยกขึ้นลงตามจังหวะหายใจถี่ หน้าท้องหกก้อนเกร็งเป็นระลอกตามการเคลื่อนไหวของแขนขวา
มือขวาของมันกำลังกำควยถอกของตัวเอง ชักว่าวช้าๆ แต่หนักแน่น ควยที่เคยห้อยนิ่งๆช่วงเย็น ตอนนี้แข็งเต็มที่ชูชัน หมอยสั้นเตียนเรียบสนิททำให้ดูใหญ่และนูนเด่น ผิวสีชมพูเข้มขึ้นจากเลือดสูบฉีด ลูกอัณฑะหุบตัวแน่นตามจังหวะชัก
ร่างกายแบบหุ่นนักกีฬาที่เต็มไปด้วยฮอร์โมนเพศชายที่ฮอร์โมนเพศ มันสาวควยชักแน่น เร็วขึ้นเรื่อยๆ มือซ้ายบีบลูกอัณฑะเบาๆ เพื่อกระตุ้นเพิ่ม หน้าท้องเกร็งจนเห็นร่องกล้ามชัดเจน ขนอ่อนๆ ตามแนวสะดือเปียกเหงื่อเล็กน้อย
เสียงหายใจมันถี่ขึ้น หอบเบาๆ ในลำคอ พยายามกลั้นเสียง แต่ก็ยังมีเสียงครางแผ่วๆ หลุดออกมาเป็นระยะ “อืมม์…”
ผมมองตาค้าง น้ำลายกลืนลงคอ แอบมองนอนน่งสนิท แต่หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้
ไอ้ตี๋เร่งจังหวะเร็วขึ้น มือขวาชักแรงขึ้น บวมใหญ่สุดที่เห็นมา ปลายบานแดงชุ่มน้ำหล่อลื่นที่มันใช้นิ้วโป้งถูวนรอบหัว
แล้วมันก็ตัวเกร็งทั้งร่าง หน้าท้องยุบลง กล้ามเนื้อทุกมัดตึงเปรี๊ยะ ขาเกร็งจนน่องที่ยังบวมแดงดูแข็งขึ้นอีก
“อ๊าา…” เสียงครางแผ่วแต่ลึกในลำคอหลุดออกมา
น้ำแตกพุ่งแรงเป็นจังหวะแรก สาดขึ้นไปโดนหน้าอกซ้ายเต็มๆ จังหวะที่สองสาดขึ้นสูงถึงคอ ตามด้วยจังหวะสาม สี่ ห้าที่ลดแรงลงแต่ยังพุ่งออกมาเป็นสายขาวขุ่นหนืดๆ ตกกระจายเต็มหน้าท้อง หกก้อนกล้ามท้องเปื้อนไปหมด บางส่วนไหลย้อยลงตามแนวขนอ่อนๆ ไปถึงโคน
มันชักต่ออีกสองสามทีจนน้ำหยดสุดท้ายหล่นลงบนหน้าท้อง แล้วก็ค่อยๆ ผ่อนมือลง หายใจหอบแรง ควยค่อยๆอ่อนตัวลงช้าๆ แต่ยังชุ่มเหนียว
ตอนนี้มันนอนแผ่ ตัวเปื้อนน้ำเงี่ยนเต็มแผงหน้าอก หน้าท้อง ลงไปถึงต้นขา มันมองลงไปที่ตัวเอง เห็นความเลอะเทอะเต็มร่าง แล้วถอนหายใจเบาๆ
มันเอื้อมมือไปหาผ้าขนหนูที่วางข้างเตียง มันควานหาอยู่สักพักก็ไม่เจอ ผ้ามันหล่นไปอยู่บนพื้นที่ปลายเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ส่วนมือขวาที่เพิ่งชักว่าวก็ชุ่มเหนียวไปหมด มันเลยตัดสินใจ…ไม่เช็ดได้แต่เอามือปาดน้ำเงี่ยนบนตัวไปมาเพื่อทำให้แห้ง
มันยกแขนขึ้นพาดหัว แล้วนอนแผ่แบบนั้น น้ำเงี่ยนค่อยๆ แห้งเกาะตามผิว ตามร่องกล้ามเนื้อ บางส่วนไหลย้อยลงข้างลำตัว ตกบนผ้าปูที่นอนเป็นจุดๆ
มันหลับตาลง หายใจแผ่วลงช้าๆ ดูเหมือนจะหลับต่อด้วยความเหนื่อยอ่อนเพลียผสมความสบายใจหลังปลดปล่อย
ผมที่นอนมองอยู่เงียบๆ รู้สึกตัวร้อนผ่าว น้ำเงี่ยนซึมออกมาเปียกขา แข็งขึ้นจนเจ็บ แต่ผมไม่ขยับ ไม่กล้าทำอะไร กลัวมันรู้ตัว
