Thegotchi โพสต์ 3 วันที่แล้ว

พี่ครับ…..ไฟล์ผมพัง - ตอนที่ 4

ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3
ไม่มีสิทธิ์หึง
เช้าวันรุ่งขึ้น ไอ้ต้นมาถึงโต๊ะผมตอนแปดโมงห้าสิบสอง
ไม่มีกาแฟ
ไม่มีโน้ตบุ๊กพัง
ไม่มี Printer ให้ซ่อม
มันเดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะแล้วพูดว่า
“เที่ยงนี้ห้ามมีนัดนะ”
ผมเงยหน้าจากจอ
“ทำไม”
“เมื่อคืนนัดแล้ว”
“กูตอบแค่เออ”
“เออก็คือตกลง”
“ใครกำหนด”
“ผม”
“เผด็จการฉิบหาย”
มันยิ้ม
“เที่ยงเจอกัน”
“เดี๋ยว”
ต้นหันกลับ
“อะไร”
ผมมองหน้ามัน
นึกถึงเมื่อคืน
เป็นอะไร
เปล่าพี่ นอนเถอะ
ผมเกือบถามออกไป
แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจ
“ไม่มีอะไร”
ต้นมองผมเหมือนรู้ว่าผมกำลังจะพูดอะไร
แต่มันก็ไม่ถาม
“งั้นเที่ยงเจอกัน”
แล้วเดินกลับไป
ผมมองตามหลัง
ความจริงผมอยากเคลียร์เรื่องเมื่อคืน
แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง
เพราะถ้าถามว่า มึงหึงกูเหรอ
แล้วมันตอบว่าไม่
ผมก็คงดูหลงตัวเองฉิบหาย
แต่ถ้ามันตอบว่าใช่—
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไงต่อ
สิบเอ็ดโมงสี่สิบเจ็ด
LINE เด้ง
ผมนึกว่าเป็นต้น
แต่ชื่อบนหน้าจอคือ
Pak
Pak: วันนี้เข้าบริษัทคุณช่วงบ่ายครับ
Pak: ถ้าว่างฝากดู API Mapping ให้หน่อยได้ไหม
ผมตอบ
นนท์: ได้ครับ ส่งมาก่อนได้เลย
ไม่ถึงนาที ไฟล์ถูกส่งมา
ตามด้วยอีกข้อความ
Pak: เมื่อคืนกลับถึงบ้านกี่โมงครับ
ผมหยุด
นนท์: เกือบห้าทุ่มครับ
Pak: ดึกเลย ขอโทษที ผมชวนคุยนาน
นนท์: ไม่เป็นไรครับ ปกติผมก็นอนดึก
Pak: งั้นครั้งหน้าผมชวนได้อีก
ผมยิ้ม
นนท์: นี่ถามเรื่องงานหรือเรื่องกินข้าวครับ 555
สามจุดขึ้นทันที
Pak: ถ้าผมตอบว่าทั้งสองอย่างล่ะ
ผมหยุดยิ้มไปนิดหนึ่ง
เอาละ
คราวนี้ชัด
ผมกำลังคิดว่าจะตอบอะไร—
“ยิ้มอะไร”
เสียงดังจากด้านหลัง
ผมสะดุ้งแล้วคว่ำโทรศัพท์โดยอัตโนมัติ
ต้นยืนอยู่
“มึงมาเงียบ ๆ ทำไม”
“ผมเรียกสองรอบแล้ว”
“ไม่ได้ยิน”
มันมองโทรศัพท์ที่ผมคว่ำไว้
แล้วมองหน้าผม
“คุยกับใคร”
“เสือก”
“พี่ภาค?”
ผมหรี่ตา
“มึงรู้ได้ไง”
“เดา”
“เดาเก่ง”
ต้นไม่ตอบ
“ไปกินข้าว”
มันพูดสั้น ๆ
แล้วเดินนำไปเลย
ร้านอาหารใต้ตึกคนเยอะกว่าปกติ
ต้นเลือกโต๊ะมุมในสุด
มันนั่งตรงข้ามผม
ปกติเวลากินข้าวด้วยกันมันพูดไม่หยุด
วันนี้กลับเอาแต่เขี่ยข้าว
ผมทนอยู่ประมาณห้านาที
“มึงจะเป็นแบบนี้อีกนานไหม”
มันเงยหน้า
“แบบไหน”
“เหมือนเมนส์มา”
“ผมผู้ชาย”
“กูรู้”
“แล้วพูดทำไม”
“ก็มึงทำหน้าเหมือนคนติดหนี้”
มันตักข้าว
“งานเยอะ”
“โกหก”
“รู้ได้ไง”
“เวลากังวลเรื่องงานมึงจะกัดปาก”
ต้นหยุด
ผมเองก็หยุด
เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป
มันมองผม
“พี่รู้ด้วยเหรอ”
“รู้อะไร”
“เวลาผมเครียดผมทำอะไร”
“ก็เห็นบ่อย”
“มองผมบ่อยขนาดนั้นเลย?”
