ลืมรหัสผ่าน
 สมัครเข้าเรียน
ค้นหา
ดู: 14|ตอบกลับ: 1

คนที่โลกเคยรู้จัก EP.03 สูญเสียตัวตน

[คัดลอกลิงก์]

มาเฟียนักศึกษา

กระทู้
4
ตอบกลับ
99
พลังน้ำใจ
9652
Zenny
4514
ออนไลน์
823 ชั่วโมง
โพสต์ 15 ชั่วโมงที่แล้ว | ดูโพสต์ทั้งหมด |โหมดอ่าน
EP.03 สูญเสียตัวตน

การประชุมครั้งสุดท้ายระหว่างภาคิณ วรเมธากุล กับฝ่ายบริหารของ Mister Crown International Thailand ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

ไม่มีการโต้เถียงอย่างรุนแรง ไม่มีการกล่าวโทษกันต่อหน้า และไม่มีใครพยายามอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นอีกแล้ว

เอกสารหลายฉบับถูกวางเรียงอยู่บนโต๊ะ ทั้งรายงานความเสียหายจากแคมเปญที่ถูกยกเลิก หนังสือร้องเรียนจากผู้สนับสนุน และบันทึกการเจรจาระหว่างกองประกวดกับตัวแทนของคิน

ชายผู้เป็นเจ้าของเวทีนั่งอยู่หัวโต๊ะ ข้าง ๆ มีฝ่ายกฎหมายและผู้บริหารอีกสองคน

“เราได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้วนะคิน”

คินนั่งหลังตรง มือทั้งสองข้างประสานกันอยู่บนตัก

“ครับ”

“ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เรื่องแคมเปญชุดว่ายน้ำครั้งล่าสุด แต่เป็นความยากลำบากในการทำงานร่วมกันตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งการประสานงาน การยืนยันตารางกิจกรรม และการปฏิบัติตามข้อตกลงกับผู้สนับสนุน”

“ผมคิดว่าบางเรื่องสามารถพูดคุยกันได้ครับ”

“เราเคยพยายามแล้ว”

ชายคนนั้นตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“แต่ทุกครั้งที่มีปัญหา ทีมงานต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากเพื่อแก้ไขสิ่งที่ควรจะเป็นไปตามแผนตั้งแต่แรก”

คินเริ่มรู้สึกว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อหาทางออกอย่างที่เขาคิด

“แล้วทางเวทีต้องการให้ผมทำอย่างไรครับ?”

ฝ่ายกฎหมายเลื่อนเอกสารฉบับหนึ่งมาตรงหน้าเขา

“ทางเวทีมีมติให้ยุติสถานะการดำรงตำแหน่ง Mister Crown International Thailand ของคุณ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ระบุในหนังสือฉบับนี้”

คินมองเอกสารตรงหน้า

เขาอ่านประโยคแรกซ้ำอีกครั้ง ก่อนเงยหน้าขึ้น

“หมายความว่าผมถูกปลดเหรอครับ?”

“เราเรียกว่าเป็นการยุติสถานะตามเงื่อนไขของข้อตกลง”

“แต่ผมไม่ได้ทำผิดอะไรขนาดนั้นนะครับ”

“เรื่องนี้ฝ่ายกฎหมายจะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดให้คุณทราบ”

คำตอบนั้นทำให้คินเริ่มเข้าใจว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ได้เหลือพื้นที่ให้เขาต่อรองมากนัก

ฝ่ายกฎหมายเปิดเอกสารอีกชุดหนึ่ง ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการยกเลิกกิจกรรม การเปลี่ยนแปลงแผนประชาสัมพันธ์ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงกับผู้สนับสนุนได้

ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในเอกสารสูงกว่าที่คินคาดคิดไว้มาก

“นี่คืออะไรครับ?”

“เป็นรายการค่าเสียหายที่ทางเวทีได้รับแจ้งและกำลังพิจารณาเรียกร้องจากคุณ รวมถึงความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงของผู้สนับสนุนบางราย”

“แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี่ไม่ได้เกิดจากผมคนเดียว”

“เรื่องสัดส่วนความรับผิดชอบสามารถต่อสู้กันได้ผ่านกระบวนการทางกฎหมายครับ”

คินมองเอกสารอีกครั้ง

เขาไม่เคยคิดว่าการปฏิเสธงานเพียงงานเดียวจะนำไปสู่เรื่องที่ซับซ้อนขนาดนี้ และยิ่งไม่คิดว่าการตัดสินใจหลายครั้งก่อนหน้านี้จะถูกนำมารวมเป็นข้อกล่าวหาเดียวกัน

บางรายการเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง บางรายการเป็นค่าเสียโอกาสที่เวทีประเมินขึ้นมา และบางส่วนยังเป็นข้อเรียกร้องที่คินไม่เห็นด้วย

แต่การไม่เห็นด้วยไม่ได้ทำให้ตัวเลขเหล่านั้นหายไป

“ผมไม่มีเงินจ่ายทั้งหมดนี่นะครับ”

เจ้าของเวทีมองเขา

“นั่นเป็นเรื่องที่คุณต้องหารือกับตัวแทนทางกฎหมายของคุณ”

คินเงียบลง

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา รายได้จากงานถ่ายแบบของเขาเริ่มลดลง งานบางส่วนถูกเลื่อน และงานที่ยังเหลืออยู่ก็มีค่าตอบแทนต่ำกว่าที่เคยได้รับ เงินเก็บของเขาไม่ได้มากพอจะรับมือกับข้อเรียกร้องที่มีมูลค่าสูงเช่นนี้

เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าการสูญเสียตำแหน่งอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหา

…

ข่าวการยุติตำแหน่งของคินถูกประกาศอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา

ถ้อยแถลงของกองประกวดใช้ภาษาสุภาพและเป็นทางการ โดยระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีการหารือร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการทำงานและภารกิจของผู้ดำรงตำแหน่ง

ไม่มีการกล่าวถึงรายละเอียดของข้อพิพาททั้งหมด

แต่ในโลกออนไลน์ ข่าวดังกล่าวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

บางคนมองว่าคินไม่สามารถรักษาหน้าที่ของตัวเองได้ บางคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการปลดผู้ชนะกลางวาระ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเริ่มนำเหตุการณ์เก่า ๆ มาพูดถึง ทั้งการปฏิเสธงานผู้สนับสนุนและพฤติกรรมเรื่องมากระหว่างการทำงาน

ภาพของชายหนุ่มที่เคยยืนอยู่บนเวทีพร้อมมงกุฎเริ่มถูกแทนที่ด้วยภาพข่าวการถูกปลดจากตำแหน่ง

สำหรับคิน สิ่งที่เจ็บปวดไม่ใช่เพียงการสูญเสียตำแหน่ง

แต่คือการเห็นผู้คนเริ่มพูดถึงเขาราวกับว่าความสำเร็จทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นเพียงเรื่องที่ถูกสร้างขึ้น และเขาไม่เคยมีความสามารถมากพอที่จะรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ด้วยตัวเอง

...

ไม่กี่วันหลังจากนั้น คินได้รับการติดต่อจากตัวแทนของเอเจนซีแห่งหนึ่ง

บริษัทนี้มีชื่อเสียงในด้านการดูแลนายแบบและบุคคลสาธารณะ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์และวางแผนการตลาดให้กับบุคคลที่มีศักยภาพในวงการบันเทิง

คินรู้จักชื่อบริษัทอยู่บ้าง แต่ไม่เคยคิดว่าจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับพวกเขา

การประชุมเกิดขึ้นในสำนักงานใจกลางกรุงเทพฯ

ผู้บริหารของเอเจนซีนั่งอยู่ตรงข้ามเขา พร้อมกับแฟ้มเอกสารและข้อเสนอความร่วมมือ

“เราเห็นว่าคุณยังมีศักยภาพในตลาดนะครับ แม้สถานการณ์กับเวทีจะไม่ค่อยดีนัก”

คินไม่ได้ตอบทันที

“ทางเราสามารถช่วยดูแลเรื่องงานและการจัดการภาพลักษณ์ให้คุณได้ รวมถึงประสานงานกับแบรนด์ที่ยังสนใจร่วมงานด้วย”

“ผมต้องการทราบก่อนว่าทางบริษัทจะเข้ามาดูแลในลักษณะไหนครับ”

ผู้บริหารยิ้มเล็กน้อย

“เราจะดูแลการรับงาน ตารางกิจกรรม การเจรจาค่าตอบแทน และการวางตำแหน่งทางการตลาดของคุณทั้งหมด คุณจะได้ไม่ต้องจัดการเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง”

คินเปิดเอกสารที่ได้รับมา

ข้อเสนอระบุถึงระยะเวลาการเป็นตัวแทน เงื่อนไขการรับงาน ส่วนแบ่งรายได้ และสิทธิ์ในการบริหารจัดการภาพลักษณ์ของเขา

แต่สิ่งที่ทำให้เขาหยุดอ่านคือชื่อของบริษัทที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร

เขาเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน

บริษัทมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจของครอบครัวกฤต ศิริวัฒน์

“บริษัทนี้เกี่ยวข้องกับคุณกฤตหรือเปล่าครับ?”

ผู้บริหารไม่ได้แสดงความประหลาดใจ

“คุณกฤตเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงทุนและมีส่วนในการวางแผนธุรกิจของเราครับ ส่วนการบริหารงานประจำวันจะเป็นหน้าที่ของทีมผู้บริหาร”

คินปิดแฟ้มลงช้า ๆ

“ผมไม่คิดว่าผมจะร่วมงานกับคนที่เกี่ยวข้องกับเขา”

“ผมเข้าใจครับ แต่คุณอาจต้องพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองด้วย”

ผู้บริหารเลื่อนเอกสารอีกชุดหนึ่งมาให้

“ตอนนี้คุณมีข้อพิพาทกับเวทีเก่า และมีข้อเรียกร้องค่าเสียหายที่ยังไม่ได้ข้อยุติ เราไม่ได้ต้องการให้คุณตัดสินใจเพราะความกดดัน แต่เรามีข้อเสนอที่อาจช่วยให้คุณกลับมาทำงานได้เร็วขึ้น”

คินมองเอกสาร

ข้อเสนอนั้นรวมถึงการช่วยประสานงานกับฝ่ายกฎหมายและการจัดการภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนผ่านข้อตกลงทางธุรกิจ โดยมีเงื่อนไขว่าคินต้องอยู่ภายใต้การดูแลของเอเจนซีตามระยะเวลาที่กำหนด

เขารู้ดีว่าการเซ็นสัญญาครั้งนี้หมายถึงการมอบอำนาจบางส่วนในการตัดสินใจเกี่ยวกับงานของตัวเองให้กับคนอื่น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็รู้ว่าตัวเองไม่มีทรัพยากรมากพอจะต่อสู้กับข้อพิพาททั้งหมดเพียงลำพัง

“ถ้าผมไม่เซ็นล่ะครับ?”