แค่ได้เห็นไอ้ตี๋ ร่างกำยำที่เคยอวดฟิตเต็มที่—ตอนนี้ เปราะบาง อ่อนแอ แต่ก็ยังขี้เงี่ยนหนักหน่วงแบบนี้…มันทำให้คืนนั้นยาวนานและร้อนระอุกว่าที่คิดไว้มาก
และยังเหลืออีกสองวันเต็มๆ ที่เราจะอยู่ด้วยกันแบบนี้…..เช้าวันต่อมา แสงแดดลอดม่านเข้ามาเบาๆ ประมาณเจ็ดโมงกว่าๆ ห้องยังมืดครึ้มนิดหน่อย ผมตื่นก่อนเพราะชินตื่นเช้า กลิ่นเหงื่อค้างผสมกลิ่นจางๆ ของน้ำเงี่ยนลอยคละคลุ้งในห้อง ไม่แรงมากแต่ชัดพอที่จะทำให้รู้ว่าคืนก่อนมันเกิดอะไรขึ้นจริงๆ
ผมพลิกตัวมองไปที่เตียง ไอ้ตี๋ยังนอนหลับอยู่ หายใจแผ่วๆ นอนหงาย ผ้าห่มโยนกองข้างเตียงตั้งแต่เมื่อคืน คราบน้ำเงี่ยนแห้งเกาะเต็มตัวชัดเจนเหมือนเดิม หน้าอกซ้ายมีแผ่นขาวๆ ขนาดเหรียญสิบบาทสองสามแผ่น เกาะแน่น หน้าท้องหกก้อนมีรอยย้อยจางๆ ตามแนวที่เคยพุ่งออกมา ตามขนอ่อนๆ จากสะดือลงไปยังโคนมีคราบแห้งเป็นทางบางๆ บางจุดเกาะเป็นก้อนเล็กๆ ติดผิวหนังจนเห็นรอยแตกตอนมันขยับตัวเบาๆ
ไอ้อ้นที่นอนโซฟาตื่นตามเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้พร้อมกันกับผมตอนเช้าไอ้อ้นมันเดินเข้ามาในห้องใส่กางเกงบ๊อกเซอร์ตัวเดียวเห็นควยลางๆ
ตอนนี้ผมกับไอ้อ้นเห็นภาพเดียวกัน มันยิ้มมุมปากแล้วกระซิบ “ดูคราบสิ เต็มตัวเลยว่ะ เมื่อคืนมันคงฝันเปียกหนักเลยมั้ง”
ผมพยักหน้า ไม่พูดอะไร แต่ในใจรู้ดีว่ามันไม่ใช่ฝันเปียก.ไอ้ตี๋ขยับตัวตื่นช้าๆ ลืมตาขึ้นมองรอบตัว แล้วก้มมองตัวเอง เห็นคราบแห้งเกาะเต็มร่าง มันหน้าแดงก่ำทันที ถอนหายใจยาวแล้วยกมือปิดหน้าตัวเองครึ่งหนึ่ง พูดเสียงแผ่วเบาแบบเขินอายสุดๆ
“ชิบหาย…” มันพูดซ้ำอีกครั้ง เสียงเบาลงเรื่อยๆ “ฝันอะไรไม่รู้ แต่ตื่นมาเจอคราบแบบนี้…กูอายชิบหายเลย”
“ชิบหาย…เมื่อคืนกู ฝันอะไรไม่รู้ ฝันว่าน้ำแตก ….คราบแห้งเกาะแน่นขนาดนี้…อายชิบหายเลยว่ะ”
มันลูบหน้าท้องเบาๆ คราบแห้งแตกเป็นผงเล็กๆ ตกบนผ้าปูที่นอน แล้วมันก็หน้าแดงยิ่งกว่าเดิม หันมามองผมกับไอ้อ้นแบบเก้อๆ “มึงสองคนเห็นหมดเลยใช่มั้ย…กูอายตายเลยว่ะ ไม่เคยฝันเปียกแรงขนาดนี้มาก่อน”
ไอ้อ้นหัวเราะเบาๆ แล้วแซว “ฝันเปียกเหรอวะ ฝันถึงใครวะเนี่ย ถึงแตกแรงขนาดคราบแห้งเป็นแผ่นเลย”
ไอ้ตี๋ยิ่งเขิน เอามือปิดหน้าตัวเองทั้งหน้า “อย่าถามเลยว่ะ…”
มันพยายามลุกนั่ง แต่ขายังอ่อน ต้องค้ำแขน คราบที่หน้าอก ลอกหลุดออกมาตามแรงโน้มถ่วง มันรีบใช้มือปัดออก แต่ยิ่งปาดยิ่งหลุด “กูต้องอาบน้ำด่วนเลยว่ะ เหนียวชิบหาย รู้สึกเหมือนแป้งแห้งติดตัว”.ผมกับไอ้อ้นหัวเราะเบาๆ แต่ในใจผมรู้ดี…ผมเห็นหมดแล้วว่ามันไม่ได้ฝันเปียก มันชักว่าวเองจนแตกแรงขนาดนั้น แต่ตอนนี้มันเขินอายจนต้องโกหกแบบฝันเปียก ผมเลยไม่พูดอะไร แค่ยิ้มแล้วช่วยพยุงมันลุกขึ้น
