Beneath the Neon Thong (การค้นพบตัวตนใต้แสงนีออน) บทที่ 7 หลังเสียงปรบมือ
หากใครยังไม่ได้อ่านตอนก่อนหน้านี้ ติดตามได้ทางนี้ครับบทที่ 1 ช่องว่างหลังจบการศึกษา https://www.g4guys.com/thread-207499-1-1.htmlบทที่ 2 ผู้โชคดีโต๊ะสี่สิบสาม https://www.g4guys.com/thread-207558-1-1.htmlบทที่ 3 เดิมพัน https://www.g4guys.com/thread-207729-1-1.htmlบทที่ 4 รสชาติของความพ่ายแพ้ https://www.g4guys.com/thread-207806-1-1.htmlบทที่ 5 เมาแสง https://www.g4guys.com/thread-207962-1-1.htmlบทที่ 6 อังกอร์ https://www.g4guys.com/thread-208056-1-1.html
ไฟในร้านค่อย ๆ สว่างขึ้นเป็นสีอุ่น เสียงเพลงลดระดับลงจนเหลือเพียงจังหวะทุ้มเบา ๆ แขกเริ่มหยิบเสื้อคลุม ตรวจโทรศัพท์ และดื่มแก้วสุดท้าย
บูมยืนพักอยู่ริมเวทีในสภาพเปลือย เหงื่อยังเกาะตามผิว เรียวยืดแขนอยู่ข้าง ๆ ก่อนหันมาหาเขา
“คุณกลับไปเปลี่ยนชุดก่อนได้เลยนะครับ” เรียวบอก “ผมขอตัวไปส่งแขกก่อน เดี๋ยวเจอกันข้างหลัง”
บูมมองเรียวที่ยังไม่ได้หยิบอะไรขึ้นมาสวม ก่อนถามอย่างลังเล “คุณจะไปทั้งแบบนี้เหรอครับ”
“ครับ เดี๋ยวค่อยกลับมาเปลี่ยนทีเดียว” เรียวตอบ พลางยกข้อมือให้ดูคลิปสีเขียวที่ติดอยู่กับสายรัด “คืนนี้ผมยังไหว”
บูมหันไปมองแขกที่เริ่มทยอยลุกจากโต๊ะ บางคนยังยืนคุยกัน บางคนหันมาทางเวทีแล้วโบกมือให้ เขายกมือโบกตอบโดยไม่ทันคิด ก่อนหันกลับไปหาเรียวที่กำลังจะเดินลงไป
“ผมไปด้วยได้ไหมครับ” บูมถาม
เรียวหยุดแล้วหันกลับมา “ได้สิครับ งั้นผมรอ คุณไปเปลี่ยนชุดก่อนก็ได้”
“ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึง…” บูมรีบอธิบาย
บูมเงียบไปนิดหนึ่ง พอจะพูดออกมาตรง ๆ กลับรู้สึกเขินขึ้นมา ทั้งที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ต่อหน้าคนทั้งร้านได้โดยไม่คิดหลบ
“ผมไปแบบนี้ด้วยได้ไหมครับ” เขาถามจนจบ
เรียวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้ม “ได้ครับ แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำเหมือนผมนะ คืนนี้จะกลับไปเปลี่ยนชุดแล้วพักเลยก็ได้”
“ผมอยากไปครับ” บูมตอบ ก่อนเหลือบมองแขกอีกครั้ง “เมื่อกี้มีคนเรียกผมตั้งหลายโต๊ะ ผมยังไม่ได้ขอบคุณเลย”
เรียวพยักหน้ารับ ไม่ได้แซวให้เขายิ่งทำตัวไม่ถูก
“งั้นไปด้วยกันครับ ถ้าระหว่างนั้นอยากกลับไปเปลี่ยนชุด ก็บอกผมได้”
เรียวหยิบคลิปเขียวอันเดิมขึ้นมา บูมยื่นข้อมือให้ อีกฝ่ายจึงติดมันเข้ากับสายรัดแทน เพราะตอนนี้ไม่มีขอบกางเกงให้ติดแล้ว