ผู้บริหารพยักหน้าอย่างสุภาพ

“นั่นเป็นสิทธิ์ของคุณครับ แต่ข้อเสนอเรื่องการช่วยเหลือและการจัดการภาระค่าใช้จ่ายก็จะไม่สามารถดำเนินการได้เช่นกัน”

คินนิ่งไปนาน

เขาไม่ได้ต้องการให้กฤตเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวเอง แต่ตอนนี้คนที่เขาไม่ต้องการร่วมงานด้วยกลับเป็นกลุ่มคนที่เสนอทางออกให้เขาได้มากที่สุด

ท้ายที่สุด คินเซ็นชื่อในสัญญา

ไม่ใช่เพราะเขาเชื่อใจพวกเขา

แต่เพราะเขาไม่เห็นทางเลือกอื่นที่สามารถพาตัวเองออกจากสถานการณ์นี้ได้

...

งานแรกที่เอเจนซีเสนอให้คินเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์หลังเซ็นสัญญา

มันคือการถ่ายทำ Photobook ซึ่งถูกวางแผนให้เป็นผลงานเปิดตัวของคินในฐานะนายแบบภายใต้สังกัดใหม่

เมื่อเห็นรายละเอียด คินก็รู้สึกไม่พอใจทันที เพราะรู้สึกว่างานชิ้นนี้เน้นโชว์รูปร่างของเขามากกว่าเป็นงานถ่ายแฟชั่นเซ็ตชุดชั่นในทั่วไป

“ผมไม่รับงานนี้ครับ”

ผู้จัดการคนใหม่มองเอกสารในมือ

“มีอะไรที่คุณไม่พอใจเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ?”

“ผมคิดว่างานนี้จะยิ่งส่งผลให้ภาพลักษณ์ของผมดูแย่”

“ผมทราบครับ”

“แล้วทำไมถึงส่งงานนี้มาให้ผม?”

“ก็เพราะนายไม่มีงานอื่นทำใช้หนี้แล้วยังไงละ” เป็นเพียงแค่ความคิดในหัวของผู้จัดการเท่านั้น

เขาพยายามอธิบายแบบไม่ใส่ใจว่าทางเอเจนซีต้องการใช้ Photobook เป็นผลงานสร้างกระแสหลังจากคินหายไปจากกิจกรรมสาธารณะช่วงหนึ่ง และการถ่ายภาพดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดกลับมาพูดถึงชื่อของเขาอีกครั้ง ซึ่งความเป็นจริงแล้วเป็นไปตามที่เอเจนซีได้วางไว้ตั้งแต่แรกว่าจะสร้างมูลค่าให้คินถูกมองในรูปแบบวัตถุทางเพศมากกว่าจะเป็นนายแบบอยู่แล้ว

แต่สำหรับคิน นี่ไม่ใช่งานเดียวกับที่เขาเคยปฏิเสธในฐานะผู้ครองตำแหน่ง

ในครั้งนั้น เขาถูกขอให้ถ่ายแคมเปญชุดว่ายน้ำในฐานะ Mister Crown International Thailand เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้สนับสนุนและหน้าที่ตามตำแหน่ง

แต่ครั้งนี้ไม่มีเวที ไม่มีผู้สนับสนุน และไม่มีเรื่องราวของการเป็นผู้ชนะมารองรับ

มันเป็นเพียง Photobook ที่มีจุดขายอยู่ที่รูปร่างและภาพถ่ายของเขา

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเริ่มจากงานแบบนี้”

ผู้จัดการเปิดหน้าต่อไปของเอกสาร

“เพราะตอนนี้ตลาดต้องการเห็นคุณในรูปแบบที่ชัดเจนครับ เราต้องทำให้คนกลับมาสนใจชื่อของคุณก่อน”

“แล้วถ้าผมไม่อยากให้คนจดจำผมในแบบนั้นล่ะครับ?”

“ผมเข้าใจ แต่เราต้องเริ่มจากสิ่งที่ขายได้ในตอนนี้” ผู้จัดการเริ่มหมดความอดทน

คินมองภาพตัวอย่างในแฟ้มอีกครั้ง

“ผมไม่รับครับ”

ผู้จัดการปิดแฟ้มลงอย่างไม่สบอารมณ์

“คิน ผมอยากให้คุณเข้าใจว่าเราไม่ได้กำลังถามว่าคุณชอบงานนี้หรือเปล่า เรากำลังคุยกันว่างานนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่บริษัทวางไว้หลังจากรับคุณเข้ามาดูแล”

“แต่ผมก็มีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ใช่เหรอครับ?”