“ไปอาบน้ำกันเถอะ” ผมพูดเบาๆ “เดี๋ยวช่วยพยุงเข้าไป” ตอนนี้ผมกับไอ้ตี๋ก็ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดตัว พยุงกันแบบแก้ผ้าไปแบบนั้น ผมอีกฝั่ง ไอ้อ้นอักฝั่ง
ไอ้ตี๋เดินโซเซเข้าไปห้องน้ำ คราบแห้งยังหลุดร่วงเป็นผงทุกครั้งที่ขยับ มันหันมามองเราสองคนอีกครั้ง หน้าแดงก่ำ “อย่ามองเลยว่ะ…กูอายจริงๆ นะ”
แต่ในสายตาผม มันไม่ได้อายอย่างเดียว มันยังมีแววเขินๆ ผสมความสะใจเล็กๆ เหมือนคนที่เพิ่งปลดปล่อยอะไรหนักๆ ออกไปได้สำเร็จ.หลังจากช่วยพยุงไอ้ตี๋ออกมาจากห้องน้ำ ตัวมันเปียกชุ่ม คราบแห้งถูกล้างออกไปหมดแล้ว มันนั่งพิงหัวเตียง หายใจหอบเบาๆ ผมโยนผ้าขนหนูผืนใหม่ให้ มันเช็ดตัวคร่าวๆ ก่อนจะนอนแผ่ลงอีกครั้ง   
แต่กว่าจะพาไอ้ตี๋กลับถึงเตียง ตัวผมเองก็เปียกไปด้วย เพราะต้องพยุงพามันมันออกจากห้องน้ำตอนตัวมันเปียกๆ ผมเลยรู้สึกเหนียวเหนอะหนะทั้งตัว
“กูขออาบน้ำต่อหน่อยนะ” ผมพูดเบา ๆ แล้วหันไปมองไอ้อ้นกับไอ้ตี๋
ไอ้ตี๋ที่นั่งพิงหัวเตียง หัวเราะเบา ๆ เสียงแหบ “ไปเลยว่ะ…กูรู้อยู่แล้วว่ามึงคงทนไม่ไหวเหมือนกัน…..” พูดเหมือนมันคิดอะไรอยู่ในใจ
ผมยิ้ม ไม่ตอบอะไร เดินเข้าไปในห้องน้ำ ปิดประตูตาม
ผมอาบน้ำไปสักพัก อยู่ดีๆก็นึกเห็นภาพที่ผมเห็นไอ้ตี๋นอนชักว่าวน้ำแตก และที่มันนอนควยแข็งชี้โด่วตอนเช้า ทำให้ควยผมตอนนี้ ยืนชูชันเต็มที่ หัวบานแดงเข้มชุ่มน้ำหล่อลื่น ผสมกับน้ำสบู่
ผมเปิดน้ำอุ่นปล่อยให้น้ำไหลลงตัว แต่ความเงี่ยนมันพุ่งขึ้นอีก คิดถึงภาพที่ฉายวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพเมื่อเช้าที่เห็นคราบแห้งเกาะเต็มตัวมัน ภาพเมื่อคืนที่แอบเห็นมันชักว่าวจนน้ำแตกเต็มตัว มันวนอยู่ในหัวไม่หยุด
ผมเอื้อมมือขวาไปจับควยตัวเอง ชักช้า ๆ ก่อน แล้วเร่งจังหวะเร็วขึ้น มือซ้ายบีบลูกอัณฑะเบาๆ สลับกับเขี่ยหัวนมเพื่อกระตุ้นความเสียวน้ำอุ่นไหลลงมาตามตัว ผสมกับน้ำหล่อลื่นที่ไหลออกมาเยอะขึ้น ผมยืนพิงผนังห้องน้ำ หายใจถี่ ครางเบา ๆ ในลำคอ “อืมม์…”
ไม่ถึงสองนาที ผมก็ทนไม่ไหว ตัวเกร็ง หายใจติดขัด แล้วน้ำพุ่งออกมาแรง สาดลงพื้นห้องน้ำ ผสมกับน้ำอุ่นไหลลงท่อเป็นสายขาวขุ่นจาง ๆ ผมชักต่ออีกสองสามทีจนน้ำหยดสุดท้าย แล้วยืนหอบ หายใจแผ่วลงช้าๆ ควยค่อย ๆ อ่อนตัวลงแต่ยังกึ่งแข็งกึ่งอ่อน หัวแดงเข้มชุ่มยังมีน้ำหล่อลื่นเกาะอยู่ตรงปลาย
ผมปิดน้ำ เช็ดตัวคร่าวๆ แล้วเดินออกมาจากห้องน้ำแบบเปลือยกายทั้งตัว ควยทิ้งตัวแบบกึ่งแข็งกึ่งอ่อน หัวเงี่ยนแดงชัดเจน
ผมเดินโทง ๆ ไปนั่งขอบโซฟาข้างไอ้อ้น ไอ้อ้นเห็นก่อนมันยิ้มกว้างแล้วแซวทันที