ไอ้เหี้ย
ผมหยิบน้ำขึ้นดื่ม
“แดกข้าวไป”
ต้นยิ้มขึ้นมานิดหนึ่ง
อย่างน้อยก็กลับมายิ้มแล้ว
เรากินต่อ
ผ่านไปพักหนึ่ง มันถามขึ้นมาเหมือนไม่ได้ตั้งใจ
“พี่ภาคจีบพี่เหรอ”
ช้อนผมหยุดกลางอากาศ
“ทำไมถาม”
“ก็ดูออก”
“ดูอะไรออก”
“เขาชอบพี่”
ผมวางช้อน
“แล้ว?”
“พี่รู้?”
“กูไม่ได้โง่”
สีหน้าต้นเปลี่ยนทันที
“แล้วพี่ยังไปกินข้าวกับเขา?”
ผมขมวดคิ้ว
“ทำไมจะไปไม่ได้”
“ก็รู้ว่าเขาจีบ”
“แล้ว?”
มันเงียบ
ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิด
“ต้น”
“ครับ”
“มึงจะพูดอะไรก็พูด”
มันก้มมองจาน
“ไม่มีอะไร”
“อีกแล้ว”
“อะไร”
“มึงแม่งชอบพูดว่าไม่มีอะไร ทั้งที่หน้ามึงมีทุกอย่าง”
ต้นเงยขึ้น
“แล้วพี่อยากให้ผมพูดอะไร”
“กูก็รอฟังอยู่”
เราสบตากัน
รอบตัวมีเสียงช้อนกระทบจาน เสียงพนักงานเรียกคิว เสียงคนคุยกัน
แต่โต๊ะเรากลับเงียบ
สุดท้ายต้นเป็นฝ่ายหลบตา
“ช่างมันเถอะ”
ผมหงุดหงิดขึ้นมาทันที
“เออ”
ผมตักข้าวเข้าปาก
จากนั้นเราก็แทบไม่พูดกันจนกินเสร็จ
ตอนบ่ายภาคมาถึงประมาณบ่ายสอง
ผมกับเขานั่งดูงานในห้องประชุมเล็ก
ครั้งนี้ผมรู้แล้วว่าเขาคิดอะไร
เลยเริ่มสังเกตมากขึ้น
ภาคไม่ได้ทำอะไรล้ำเส้น
ไม่ได้แตะตัว
ไม่ได้พูดหวาน
แต่เขาจำรายละเอียดได้ดีอย่างน่ากลัว
“กาแฟวันนี้ไม่หวานนะครับ”
เขาวางแก้วตรงหน้าผม
“คราวก่อนผมเห็นคุณเติมน้ำเพราะบอกหวานไป”
ผมหัวเราะ
“สังเกตขนาดนั้นเลย”
“ถ้าสนใจก็จำได้ครับ”
ผมเงยหน้ามอง
เขายิ้ม
ไม่หลบ
ผมต้องยอมรับ—
ถ้าเป็นคนอื่น ผมคงคิดว่าเขาจีบแบบน่ารำคาญ
แต่ภาคไม่ได้ทำให้รู้สึกแบบนั้น
เขาเป็นผู้ใหญ่
รู้ว่าควรหยุดตรงไหน
และที่สำคัญ เขาไม่ได้ทำให้ผมอึดอัดกับเรื่องที่ผมเป็นผู้ชาย
เหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดามาก
“พี่ภาค”
“ครับ”
“พี่ชอบผู้ชายเหรอ”
ผมถามตรง ๆ
เขานิ่งไปนิดหนึ่ง
ก่อนยิ้ม
“ถามตรงดีนะ”
“ขอโทษครับ ถ้าไม่อยากตอบไม่เป็นไร”
“ไม่เป็นไร”
เขาพิงเก้าอี้
“ผมเคยคบทั้งผู้หญิงและผู้ชายครับ”
“อ๋อ”
“ตกใจไหม”
“ไม่”
“ดีครับ”
“ทำไม”
ภาคมองผม
“เพราะตอนนี้คนที่ผมสนใจเป็นผู้ชาย”
ผมหยุด
ชัดกว่านี้ก็คงต้องเขียนใส่กระดาษแล้ว
ผมหัวเราะแก้เก้อ
“พี่แม่งตรงเหมือนกันนี่”
“เสียเวลามาหลายปีแล้วครับ”
“เลยไม่อยากอ้อม?”