“คลิปเขียวยังใช้กติกาเดิมนะครับ” เรียวบอก “ใครจะจับต้องขอ คุณไม่อยากให้ใครแตะก็บอกตรง ๆ หรือยกมือแบบนี้ได้เลย”
เรียวยกฝ่ามือขึ้นให้ดู บูมลองทำตาม ก่อนลดมือลงพร้อมรอยยิ้ม
“เข้าใจครับ” บูมตอบ
เขาขยับไปยืนข้างเรียว คราวนี้อีกฝ่ายไม่ต้องยื่นมือรอเรียกเขาออกไปอีก
ทั้งคู่ลงจากเวที ชายเคราสีดอกเลาคนหนึ่งเดินเข้ามาหาบูม
“ขอจับมือหน่อยได้ไหมครับ” ชายคนนั้นถาม
“ได้ครับ” บูมตอบพร้อมยื่นมือให้ อีกฝ่ายจึงกุมมือเขาไว้ด้วยสองมือ
“น้องทำดีมาก ดูออกว่าใหม่ แต่ความจริงใจมันชนะหมดเลย” ชายเคราสีดอกเลาชม
“ขอบคุณครับ” บูมตอบ
“ขอกอดได้ไหม” ชายคนเดิมถาม
บูมพยักหน้า ชายคนนั้นกอดเขาอย่างอบอุ่น มือวางอยู่กลางหลังโดยไม่เลื่อนต่ำ บูมเพิ่งเข้าใจว่าความเปลือยกับความปลอดภัยอยู่ร่วมกันได้ หากทุกคนเคารพคำถามง่าย ๆ ก่อนสัมผัส
เมื่อชายคนนั้นผละไป กลุ่มที่ยืนรอเพื่อนอยู่ใกล้ประตูก็เรียกชื่อบูมขึ้นมาอีก คนหนึ่งยกนิ้วโป้งให้ อีกคนบอกว่าชอบตอนเขาหัวเราะเพราะตามจังหวะเรียวไม่ทัน ส่วนชายสวมแหวนที่จมูกจากโต๊ะที่เขาเคยเดินไปทักยกแก้วเปล่าชูขึ้นเหมือนย้ำว่าคำชมก่อนหน้านี้ยังใช้ได้อยู่
บูมตอบแทบไม่ทัน เขาหันไปขอบคุณทีละคน ยิ้มแล้วยิ้มอีกจนรู้สึกเมื่อยแก้ม ความประหม่าที่คิดว่าจะตามมาหลังไฟบนเวทีดับยังไม่หายไปเสียทีเดียว แต่ถูกความดีใจแทรกจนเหลือที่อยู่น้อยลงทุกที
ไม่มีเพลงดังช่วยพยุง ไม่มีท่าเต้นให้คอยทำตามเรียว เขาต้องสบตา ฟังคำพูด และตอบกลับด้วยเสียงของตัวเอง สิ่งที่ทำให้บูมตื่นเต้นที่สุดกลับเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านั้น—คนที่จำชื่อเขาได้ คนที่จำได้ว่าเขายิ้มตอนไหน และคนที่ยอมยืนรอเพียงเพื่อบอกว่าคืนนี้สนุกมาก
“ค่อย ๆ คุยก็ได้ครับ ไม่มีใครจับเวลา” เรียวเตือนเมื่อเห็นบูมรีบหันรับคำทักจนเกือบตอบผิดคน
บูมหัวเราะกับตัวเอง ก่อนหันกลับไปหาแขกที่รออยู่ “ขอโทษครับ เมื่อกี้คุณถามว่าอะไรนะ”
คราวนี้เขาฟังจนจบ แล้วตอบอย่างไม่ต้องรีบ ความรู้สึกว่าตนเป็นเพียงลูกค้าที่บังเอิญถูกเรียกขึ้นไปค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย อย่างน้อยในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนร้านปิด มีคนอยากพบเขา และเขาเองก็ดีใจที่ยังยืนอยู่ตรงนี้
แขกบางคนขอจับไหล่ บางคนขอแตะหน้าท้อง บางคนเพียงมองลงไปตรง ๆ แล้วกล่าวชมโดยไม่เสแสร้ง บูมกล่าวขอบคุณและโบกมือลา จนคนที่ยืนล้อมอยู่ค่อย ๆ ทยอยออกไปทางประตู