“โอ้โห…มึงนี่เพิ่งปล่อยของมาเลยใช่มั้ยวะ ดูสิ ควยแดงเชียว… แบบนี้เพิ่งแตกมาไม่ถึงห้านาทีแน่นอน”
ไอ้ตี๋ที่นั่งพิงหัวเตียง หัวเราะคิกคัก เสียงแหบ ๆ “กูว่าใช่เแน่ๆเลยว่ะ…มึงชักว่าวมาใช่มั้ย.?!”
ผมยิ้มเขิน ๆ นั่งลงข้าง ๆ แล้วยกขาไขว่ห้างให้เห็นชัดขึ้นอีกนิด ควยห้อยหนักๆ ยังขยับตัวเบา ๆ ตามจังหวะหายใจ “เออ…ก็ประมาณนั้นแหละ“
มันก็…ปกติป่ะวะ เหมือนพวกมึงนั่นแหละ เช้า ๆ มาควยแข็งทุกวันเป็นเรื่องปกติ กูก็เหมือนกัน ตื่นมาก็ต้องชักว่าวเกือบทุกเช้า ไม่ได้มีอะไรพิเศษ”
ไอ้อ้นหัวเราะดังขึ้น ตบไหล่ผมเบา ๆ “กูก็เหมือนกันวะ”
ไอ้ตี๋ยกมือตีเตียง แล้วยิ้มกว้าง “เออ…กูก็ด้วย เหมือนกันว่ะ เช้า ๆ มาควยแข็งแล้วต้องชักทุกวันเลย ถ้าไม่ชักก็รู้สึกคั่ง ๆ ทั้งวัน กูว่าพวกเราสามคนนี่เหมือนกันเป๊ะเลย” แล้วทั้งสามก็นั่งหัวเราะกัน.บรรยากาศในห้องตอนนั้น มันผ่อนคลายและอบอุ่นขึ้นมาก เราสามคนนั่งหัวเราะกันต่อแบบไม่ต้องเกร็ง คุยเรื่องมั่วๆทั่วไป เรื่องเช้า ๆ มาควยแข็ง เรื่องชักว่าว เรื่องคราบแห้งเมื่อเช้า จนหัวเราะกันจนเหนื่อย แล้วค่อย ๆ นั่งชิลต่อไปแบบนั้น ไม่มีใครรีบใส่เสื้อผ้า เพราะรู้กันดีว่าวันนี้ยังอีกยาวไกล…และความสนิทแบบนี้ มันดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย..จากนั้นผมกับไอ้อ้นเดินไปนั่งที่โซฟา ผมกระซิบเบาๆ ให้ให้อ้นมันฟัง “อ้น มึงรู้มั้ย เมื่อคืนกูเห็นหมดแล้ว”
ไอ้อ้นหันมามองตาโต “เห็นอะไร?”
“ไอ้ตี๋ มันไม่ได้ฝันเปียกอย่างที่มันบอ​​​​​​​​​​​​​​​​กเมื่อกี้หรอก” ผมพูดต่อเสียงเบาจนแทบเป็นลม “กูตื่นตอนดึก ได้ยินเสียงเตียงขยับ มันชักว่าวเอง ชักจริงจังเลยว่ะมันไม่ได้หลับฝันเปียกอะไรหรอก กูมันลืมตาอยู่ แล้วก็…ชักจนแตก แล้วนอนแผ่แบบนั้น ปล่อยให้แห้งเกาะค้างคืนเลย”
ไอ้อ้นได้ยิน แล้วก็หัวเราะในลำคอ “จริงดิ? กูคิดว่ามันเขินเลยโกหกแบบฝันเปียกซะอีก”
“กูจะโกหกทำเหี้ยอะไร ” ผมยิ้ม “แต่กูว่า มันคงหาผ้าเช็ดไม่เจอตอนดึก หรือไม่อยากลุกไปหา เพราะขาเจ็บ เลยปล่อยแห้งไปแบบนั้น แล้วเช้ามาเจอคราบเต็มตัว ก็เลยแก้เกี้ยวว่า ‘ฝันเปียก’ ซะเลย”
ไอ้อ้นพยักหน้า “เข้าใจเลยว่ะ…ช่วงนี้มันไม่สบาย ไม่ได้ออกกำลัง ไม่ได้ปลดปล่อยอะไรเลยนาน มันเงี่ยนสะสมหนักแน่ๆ”
เราสองคนมองหน้ากัน แล้วยิ้มแบบรู้กันแบบว่าวางแผนกันวันนี้จะทำให้ไอ้ตี๋มันอาย..ตอนเที่ยง หลังจากผมกับไอ้อ้นแกล้งบอกว่าจะลงไปรับอาหารแล้วซื้อของเพิ่ม ผมเปิดหนัง erotic lingam massage ไว้ให้ บอกไอ้ตี๋ว่าหนังเรื่องนี้เป็นแนวสอนนวดผ่อนคลาย