“คุณมีสิทธิ์ครับ แต่การปฏิเสธงานตามเงื่อนไขของสัญญาก็มีผลตามมาด้วย” ผู้จัดการพยายามตอบอย่างสุภาพที่สุด เพื่อให้คินรู้ถึงสถานะของตัวเองว่าไม่ได้มีอำนาจต่อรองเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

คำตอบนั้นทำให้คินเงียบไป

เขาเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างการเป็นนายแบบที่สามารถเลือกงานด้วยตัวเอง กับการเป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้การบริหารของเอเจนซีซึ่งมีแผนธุรกิจของตัวเอง

“ผมต้องการกลับไปอ่านสัญญาอีกครั้ง”

“ได้ครับ แต่กำหนดการถ่ายทำถูกล็อกไว้แล้ว ทีมงานเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย และมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นล่วงหน้าเหมือนกัน อย่าทำให้สถานการณ์ของตัวเองเลวร้ายไปว่านี้เลยครับคุณคิณ”

คินไม่ได้ตอบอะไรอีก

เขารู้ว่ากำลังถูกกดดันด้วยเหตุผลแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับเวทีเก่า

เพียงแต่ครั้งนี้ คนที่ถือเอกสารและกำหนดเงื่อนไขกลับเป็นเอเจนซีที่เขาเพิ่งเซ็นสัญญาด้วย

...

วันถ่ายทำ

สตูดิโอที่เอเจนซีเลือกใช้เป็นพื้นที่ถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในอาคารที่มีสตูดิโอหลายแห่งอยู่รวมกัน

คินมาถึงก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย เขาแต่งตัวเรียบร้อย สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงขายาวสีเข้ม และพกกระเป๋าส่วนตัวมาด้วยหนึ่งใบ

เขาคิดว่าตัวเองจะได้พบกับทีมงานที่เตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายทำตามปกติ

แต่สิ่งแรกที่สังเกตเห็นกลับเป็นบรรยากาศที่ค่อนข้างวุ่นวาย

ทีมงานบางคนกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์ บางคนเดินเข้าออกโดยไม่มีใครแจ้งรายละเอียดกับเขาอย่างชัดเจน อุปกรณ์บางส่วนยังถูกจัดวางไม่เรียบร้อย และไม่มีใครเข้ามาแนะนำขั้นตอนการทำงานจนกระทั่งผู้จัดการจากเอเจนซีเดินมาหา

“มาแล้วเหรอครับ ไปเปลี่ยนชุดได้เลย ทีมกำลังรออยู่”

ไม่มีการทักทายอย่างเป็นทางการ ไม่มีการแนะนำช่างภาพหรือผู้กำกับภาพ และไม่มีการอธิบายลำดับการถ่ายทำอย่างที่คินคุ้นเคยจากกองถ่ายแฟชั่นที่เคยร่วมงาน

เขาถูกพาไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะได้รับชุดสำหรับการถ่ายทำจากทีมงานคนหนึ่ง

“ชุดอยู่ตรงนี้นะครับ เปลี่ยนเสร็จแล้วออกมาเลย”

คินมองชุดในมือ

“แล้วใครเป็นคนดูแลการแต่งตัวครับ?”

อีกฝ่ายหันมามองเขาเหมือนไม่เข้าใจคำถาม

“ก็ทีมสไตลิสต์ไงครับ อยู่ตรงโน้น”

คินไม่ได้พูดอะไรต่อ

เมื่อเดินออกมายังพื้นที่ถ่ายภาพ เขาพบช่างภาพกำลังตรวจดูอุปกรณ์อยู่หน้าเซต ขณะที่ทีมงานอีกสองคนกำลังพูดคุยกันเรื่องภาพตัวอย่างบนหน้าจอ

“นี่ใช่คนที่เคยได้ตำแหน่งมิสเตอร์อะไรนั่นหรือเปล่า?”

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

“ใช่ครับ คนที่โดนปลดนั่นแหละ”

อีกคนหัวเราะเบา ๆ

“ตอนนั้นเห็นเลือกงานน่าดูเลยนี่ ตอนนี้รับทุกอย่างแล้วเหรอ?”

คินได้ยินทุกคำ

เขาหันกลับไปมอง แต่คนพูดไม่ได้แสดงท่าทีว่าตัวเองกำลังทำอะไรผิด กลับยิ้มให้เขาเหมือนเป็นเพียงเรื่องตลกในกองถ่าย

“พร้อมหรือยังครับคุณคิน?” ช่างภาพเรียกจากหน้าเซต

คินเดินเข้าไปโดยไม่ได้ตอบโต้

การถ่ายทำเริ่มต้นขึ้นอย่างไม่เป็นระบบนัก ช่างภาพให้คำสั่งเปลี่ยนไปมาโดยไม่มีทิศทางชัดเจน บางครั้งทีมงานก็พูดแทรกกันเอง ขณะที่ผู้จัดการจากเอเจนซียืนอยู่ด้านข้าง คอยตรวจสอบว่าการถ่ายทำยังเดินหน้าตามกำหนดหรือไม่

เมื่อคินขอให้ทีมงานอธิบายทิศทางของภาพให้ชัดเจนก่อนเริ่มถ่าย ช่างภาพกลับถอนหายใจ

“ถ่ายไปก่อนก็ได้ครับ ไม่ต้องคิดเยอะ”

“ผมแค่อยากทราบว่าคอนเซปต์ของภาพชุดนี้ต้องการอะไรครับ” คนในทีมคนหนึ่งหัวเราะ

“โห ยังมีคอนเซปต์อีกเหรอครับ?”

อีกคนเสริมขึ้นทันที “ก็ให้คนเห็นว่าคุณยังมีอะไรให้ขายอยู่ไง”

เสียงหัวเราะดังขึ้นจากบริเวณใกล้ ๆ

คินหันไปมองคนพูด “คุณหมายความว่ายังไงครับ?”