“ประมาณนั้น”
เขายิ้ม
“แต่ไม่ต้องรีบตอบอะไรนะ ผมไม่ได้ขอคบ”
“แล้วนี่เรียกว่าอะไร”
“แจ้งให้ทราบ”
ผมหัวเราะออกมา
“เหมือน Memo บริษัทเลย”
“ต้องเซ็นรับทราบไหม”
“ไม่เซ็น”
“งั้นส่งเมลตาม”
“พอเลยพี่”
บรรยากาศกลับมาสบายเหมือนเดิม
และผมชอบตรงนั้น
ภาคบอกว่าชอบ
แต่ไม่ได้บังคับให้ผมต้องรู้สึกอะไรตอบ
ต่างจากคนอีกคน—
ที่ไม่ยอมบอกว่ารู้สึกอะไร
แต่แม่งทำหน้าหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นผมอยู่กับภาค
ห้าโมงครึ่ง
ภาคกลับไปแล้ว
ผมเดินกลับมาที่โต๊ะ
ต้นไม่มา
ห้าโมงสี่สิบ
ยังไม่มา
หกโมง
ไม่มี
ผมพยายามทำงาน
สุดท้ายทนไม่ไหว
เปิด LINE
นนท์: วันนี้ไม่มา?
ผมจ้องข้อความ
ก่อนกดส่ง
อ่านทันที
แต่ไม่ตอบ
หนึ่งนาที
สองนาที
ต้น: ไปไหน
นนท์: โต๊ะกู
ต้น: รู้ 555 หมายถึงให้ผมไปทำไม
ผมหงุดหงิด
นนท์: ปกติมึงก็มา
มันเงียบไปพักหนึ่ง
ต้น: คิดถึงเหรอ
ผมมองคำถาม
ก่อนตอบ
นนท์: กวนตีนละ
มันส่งสติกเกอร์หัวเราะ
ไม่ถึงสองนาที เสียงลากเก้าอี้ก็ดังขึ้นข้างผม
“เรียกผมมาทำไม”
“กูไม่ได้เรียก”
“แล้วทัก?”
“ถามเฉย ๆ”
ต้นยิ้ม
“ครับ”
มันนั่งลง
ผมทำงานต่อ
มันเล่นโทรศัพท์
เหมือนทุกอย่างกลับเป็นปกติ
จนโทรศัพท์ผมสั่น
หน้าจอขึ้นชื่อ
Pak
ต้นเห็น
ผมรู้ว่ามันเห็น เพราะสายตามันหยุดตรงหน้าจอ
ผมหยิบขึ้นมาอ่าน
Pak: ถึงแล้วครับ
Pak: วันนี้ขอบคุณนะ
Pak: แล้วก็เรื่องที่ผมพูด ไม่ต้องคิดมากนะครับ
ผมกำลังจะตอบ
ต้นถาม
“คุยอะไรกัน”
ผมเงยหน้า
“เรื่องส่วนตัว”
คำตอบนั้นทำให้สีหน้ามันเปลี่ยนทันที
“อ๋อ”
มันลุก
“ไปละ”
“อะไรอีก”
“กลับบ้าน”
“เมื่อกี้เพิ่งมา”
“ก็นั่งแล้ว”
“ต้น”
มันหยิบกระเป๋า
“อะไร”
“มึงเป็นเหี้ยอะไร”
“ไม่ได้เป็น”
“กูเบื่อคำนี้แล้ว”
ต้นเงียบ
ผมวางโทรศัพท์
“มึงมีอะไรกับพี่ภาค”
“ไม่มี”
“แล้วทำไมทุกครั้งที่เขาทัก มึงต้องทำหน้าแบบนี้”
“ผมทำหน้าอะไร”
“หน้าหงุดหงิด”
“ผมไม่ได้หงุดหงิด”
“มึงหึงกูใช่ไหม”
เงียบ
ครั้งนี้ไม่มีเสียงหัวเราะกลบ
ไม่มีคำว่า “หึงเหี้ยอะไร”
ต้นมองผมตรง ๆ
ผมรอ
หัวใจตัวเองเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
“ถ้าผมหึงแล้วไง”
มันถามกลับ
ผมหยุด
ไม่คิดว่ามันจะตอบแบบนี้
“ก็…”
“พี่จะทำอะไร”
ผมพูดไม่ออก
ต้นหัวเราะสั้น ๆ
แต่ไม่มีความขำอยู่ในนั้น
“เห็นไหม”
“เห็นอะไร”
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“แล้วมึงล่ะ รู้เหรอ”
“ไม่รู้”
“งั้นมึงจะหงุดหงิดใส่กูทำไม”
ต้นเริ่มเสียงแข็ง
“เพราะผมไม่ชอบ”
“ไม่ชอบอะไร”
“ไม่ชอบที่เขามายุ่งกับพี่”
“เขาไม่ได้ยุ่ง”
“เขาจีบพี่”
ผมหยุด
“มึงรู้?”