ช่วงแรกก็มีนวดตามตัว นวดขาเบาๆ เสียงเบา ๆ แล้วเดินออกไปปิดประตูดัง “ปึ้ด” แต่จริง ๆ เราสองคนแอบยืนซ่อนหลังม่านกั้นห้องนั่งเล่น มองเห็นเตียงไอ้ตี๋ชัดเจนทั้งตัว จากมุมที่มันนั่ง มันมองเห็นแค่ทีวีกับรีโมทที่วางห่าง ๆ ไม่เห็นเราเลย
หนังเริ่มเข้าฉากนวดจริงจัง ดาราหญิงตัวเล็ก ผิวขาวเนียน ผมยาวสลวย ใส่ชุดนวดบาง ๆ สีขาวโปร่ง ใช้น้ำมันอุ่นชะโลมลงบน lingam ของผู้ชายที่ตัวใหญ่กำยำ ผิวสีแทนเข้ม กล้ามอกหนา หน้าท้องหกก้อนชัดเจน ชักช้า ๆ วนรอบหัวบานแดงเข้ม ภาพ close-up ชัดเจนจนเห็นเส้นเลือดปูดตามลำควย
ไอ้ตี๋ที่นั่งพิงหัวเตียง ตัวเปลือยกายสนิท ผิวขาวเนียนละเอียดแบบคนที่ไม่ค่อยโดนแดดมากนัก วันนี้ดูมีน้ำมีนวลขึ้น แต่ยังดูโทรมอยู่ ผิวมันยังคงเรียบเนียนเหมือนเดิม กล้ามอกสองเนินนูนเด่น หัวนมสีชมพูอ่อนตั้งชันเล็กน้อยเพราะความเย็นจากแอร์ หน้าท้องหกก้อนยังชัดเป็นร่องลึก ขนอ่อนสีดำบาง ๆ เรียงตรงจากสะดือลงไปตามหน้าท้อง
มันขยับตัวขึ้น มือข้างหนึ่งเลื่อนลงไปใต้ผ้าห่มที่คลุมครึ่งตัว ค่อย ๆ จับควยตัวเอง แล้วเริ่มชักช้า ๆ ตามจังหวะหนัง ผ้าห่มปูดขึ้นชัดเจนตามการเคลื่อนไหว
เราสองคนยืนแอบมอง ไอ้อ้นกระซิบ “ดูสิ…เริ่มแล้ว”
ไอ้ตี๋ชักต่อไปอีกสักพัก ผ้าห่มมันเริ่มรบกวนการเคลื่อนไหว มันเลยค่อย ๆ ดึงผ้าห่มออกช้า ๆ โยนทิ้งไปข้าง ๆ เผยให้เห็นร่างกายเปลือยทั้งหมด ควยชูชันขึ้นมาเต็มที่ หัวบานแดงเข้มชุ่มน้ำหล่อลื่นจนวาว ลำควยขาวเนียนเรียบสนิทอหมอยสั้นมากจากการไถประจำ เส้นเลือดปูดตามลำเล็กน้อยเพราะเลือดสูบฉีดเต็มที่ ลูกอัณฑะหุบตัวแน่น
มันนั่งหงายหลังพิงหมอน ขาแยกกว้างนิด ๆ เพื่อให้ชักสะดวก มือขวาชักแน่นและเร็วขึ้น หายใจถี่ หน้าท้องเกร็งเป็นระลอก ได้ยินเสียงครางในลำคอเบา ๆ
หนังเข้าฉาก climax ดาราหญิงชักเร็วขึ้น ใช้สองมือบีบและวนรอบหัว ไอ้ตี๋เร่งจังหวะตาม ตัวเกร็ง หายใจติดขัด หน้าตาเริ่มเหยเก
แล้วพอดีกับจังหวะนั้น ผมกับไอ้อ้นก็โผล่ออกมาพร้อมกันแล้วเดินเข้าไปแบบเนียน ๆ “เฮ้ย ข้าวมาแล้วว่ะ!”
ไอ้ตี๋ตกใจสุดขีด ตาโต หันขวับมาเห็นเรา มือยังกำควยแน่นค้าง ตัวเกร็งกระตุก แล้ว…น้ำพุ่งออกมาแรงมากเพราะอั้นไม่อยู่แล้ว สาดเป็นสายยาว ๆ พุ่งขึ้นไปสูงสุดถึงคอ โดนหน้าอกสองเนิน หัวนมสีชมพูอ่อนที่ตั้งชัน หน้าท้องหกก้อนที่เกร็งแน่น บางสายพุ่งไกลถึงต้นขาด้านใน น้ำขาวขุ่นหนืด ๆ กระจายเต็มเตียง บางส่วนพุ่งโดนผ้าห่มที่โยนทิ้ง โดนพื้นด้วยซ้ำ มือมันยังกำควยแน่น ชักกระตุกต่ออีกสามสี่จังหวะ น้ำพุ่งออกมาเรื่อย ๆ จนหยดสุดท้ายหล่นลงบนหน้าท้อง ไหลย้อยตามร่องกล้ามเนื้อลงไปถึงโคนควยที่เรียบเนียน