ชายคนนั้นยักไหล่ “ก็หมายถึงตอนนี้คุณไม่มีตำแหน่งแล้วนี่ครับ จะให้คนจดจำจากอะไรล่ะ?”

ผู้จัดการเอเจนซีรีบแทรกขึ้น

“เอาล่ะครับ เราเริ่มถ่ายกันดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลา”

ไม่มีใครขอโทษคิน

“ในเมื่อคุณอยากรู้ว่าตัวคุณยังจะสามารถทำให้คนจดจำอะไรได้อีก ผมจะบอกให้นะครับ การถ่ายทำวันนี้ไม่มีใครอยากดูแฟชั่นเซ็ตหรอกครับ เขาอยากดูแค่รูปร่างของคุณ ยิ่งคุณถอดได้มากแค่ไหน คุณก็จะยิ่งเป็นที่จดจำได้มากแค่นั้นครับ”

“ทีมงานรบกวนช่วยนำเสื้อผ้าเซ็ตถัดไปมาให้คุณคินเขาเปลี่ยนด้วยครับ” ช่างภาพตัดบทอย่างเย็นชา และไม่สบอารมณ์

และทันทีที่เห็นเสื้อผ้า ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเสื้อผ้าด้วยซ้ำ เพราะมันคือกางเกงชั้นในแบบบาง และขนาดเล็กจนคินเห็นแล้วมั่นใจว่าไม่มีทางใส่ออกมาให้ดูเป็นแฟชั่นได้แน่นอน และเขาอยากจะโวยวายออกไปอีกครั้ง แต่เขาเองก็เหนื่อยกับเรื่องวันนี้มากเต็มทีแล้ว

คินยืนมองเสื้อผ้าที่ถูกจัดเตรียมไว้ตรงหน้าอีกครั้ง ความรู้สึกต่อต้านเกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มถ่ายทำ เขาเคยคิดว่าตัวเองจะไม่มีวันกลับมาทำงานลักษณะนี้อีก ไม่ใช่เพราะอับอายต่อรูปร่างของตัวเอง แต่เพราะเขาไม่ต้องการให้คุณค่าทั้งหมดที่มีถูกลดทอนเหลือเพียงสิ่งที่คนอื่นมองเห็นจากภายนอก

“ผมไม่อยากถ่ายงานนี้” เขาพูดกับผู้จัดการเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยอารมณ์ที่เย็นลง

อีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจ เพียงเปิดสัญญาในแท็บเล็ตแล้วเลื่อนเอกสารมาตรงหน้า

“คุณอ่านเงื่อนไขแล้วนี่ครับ การปฏิเสธงานที่บริษัทจัดหาให้โดยไม่มีเหตุผลตามสัญญา อาจถือเป็นการผิดข้อตกลง และเรื่องค่าใช้จ่ายที่บริษัทยังช่วยจัดการให้อยู่ก็อาจต้องกลับมาทบทวนกันใหม่”

คินนิ่งไป

เขารู้ดีว่าคำว่า ทบทวน ในที่นี้หมายถึงอะไร หากความช่วยเหลือถูกยกเลิก ภาระหนี้ที่ยังค้างอยู่ก็จะกลับมาตกอยู่บนบ่าของเขาทั้งหมด เงินเก็บที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอจะรับมือกับมัน และงานอื่นที่มีรายได้มากพอก็ไม่ได้รอเขาอยู่

“คุณกำลังบังคับผมอยู่หรือเปล่า?”

คินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เปลี่ยนเป็นชุดชั้นในและกลับเข้ามายืนในเซ็ต แม้ปกติเขาจะใส่ชุดว่ายน้ำอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้บริบทมันต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งคำพูดวิจารณ์รูปร่างของเขาจากทีมงานอย่างไม่เกรงใจ

“โห มีของดีขนาดนี้จะอายอะไรว่ะ”

“พ่อน่าจะรักนะเนี่ย ให้มาเยอะเลย”

ระหว่างการถ่ายทำ คำพูดลักษณะเดิมยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ

“ยิ้มหน่อยครับ อย่าทำหน้าเหมือนกำลังถูกบังคับ” ช่างภาพพูดอย่างใจเย็น ด้านคินเองก็อยากจบงานวันนี้เร็วๆ จึงทำตามอย่างว่าง่าย
แต่คำสั่งของตากล้องก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งให้คินดึงขอบชุดชั้นในด้วยมือทั้ง 2 ข้างให้สูงขึ้นจนรั้งและเน้นให้ควยของเขาเด่นขึ้น หรือแม้กระทั่งสั่งให้เขาเอามือเข้าไปล้วงเป้าก่อนจะให้ทีมงานเดินเข้ามาปลดสายกางเกงในออกหนึ่งข้าง คินทำสีหน้าไม่พอใจมองไปทางผู้จัดการที่ทำสีหน้าเย็นชาและเบื่อหน่ายจนต้องฝืนถ่ายแบบต่อไป

จนในที่สุดเขาก็ไม่เหลืออะไรบนตัวแม้แต่ชิ้นเดียว ตากล้องยังคงถ่ายภาพและออกคำสั่งต่อไปเรื่อยๆ โดยที่คินพยายามเอามือปิดควยของเขา หรือพยายามบิดตัวหลบมุมกล้องเพื่อให้ภาพออกมาไม่น่าเกลียดนัก แต่ก็เหมือนจะไม่เป็นผลอะไร จนคำสั่งที่คินไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองก็มาถึง