ตอนนั้นเองเขาจึงเห็นชายหนุ่มจากโต๊ะมุมด้านหลังยืนรออยู่ห่างออกไป อีกฝ่ายไม่ได้เรียกหรือแทรกเข้ามา เพียงขยับเข้าหาเมื่อบูมหันไปสบตา
“อ้าว คุณนี่เอง” บูมทัก
ชายหนุ่มยิ้ม เหมือนประหลาดใจนิดหน่อยที่เขาจำได้
“ผมขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมครับ” อีกฝ่ายถาม ก่อนเสริมอย่างรวดเร็ว “ไม่เอาไปลงที่ไหนครับ”
บูมหันไปหาเรียวอย่างไม่แน่ใจ
“ถ้าคุณโอเคก็ได้” เรียวตอบ “แต่ใช้โทรศัพท์ของร้าน แล้วเดี๋ยวให้พนักงานส่งให้ จะได้จัดมุมไม่ให้คนอื่นติดไปด้วย”
“ได้ครับ” บูมหันกลับมาตอบชายหนุ่ม
เรียวเรียกพนักงานมาช่วยถ่ายภาพ ชายหนุ่มขยับมายืนข้างบูมอย่างระมัดระวัง มือทั้งสองแนบอยู่ข้างตัวจนดูเหมือนกำลังรอถ่ายรูปติดบัตร
“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ครับ” บูมบอก “เห็นคุณเกร็ง ผมจะเกร็งตามแล้ว”
ชายหนุ่มหลุดหัวเราะ บูมจึงถามก่อนวางแขนบนไหล่อีกฝ่าย เมื่อได้รับคำตอบรับ เขาจึงขยับเข้าไปยืนใกล้ขึ้น พนักงานรอให้ทั้งคู่มองกล้องแล้วกดถ่าย
พอได้ดูภาพ ชายหนุ่มก็ก้มมองหน้าจออยู่นานกว่าที่บูมคิด รอยยิ้มเก้อ ๆ เมื่อครู่ค่อย ๆ กว้างขึ้น
“ขอบคุณครับ” อีกฝ่ายบอก
“เมื่อกี้คุณก็พูดแบบนี้” บูมทักอย่างนึกขำ
“ผมไม่รู้จะพูดอะไรจริง ๆ ครับ” ชายหนุ่มยอมรับ ก่อนเงยหน้ามองเขา “แต่ตอนนี้คุณดูไม่เกร็งแล้วนะครับ”
“ผมเหรอ” บูมถาม
ชายหนุ่มพยักหน้า “ตอนออกมารอบแรกเหมือนคุณจะวิ่งกลับหลังม่านอยู่แล้ว พอเพลงจบกลับยืนยิ้มไม่ยอมลงเลย”
บูมหัวเราะ พลางยกมือแตะท้ายทอย “ผมก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันครับ เพิ่งรู้ตอนคุณบอกนี่แหละ”
อีกฝ่ายยิ้มตาม แต่ยังไม่ได้เดินจากไป เมื่อพนักงานลดโทรศัพท์ลง เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามต่อ
“ขอแตะตรงนั้นด้วยได้ไหมครับ แค่นิดเดียวก็ได้ครับ”
บูมรู้ว่าหมายถึงตรงไหน เขาหายใจเข้า พิจารณาความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่เสียงรอบข้าง แล้วพยักหน้า
“เบา ๆ นะครับ” บูมกำชับ
“ได้ครับ” ชายหนุ่มรับคำ
ฝ่ามืออุ่นสัมผัสเขาเพียงครู่เดียวตามที่ขอ ความรู้สึกแล่นขึ้นจนสะโพกบูมเกร็ง แต่อีกฝ่ายถอนมือทันที ไม่ฉวยโอกาสต่อ
“ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มบอก แล้วชะงักไปเมื่อได้ยินคำพูดของตัวเอง
บูมหลุดหัวเราะ อีกฝ่ายจึงหัวเราะตามอย่างเขิน ๆ
พนักงานเรียกชายหนุ่มไปแจ้งวิธีรับภาพ เขาพยักหน้ารับ ก่อนหันกลับมาหาบูมอีกครั้ง
“กลับมาอีกนะครับ” ชายหนุ่มบอก คราวนี้ไม่ติดขัดเหมือนตอนทักกันครั้งแรก “ผมอยากดูคุณแสดงอีก”