มันร้องออกมาเสียงหลง “เฮ้ยยย! มึงสองคน! ล่อซื้อนิหว่า! กูตกใจแทบตายไอ้เหี้ย! มึงแกล้งกูชัด ๆ! ดูสิ น้ำเรอะหมด!”
มันหน้าแดงก่ำมาก เอามือปิดหน้าตัวเองครึ่งหนึ่ง แต่ก็หัวเราะออกมาแบบเขิน ๆ ผสมตกใจสุดขีด “ชิบหาย…กูอายตายเลยว่ะ มึงสองคนแกล้งกูให้แตกคามือเลยเหรอ …..ไอ้เหี้ยเอ๊ย!”
ผมกับไอ้อ้นหัวเราะกันลั่น ผมเดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่โยนให้ “เอาไปเช็ดเลยว่ะ คราวนี้แตกแรงกว่าเมื่อคืนอีก น้ำพุ่งเป็นสายยาว ๆ เลย”
ไอ้อ้นเสริมแบบขำ ๆ “เห็นมั้ยวะ แกล้งนิดเดียว มึงก็ทนไม่ไหวแล้ว หนังนิดเดียวก็แตกคามือเลย ดูน้ำพุ่งนั่นสิ ไกลขนาดนั้น”
ไอ้ตี๋รับผ้าขนหนูมาเช็ดตัว หัวเราะแห้ง ๆ แต่หน้าแดงไม่หาย “กูเกลียดพวกมึงเลยว่ะ…”
เราสามคนหัวเราะกันต่อ บรรยากาศในห้องร้อนระอุแต่ก็อบอุ่นแบบแปลก ๆ ความสนิทที่มากขึ้นอีกขั้น…แบบที่ผู้ชายด้วยกันเท่านั้นถึงจะเข้าใจจริง ๆ..ช่วงบ่ายเย็นวันจันทร์ วันสุดท้ายของการพักฟื้นที่ผมกับไออ้นจะได้อยู่ช่วยดูแลมันไอ้ตี๋มันดีขึ้นเยอะแล้ว เดินได้มั่นคงกว่าเดิมมากแม้ว่าน่องจะยังบวมอยู่บ้างแต่ไม่แข็งเหมือนวันแรก สีหน้ามันสดใสขึ้น หน้าไม่ซีดเผือดอีกต่อไป
ตอนบ่ายๆ เราสามคนนั่งเล่นเกมฟุตบอลกันต่อ บรรยากาศในห้องผ่อนคลาย ไอ้ตี๋นั่งพิงหัวเตียง ผมกับไอ้อ้นนั่งข้างๆ เล่นสลับกันไป
ระหว่างเล่น ไอ้ตี๋เปิดประเด็นขึ้นมา “พวกมึงรู้มั้ย…กูอายมากจริงๆ ตลอดสามวันที่ผ่านมา”
ผมกับไอ้อ้นหันมามอง
มันพูดต่อเสียงเบา “จากที่เคยเป็นคนฟิต อวดกล้ามในกลุ่ม แล้วกลายเป็นคนที่ต้องให้พวกมึงช่วยเหลือทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องที่…อายมากๆ” มันหยุดพูด หน้าแดงเล็กน้อย
“เรื่องที่พวกกูต้องพามึงไปขี้ นะเหรอวะ? ” ไอ้อ้นถามตรงๆ
มันพยักหน้า “อืม…แล้วก็เรื่องที่พวกมึงพากูไปไหนมาไหน ช่วยกูหมด“
ผมกับไอ้อ้นมองหน้ากัน เราไม่พูดอะไร แค่ฟังมันต่อ
“กูรู้ว่าพวกมึงเห็นหมดแล้ว ทุกอย่าง….แต่พวกมึงก็ไม่รังเกียจ” มันพูดเสียงสั่นนิดๆ “แต่พวกมึงก็ไม่ได้ทำให้กูรู้สึกแย่ เอาแต่ช่วยเหลือ ดูแล…กูขอบใจจริงๆ”
บรรยากาศในห้องเงียบไปชั่วขณะ
ผมเลยพูดขึ้น “มึงก็เป็นเพื่อนกู ทำแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องอายหรอก ใครๆ เจ็บไข้ได้ป่วย ใครก็เจอเหตุการณ์แบบนี้ได้ทั้งนั้น”
ไอ้ตี๋ถอนหายใจยาว แล้วยิ้มออกมา “ขอบใจจริงๆ นะ…ถ้าไม่มีพวกมึง กูไม่รู้ว่าจะผ่านมันมาได้ยังไง”
เราสามคนนั่งเงียบไปสักครู่ แล้วไอ้อ้นก็ทำลายบรรยากาศหนักๆ “เอาเถอะ ครั้งหน้าถ้ามึงจะไปวิ่งอีก ชวนพวกกูไปด้วยนะ น่าจะสนุกแถวๆสวนลุมกูรู้จักร้านดีเยอะ จะได้ไม่ขี้แตก”