“ปั่นควยให้แข็งครับคุณคิน แล้วใช้มือจับปลายควยไว้!!” สิ้นสุดคำสั่งของตากล้องคินแทบจะไม่อยากเชื่อหูของตัวเอง เดือนมหาลัยอนาคตไกลอย่างเขาทำไมเขาต้องมาทำอะไรทุเรศแบบนี้ น้ำตาของคินเริ่มซึมแต่เขาจะร้องไห้ให้คนพวกนี้เห็นไม่ได้เด็ดขาด

คินนิ่งไปชั่วครู่

“หากคุณทำเองไม่ได้ผมจะให้ทีมงานเข้าไปช่วยนะครับ” ช่างภาพพูดอย่างไร้ความรู้สึก

“มาทำงานวันนี้ให้เสร็จเร็วๆ เถอะครับ ผมก็ไม่ได้อยากเห็นไอ่นั่นของคุณนัก” ช่างเป็นคำพูดที่ทำให้คิดรู้สึกไร้ค่าขึ้นมามาก หากเป็นเมื่อก่อนใครๆ ก็ล้วนแต่อยากอยู่ใกล้ อยากเห็นหน้าหล่อๆ หุ่นดีๆ ของเขาเวลาใส่ชุดว่ายน้ำลงแข่งทั้งนั้น

คินกัดฟันถ่ายงานต่อไปจนจบ แม้ภาพชุดหลังๆ แทบจะไม่มีอะไรปกปิดร่างกายของเขาเลย

บางครั้งคำพูดดูถูก แววตาสมเพสก็ถูกส่งมาจากทีมงานด้านหลังกล้อง บางครั้งมาจากคนที่ยืนอยู่ข้างผู้กำกับภาพ และบางครั้งเป็นเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นทันทีหลังจากคินทำตามคำสั่งเสร็จ

คินพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ

และการถ่ายทำก็สิ้นสุดลง

คินเดินไปหยิบโทรศัพท์และน้ำดื่มจากกระเป๋าของตัวเอง เขายังไม่ทันได้ใส่เสื้อผ้า ก็ได้ยินเสียงสนทนาจากบริเวณใกล้ ๆ

ทีมงานคนหนึ่งพูดขึ้นว่า

“ถ้าไม่โดนปลดเสียก่อน ป่านนี้คงได้ถ่ายงานกับแบรนด์ใหญ่ ๆ ไปแล้วนะครับ”

“คนเราก็แปลกนะครับ ตอนมีตำแหน่งก็เลือกงาน พอไม่มีตำแหน่งแล้วกลับต้องมารับงานแบบนี้”

“ก็ต้องหาเงินจ่ายค่าปรับไม่ใช่เหรอ?” เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง

“เห็นว่าทางเวทีฟ้องด้วยนี่ครับ ถ้าไม่มีงานทำจะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย”

คินกำมือแน่น เขาเดินเข้าไปหาคนพูด

“เรื่องส่วนตัวของผมไม่เกี่ยวกับงานนี้นะครับ”

คนที่ถูกถามหันมามอง

“ผมก็แค่คุยกันเองครับ คุณได้ยินด้วยเหรอ?”

“ถ้าจะพูดถึงผม อย่างน้อยก็ควรพูดต่อหน้าผมครับ”

อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอ

“ก็พูดต่อหน้าแล้วนี่ครับ”

คินกำลังจะตอบกลับ แต่ผู้จัดการจากเอเจนซีเดินเข้ามาขวางเสียก่อน

“คิน พอแล้วครับ”

“ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

“ผมทราบครับ ไปแต่งตัวแล้วกลับบ้านครับ”

“แล้วผมต้องยอมให้ทุกคนพูดกับผมแบบนี้เหรอ?”

ผู้จัดการมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงเบา

“คุณต้องคิดถึงสถานการณ์ของตัวเองด้วยนะครับ ตอนนี้เรายังมีเรื่องกับเวทีเก่าอยู่ และบริษัทก็เป็นคนช่วยจัดการให้คุณ คุณอย่าทำให้การทำงานครั้งนี้มีปัญหาไปอีกเรื่องเลย”

ประโยคนั้นทำให้คินนิ่งไป เขาเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่

คนเหล่านี้รู้ว่าเขาไม่มีเงินมากพอจะรับมือกับข้อพิพาทเดิม รู้ว่าเขาต้องพึ่งพาเอเจนซี และรู้ว่าเขาไม่สามารถเสี่ยงเสียโอกาสในการทำงานครั้งใหม่ได้

ความช่วยเหลือที่เคยถูกเสนอให้เขา จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้เตือนว่าเขาควรอยู่ในที่ของตัวเอง

เมื่อการถ่ายทำสิ้นสุดลง ไม่มีใครกล่าวขอบคุณอย่างเป็นทางการ ไม่มีการพูดถึงผลงานที่ทำได้ดีหรือการทำงานร่วมกันในวันนั้น

ทีมงานเพียงเก็บอุปกรณ์และแยกย้ายกันไป

คินกลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนเดินออกจากสตูดิโอโดยมีผู้จัดการเอเจนซีเดินตามมาส่ง

“วันนี้ขอบคุณมากนะครับ”

เขาเดินออกจากอาคารโดยไม่ได้หันกลับไปอีก

ในรถระหว่างทางกลับ คินเปิดโทรศัพท์และเห็นข้อความจากเอเจนซีแจ้งกำหนดการเผยแพร่ภาพชุดแรก พร้อมรายละเอียดการประชาสัมพันธ์

ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

ยกเว้นเรื่องเดียวที่ไม่มีใครถามเขาเลย

ว่าเขาต้องการให้ภาพของตัวเองถูกนำเสนอออกไปในลักษณะใด

...