“ครับ” บูมตอบทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะกลับมาหรือไม่
ชายหนุ่มยกมือโบกลาเล็กน้อย แล้วจึงเดินตามพนักงานไป บูมยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมาหาเรียวโดยที่รอยยิ้มยังไม่จางจากใบหน้า
พอแขกคนสุดท้ายออกจากร้าน เรียวก็ตบบ่าเขา “ผมไปอาบน้ำก่อนนะ ถ้าคุณจะกลับ รหัสล็อกเกอร์คือเลขโต๊ะ กด 0043”
“ขอบคุณครับ สำหรับทุกอย่าง” บูมบอกเรียว
“เก็บคำขอบคุณไว้บ้างก็ได้ครับ เดี๋ยวเราได้เจอกันอีก” เรียวขยิบตาแล้วหายเข้าไปหลังม่าน
ปีเตอร์ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ เทน้ำเปล่าหนึ่งแก้วแล้วเลื่อนมาให้
“ดื่มก่อน” ปีเตอร์บอก
บูมรับแก้วมา “คืนนี้คุณสั่งผมบ่อยนะครับ”
“เรื่องน้ำผมยอมเป็นคนเผด็จการ” ปีเตอร์ตอบ
บูมหัวเราะแล้วดื่มจนหมด ปีเตอร์รอจึงถาม
“อยากได้เสื้อผ้าเลยไหม” ปีเตอร์ถาม
บูมมองร่างตัวเอง เขายังรู้สึกถึงสายตาที่เพิ่งผ่านผิวไป แม้ร้านเกือบว่างแล้ว ความเปลือยกลับไม่ทำให้เขากระสับกระส่ายเหมือนตอนแรก
“ขออยู่อย่างนี้อีกแป๊บได้ไหมครับ” บูมถาม
คำพูดหลุดออกมาแล้วเขาก็หน้าแดง “คือผมไม่ได้หมายความว่า—”
ปีเตอร์หัวเราะจริงจังเป็นครั้งแรก “บูม คุณไม่ต้องรีบอธิบายทุกความต้องการก็ได้ครับ บางอย่างแค่อยากทำก็พอ ตราบใดที่ไม่เดือดร้อนใคร”
เขาเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์ “ถ้ายังไม่อยากแต่งตัว ผมพาดูหลังร้านไหม ในเมื่อคุณขอขึ้นเวทีเองแล้ว ก็ควรรู้ว่างานจริงไม่ได้มีแต่แสงสวย ๆ”
“ได้ครับ” บูมตอบ
ปีเตอร์พาเขาผ่านห้องเก็บชุด ปัน—นักเต้นไหล่ตกกระที่พาเขาขึ้นเวที—กำลังคัดแยกจีสตริงลงตะกร้าซักอยู่บนพื้น พอเห็นบูมก็ยกมือทักโดยไม่ทำให้เรื่องที่เขายังเปลือยกลายเป็นเรื่องใหญ่ จากนั้นปีเตอร์จึงพาผ่านห้องพักพนักงานที่มีคิวกับนักเต้นอีกสองคนนอนหมดแรงเล่นโทรศัพท์ และผ่านโต๊ะเล็กซึ่งผู้จัดการเวทีกำลังนับทิปกับจดเวลาการแสดง
“ชุดทุกชิ้นซักหลังใช้” ปีเตอร์อธิบาย “ตรวจสุขภาพตามรอบ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนทุกคืน การแสดงพิเศษต้องตกลงรายละเอียดก่อนขึ้นเวที แขกคนไหนฝ่าฝืนการปฏิเสธแม้ครั้งเดียว เราจะให้ออกจากร้านทันที ไม่มีข้อยกเว้น ต่อให้เป็นลูกค้าวีไอพี”
“แล้วที่แขกถ่ายรูปได้ล่ะครับ” บูมถาม
“นักแสดงเลือกเองเป็นรายโชว์ บางคนไม่อนุญาตเลย บางคนให้ถ่ายแต่ห้ามเห็นหน้า บางคนไม่สน คุณเป็นคนกำหนดเงื่อนไขของภาพตัวเอง” ปีเตอร์อธิบาย