ไอ้ตี๋หัวเราะ “ได้ ครั้งหน้ากูจะลากมึงมาด้วย….ตื่นด้วยละกันนะมึงอ่ะ”...เย็นวันนั้น ผมกับไอ้อ้นเริ่มเก็บของเตรียมกลับบ้าน ไอ้ตี๋ดีขึ้นเยอะจนเดินไปมาเองได้แล้ว แม้ว่าจะยังช้าอยู่บ้าง
ก่อนออกจากคอนโด ไอ้ตี๋ยืนส่งเราที่หน้าประตู “กูขอบใจพวกมมึงมากจริงๆวะ ที่ช่วยดูแลกู”
ผมตบไหล่มัน “เอ่อ มึงเพื่อนกู ไม่เป็นไรหรอก ดูแลตัวเองดีๆ ละกัน   กินยาให้ครบ อีกสามวันอย่าลืมไปตรวจเลือดตามนัด”
ไอ้อ้นพูดเสริม “มึง พักให้มันหายก่อนนะเว้ย อย่าเพิ่งรีบเข้ายิมถ้าคราวนี้มึงเป็นอีก เดี๋ยวกูจะพาไปเอง ….”
“ไปโรงบาลเหรอวะ??”ผมถามไอ้อ้น
“เปล่า… ไปวัด…..ไอ้เหี๊ยนี้ ถ้าพูดไม่รู้ฟัง เดี๋ยวกูพาไปเอง”   ผมกับไอ้อ้นก็หัวเราะกันใหญ่
ส่วนไอ้ตี๋มันก็พยักหน้า   “เอ่อๆๆ ได้ กูจะฟังคำพวกมึง”และยกมือขึ้นเป็นเชิงว่ากล่าวลา.เราเดินออกจากคอนโด หันกลับไปโบกมือให้มันครั้งสุดท้าย มันยืนโบกมือตอบ ยิ้มกว้างแต่ตาแดงๆ นิดหน่อย
ในรถระหว่างเดินออกจากคอนโด ไอ้อ้นพูดขึ้น “สามวันนี้เหนื่อยชิบหายเลย แต่ก็รู้สึกดีนะที่ได้ช่วยเพื่อน”
ผมพยักหน้า “ใช่ แล้วก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของมันที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จากคนที่มั่นใจเต็มเปี่ยม กลายเป็นคนที่เปราะบาง ต้องการความช่วยเหลือ”
“แต่มันก็ยังเป็นไอ้ตี๋คนเดิม” ไอ้อ้นพูด “แค่เจอช่วงที่ยากลำบาก และเรารู้แล้วว่าเราจะอยู่เคียงข้างมันเสมอ”
ผมยิ้ม “ใช่ ถูกต้อง….”
เราทั้งสองก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่เมื่อคิดถึงสามวันที่ผ่านมา ที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความกังวล แต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นและมิตรภาพที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม..สามวันต่อมา ไอ้ตี๋ไลน์มาในกลุ่ม “พวกกู กูไปตรวจเลือดมาแล้ว หมอบอกว่าค่าทุกอย่างกลับมาปกติแล้ววะ”
เราทั้งสองตอบกลับพร้อมกัน “ดีใจด้วยนะ”
หลังจากนั้นอีกหลายวัน ไอ้ตี๋ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ กลับมาเข้ายิมอีกครั้งแต่ไม่หนักเหมือนเดิม รู้จักฟังสัญญาณของร่างกายมากขึ้น และที่สำคัญ มันไม่ลืมบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากวันที่มันล้มป่วย
ส่วนของเราทั้งสาม กลับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เพราะเราได้เห็นกันและกันในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด และรู้ว่าเราสามารถพึ่งพากันได้เสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น......