ภาพชุดแรกของ Photobook ถูกเผยแพร่ในช่วงเย็นวันศุกร์ ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของเอเจนซี พร้อมข้อความประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่าเป็นผลงานชุดใหม่ของภาคิณ วรเมธากุล หลังจากห่างหายจากวงการแฟชั่นไปพักใหญ่

แต่สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่ผู้คนเคยจดจำเขาอย่างสิ้นเชิง

ภาพถ่ายชุดนี้ไม่ได้เน้นเสื้อผ้าหรือแฟชั่นในความหมายเดิม แต่เน้นเรือนร่างและการนำเสนอความเปลือยเปล่าอย่างโจ่งแจ้ง ภาพบางส่วนถูกเลือกมาใช้เป็นภาพโปรโมตหลัก และถูกเผยแพร่ต่อเนื่องในหลายแพลตฟอร์ม

ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ชื่อของคินกลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง

ยอดเข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาพถูกแชร์ต่อในกลุ่มแฟนคลับและเพจบันเทิง ขณะที่ผู้ใช้งานจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย

“นี่ใช่คนที่เคยได้ Mister Crown จริงเหรอ?”

“จำได้ว่าเมื่อก่อนเลือกงานมากไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะเลย”

“ภาพแรงมาก ไม่คิดว่าจะกล้าถ่ายขนาดนี้”

“จากนายแบบแฟชั่นกลายมาเป็นขายภาพโป๊แบบนี้แล้วเหรอ?”

“ถ้าจะถ่ายแนวนี้ก็เป็นสิทธิ์ของเขานะ แต่ภาพลักษณ์เดิมกับตอนนี้ต่างกันมาก”

บางคนชื่นชมรูปร่างและหน้าตาของคิน ขณะที่อีกหลายคนมองว่าภาพชุดนี้เป็นความพยายามเรียกกระแสหลังจากสูญเสียตำแหน่งและโอกาสในการทำงานกับแบรนด์ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดกลับเป็นการนำคำพูดและท่าทีในอดีตของคินมาเปรียบเทียบกับผลงานล่าสุด

“ตอนเป็น Mister Crown ปฏิเสธงานชุดว่ายน้ำเพราะไม่ตรงภาพลักษณ์ แต่ตอนนี้ถ่ายแรงกว่านั้นอีก?”

“สรุปที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหากับการถ่ายชุดว่ายน้ำ แต่มีปัญหากับคนจ้างหรือเปล่า?”

“หรือพอไม่มีตำแหน่งแล้วก็ต้องรับงานทุกอย่างที่มีคนเสนอ?”

คำถามเหล่านั้นเริ่มแพร่กระจายไปไกลกว่ากลุ่มผู้ติดตามเดิมของเขา

ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ใช้งานบางส่วนตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของการถ่ายทำ โดยเฉพาะเมื่อภาพบางภาพดูเหมือนจะเน้นความโจ่งแจ้งมากกว่าการนำเสนอผลงานเชิงศิลปะ

แต่ไม่มีใครรู้ว่าในวันถ่ายทำ คินมีโอกาสปฏิเสธมากน้อยเพียงใด

ไม่มีใครรู้ว่าเขาเคยพยายามขอให้ทีมงานหยุดหรือไม่

และไม่มีใครรู้ว่าความยินยอมที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังภาพเหล่านั้นเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขแบบใด

สิ่งที่ผู้คนเห็นมีเพียงภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาแล้วเท่านั้น

...

คินพบกระแสเหล่านั้นในเช้าวันถัดมา

เขานั่งอยู่บนโซฟาในห้องพัก โทรศัพท์อยู่ในมือ ขณะที่นิ้วเลื่อนอ่านข้อความไปอย่างช้า ๆ

ช่วงแรกเขาพยายามอ่านความคิดเห็นด้วยความสงบ แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังมองคนแปลกหน้าคนหนึ่งถูกพูดถึงอยู่บนหน้าจอ

คนที่มีชื่อเหมือนเขา มีใบหน้าเหมือนเขา

แต่ไม่มีสิทธิ์อธิบายว่าภาพเหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

เขาหยุดอยู่ที่ความคิดเห็นหนึ่ง

“ถ้าตอนนั้นไม่เลือกงาน วันนี้ก็คงไม่ต้องมาขายตัวเองแบบนี้”

คินอ่านซ้ำอีกครั้ง ก่อนล็อกหน้าจอ

เขาไม่ได้เสียใจที่คนเห็นรูปร่างของตัวเอง เพราะเขาเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำและเคยยืนอยู่ต่อหน้าผู้ชมในชุดว่ายน้ำมาแล้วหลายครั้ง

สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแย่คือการที่ผู้คนกำลังตีความภาพเหล่านั้นราวกับเป็นการตัดสินใจที่เขาเลือกด้วยความเต็มใจทั้งหมด

เขาเคยคิดว่าการควบคุมภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับอาชีพของตัวเอง

แต่ตอนนี้ ภาพที่ถูกเผยแพร่ออกไปกลับกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมได้แม้แต่น้อย

...