คำตอบนั้นทำให้บูมรู้สึกว่าร้านที่ดูไร้ขอบเขตที่สุดกลับเต็มไปด้วยขอบเขตที่พูดออกมาตรง ๆ มากกว่าโลกข้างนอกเสียอีก
ปีเตอร์พาขึ้นบันไดภายในไปยังทางเดินชั้นลอย ก่อนเปิดประตูห้องมุมให้ดู โซฟากำมะหยี่กับโต๊ะเตี้ยหันเข้าหากระจกบานใหญ่ซึ่งกินพื้นที่เกือบตลอดผนังฝั่งหน้าร้าน บูมก้าวเข้าไปแล้วจึงเห็นว่าเวทีกลางอยู่ต่ำลงไปด้านหน้า ทั้งเวทีปรากฏอยู่ในกรอบสายตาโดยไม่มีเสาหรือศีรษะผู้ชมบัง
ชั้นลอยไม่ได้สูงจนคนบนเวทีกลายเป็นร่างเล็ก ๆ จากตรงนี้บูมยังเห็นสีหน้าของคิวที่กำลังเก็บของ เห็นแนวไหล่ขณะก้มยกอุปกรณ์ และมองตามได้ตั้งแต่บันไดขึ้นเวทีไปจนถึงม่านหลังสุด เมื่อผู้จัดเวทีทดลองไฟสีอำพัน แสงทั้งเวทีก็อยู่ในสายตา ไม่ต้องเลือกว่าจะมองคนด้านหน้าหรือคนที่อยู่ด้านหลัง
“ห้องวีไอพีครับ มุมดูโชว์ที่ชัดที่สุดของร้าน” ปีเตอร์บอก “โต๊ะหน้าสุดอยู่ใกล้ก็จริง แต่ต้องเงยมอง แล้วบางจังหวะคนข้างหน้าบังกันเอง ตรงนี้เห็นเต็มเวที ทั้งหน้าตา รูปร่าง และลำดับการแสดง”
ปีเตอร์แตะแผงควบคุมข้างโซฟา เสียงจากระบบเวทีกลางดังขึ้นผ่านลำโพงในห้องอย่างชัดเจน ก่อนเขาจะลดกลับลง “เสียงส่งเข้ามาโดยตรงครับ แขกปรับระดับได้ ไม่ต้องเปิดประตูรับเสียงข้างนอก”
บูมเพิ่งสังเกตว่าผนังอีกฝั่งมีเวทียกพื้นขนาดเล็กของตัวเอง พร้อมไฟที่แยกจากระบบหน้าร้าน ม่านทึบพับเก็บอยู่ข้างกระจก ส่วนประตูที่เพิ่งเดินผ่านหนาและปิดสนิทกว่าห้องพักพนักงานด้านล่าง
“ห้องเดียวกันนี้ใช้รับชมการแสดงส่วนตัวได้ด้วย” ปีเตอร์อธิบาย “ถ้ามีนัดและนายแบบตกลง เราปิดม่าน ปิดเสียงถ่ายทอดจากเวทีกลาง แล้วใช้ไฟกับเสียงของเวทีเล็กในห้อง ผนังกับประตูช่วยกันเสียงรบกวน พนักงานจะไม่เดินเข้าออกเอง แขกจึงมีความเป็นส่วนตัวโดยไม่ต้องย้ายห้อง”
“แต่ความเป็นส่วนตัวไม่ได้เปลี่ยนกติกาครับ” ปีเตอร์พูดต่อ “จำนวนแขกกับขอบเขตการแสดงต้องตกลงล่วงหน้า ค่าตัวสูงกว่า แต่ไม่ใช่งานที่ผมให้คนใหม่ทำ มีพนักงานประจำอยู่นอกประตูและปุ่มเรียกทีมงานในห้อง กล้องวงจรปิดจับเฉพาะทางเดินส่วนกลาง ไม่ถ่ายในห้องหรือบนเวทีส่วนตัว”
“คุณวางกฎไว้เยอะกว่าที่ผมคิด” บูมว่า
“อิสระที่ไม่มีกฎ มักกลายเป็นอิสระของคนที่แรงกว่า” ปีเตอร์หันมามอง “ผมทำร้านที่คนกล้าเปลือยได้ ไม่ใช่ร้านที่ใครอยากทำอะไรกับใครก็ได้”
บูมจำประโยคนั้นไว้ ขณะปีเตอร์พาเดินต่อจนถึงปลายทางเดิน ห้องอื่นเปิดไฟหรือแง้มประตูทิ้งไว้ มีเพียงบานสุดท้ายที่ยังล็อกอยู่
ปีเตอร์หยิบพวงกุญแจขึ้นมา “เหลืออีกห้องครับ ห้องนี้ผมอยากให้คุณดูเอง”
สนุกมากครับ
หน้า:
[1]