dantheman โพสต์ 2026-2-2 20:40:32

nice nice

Nukinho โพสต์ 2026-2-2 21:29:19

ดีมากเลยครับ ขอบคุณครับ

st20167 โพสต์ 2026-2-2 21:44:33

ขอบคุณครับ

mai_mai โพสต์ 2026-2-2 21:45:22

ตี๋ว่าวเมามันส์เลย

เบญจมาศ โพสต์ 2026-2-2 21:59:26

แล้วก่อนวิ่งตี๋ไม่ได้ซ้อมวิ่งเลยหรา

Gngkung โพสต์ 2026-2-2 22:07:29

อยากมีเพื่อนแบบนี้555

Oscarbkk โพสต์ 2026-2-2 22:36:51

เขียนเก่งมาก เรื่องยาวอ่าน้พลิน

aabb09 โพสต์ 2026-2-2 22:47:19

ชอบสนุก ขอบคุณครับ

peonydemon โพสต์ 2026-2-2 23:01:32

ขอบคุณครับ

Bojaejoong โพสต์ 2026-2-2 23:07:59

ขอบคุณ​มาก​ครับ​

MSX_W โพสต์ 2026-2-2 23:11:11

ขอบคุณครับ

playplayhaha โพสต์ 2026-2-3 00:09:24

ขอบคุณครับ

guideguide โพสต์ 2026-2-3 00:22:01

ขอบคุณครับ

coffee3171 โพสต์ 2026-2-3 00:32:17

ขนาดป่วยนะตี๋

nutt'Za โพสต์ 2026-2-3 00:35:32

ตี๋ใจดีที่จริงใจอ่า

pppoi โพสต์ 2026-2-3 00:42:04

ขอบคุณนะครับ

bigdure โพสต์ 2026-2-3 01:14:24

ขอบคุณครับ

TheTide23 โพสต์ 2026-2-3 02:40:45

ขอบคุณครับ

madodek โพสต์ 2026-2-3 03:05:11

สนุกดีคับ
หน้า: [1] 2 3 4 5
ดูในรูปแบบกติ: ในวันที่ไอ้ตี๋ป่วย