ในสำนักงานของเอเจนซี บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ในช่วงบ่าย กฤตได้รับรายงานฉบับสรุป

เขาเลื่อนดูภาพประชาสัมพันธ์และตัวเลขการตอบรับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ

“คนพูดถึงเขาเยอะกว่าที่คิดนะครับ”

ผู้บริหารที่นั่งอยู่ตรงข้ามพยักหน้า

“ครับ แม้จะมีเสียงวิจารณ์ แต่ภาพชุดนี้ทำให้คนกลับมาสนใจเขาได้จริง”

กฤตยิ้มบาง ๆ “แล้วคินว่าอย่างไร?”

“ยังไม่ค่อยพอใจครับ แต่เขาทำงานตามสัญญาเรียบร้อยแล้ว”

กฤตพยักหน้าโดยไม่ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติม

สำหรับเขา สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การที่คินกลับมาเป็นที่พูดถึง แต่เป็นการที่ภาพลักษณ์ของชายหนุ่มกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

จากผู้ชนะที่เคยยืนอยู่บนเวทีในฐานะตัวแทนของความสำเร็จ

กลายเป็นนายแบบที่ผู้คนกำลังถกเถียงกันถึงขอบเขตของงานที่เขารับ

กฤตมองภาพบนหน้าจออีกครั้ง

“ปล่อยให้กระแสเดินไปก่อนครับ อย่าเพิ่งรีบอธิบายอะไร”

เขาหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ

“บางครั้งคนเราก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติมเลย แค่ปล่อยให้คนอื่นจดจำภาพที่เห็นก็พอ”

กฤตเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นราวกับเพิ่งนึกอะไรได้

“หรือเราจะต้องเติมไฟให้กระแสหน่อยแล้ว”

ผู้บริหารเงยหน้าขึ้นมองเขา แต่กฤตไม่ได้อธิบายต่อ เพียงเลื่อนโทรศัพท์ไปยังภาพของคินอีกครั้ง


/// จบตอน ///


นิสิตสัมพันธ์

โสด

กระทู้
0
ตอบกลับ
2154
พลังน้ำใจ
34475
Zenny
8155
ออนไลน์
9611 ชั่วโมง
โพสต์ 23 นาทีที่แล้ว | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เข้าสู่ระบบ | สมัครเข้าเรียน

รายละเอียดเครดิต

A Touch of Friendship: สังคมจะน่าอยู่ เมื่อมีผู้ให้แบ่งปัน ฝากไวเป็นข้อคิดด้วยนะคะชาวจีโฟกายทุกท่าน
!!!!!โปรดหยุด!!!!! : พฤติกรรมการโพสมั่วๆ / โพสแต่อีโมโดยไม่มีข้อความประกอบการโพส / โพสลากอักษรยาว เช่น ครับบบบบบบบบ, ชอบบบบบบบบ, thxxxxxxxx, และอื่นๆที่ดูแล้วน่ารำคาญสายตา เพราะถ้าท่านไม่หยุดทีมงานจะหยุดท่านเอง
ขอความร่วมมือสมาชิกทุกท่านโปรดโพสตอบอย่างอื่นนอกเหนือจากคำว่า ขอบคุณ, thanks, thank you, หรืออื่นๆที่สื่อความหมายว่าขอบคุณเพียงอย่างเดียวด้วยนะคะ เพื่อสื่อถึงความจริงใจในการโพสตอบกระทู้ และไม่ดูเป็นโพสขยะ
กระทู้ไหนที่ไม่ใช่กระทู้ในลักษณะที่ต้องโพสตอบโดยใช้คำว่าขอบคุณ เช่นกระทู้โพล, กระทู้ถามความเห็น, หรืออื่นๆที่ทีมงานอ่านแล้วเข้าข่ายว่า โพสขอบคุณไร้สาระ ทีมงานขอดำเนินการตัดคะแนน และ/หรือให้ใบเตือนสมาชิกที่โพสขอบคุณทันทีที่เจอนะคะ

รูปแบบข้อความล้วน|โทรศัพท์มือถือ|ติดต่อลงโฆษณา|จีโฟกายดอทคอม

ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บจีโฟกายดอทคอมนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ หากท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และศิลธรรม ไม่เหมาะสมที่จะเผยแพร่ ท่านสามารถแจ้งลบข้อความได้ที่ Link “แจ้งลบโพสนี้” ที่มีอยู่ใต้ข้อความทุกข้อความ หรือ ลืมพาสเวิดล๊อกอิน/ลืมชื่อที่ใช้สมัคร หรือข้อสงสัยใดๆแจ้งมาที่ G4GuysTeam[at]yahoo.com ขอขอบพระคุณที่ให้ความร่วมมือ

กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง หากจะทำการคัดลอก/เผยแพร่ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูลก่อนนะคะ หรือลงที่มาไว้ด้วยค่ะ

©ขอสงวนสิทธิ์คอนเซ็ปต์,คำอธิบาย,หัวข้อ/หมวดหมู่เว็บ ห้ามลอกเลียนแบบ คิดเอาเองนะคะอย่าเอาแต่ลอก

GMT+7, 2026-11-8 17:17 , Processed in 0.105300 second(s), 27 queries .

Powered by Discuz! X3.5, Rev.8

© 2001-2026 Discuz! Team.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้