“ดูออก”
“เออ”
“แล้วพี่ก็ยังคุย”
“แล้วทำไมกูจะคุยไม่ได้”
ต้นเงียบ
ผมเริ่มโมโหจริง
“มึงเป็นคนถามเองว่ากูรู้ไหมว่าเขาจีบ กูก็บอกว่ารู้”
“ครับ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมึง”
“…”
“มึงจะไม่ชอบเขา กูไม่ว่า”
“…”
“แต่มึงไม่มีสิทธิ์มาหงุดหงิดใส่กูทุกครั้งที่กูคุยกับเขา”
ต้นกำมือแน่น
“รู้แล้ว”
“ถ้ารู้ก็เลิกทำ”
“ครับ”
น้ำเสียงนั้นยิ่งทำให้ผมหงุดหงิด
“ต้น”
“อะไรอีกพี่”
“มึงอยากให้กูทำยังไง”
มันมองผม
“ไม่รู้”
“อยากให้กูเลิกคุยกับเขา?”
มันไม่ตอบ
“ถ้าอยากก็พูด”
ต้นยังเงียบ
ผมเลยถามประโยคที่ไม่ควรถามออกไป
“แล้วมึงเป็นอะไรกับกู ถึงจะมาห้าม?”
ทันทีที่พูดจบ—
ผมอยากเอาคำกลับคืนมา
สีหน้าต้นเปลี่ยนไป
มันไม่ได้โกรธ
นั่นแหละที่ทำให้แย่กว่าเดิม
มันเหมือนโดนอะไรบางอย่างกระแทกเข้าเต็ม ๆ
ต้นยืนนิ่งอยู่หลายวินาที
ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“จริง”
“ต้น…”
“ผมไม่ได้เป็นอะไร”
“กูไม่ได้หมายความแบบ—”
“พี่พูดถูกแล้ว”
มันยิ้ม
แต่เป็นรอยยิ้มที่ผมไม่ชอบเลย
“ผมไม่มีสิทธิ์”
มันหยิบกระเป๋า
“กลับก่อนนะ”
“เดี๋ยว”
มันไม่หยุด
เดินออกไปเลย
ผมนั่งอยู่ตรงนั้น
มองเก้าอี้ว่างข้างตัวเอง
แล้วรู้สึกเหมือนเพิ่งทำอะไรพัง
ปัญหาคือ—
คราวนี้ไม่มี Version History ให้กด Restore
คืนนั้นผมทักไป
นนท์: ถึงยัง
ไม่อ่าน
สามทุ่ม
ยังไม่อ่าน
สี่ทุ่ม
อ่าน
แต่ไม่ตอบ
ผมโทร
มันไม่รับ
ผมเริ่มโมโห
ทั้งโมโหมัน
ทั้งโมโหตัวเอง
สุดท้ายตอนสี่ทุ่มครึ่งข้อความก็มา
ต้น: ถึงแล้วครับ
ผมตอบทันที
นนท์: ทำไมไม่รับสาย
ต้น: อาบน้ำ
โกหก
กูรู้
แต่ไม่อยากทะเลาะต่อ
นนท์: เรื่องเมื่อเย็น
ผมหยุด
พิมพ์
ลบ
พิมพ์ใหม่
นนท์: กูไม่ได้อยากให้มึงเลิกมายุ่งกับกูนะ
ผมอ่านประโยคตัวเอง
แม่งแปลก
แต่ส่งไปแล้ว
ต้นอ่าน
เงียบไปนานมาก
สุดท้าย—
ต้น: ครับ
คำเดิม
สั้น ๆ
ห่างเหิน
ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีก
นนท์: ครับเหี้ยอะไร
มันอ่าน
แล้วคราวนี้ตอบเร็ว
ต้น: แล้วจะให้ตอบอะไร
นนท์: มึงโกรธกู
ต้น: ไม่ได้โกรธ
นนท์: โกหก
เงียบ
ก่อนข้อความหนึ่งจะเข้ามา
ต้น: ผมแค่ต้องจำว่าผมเป็นอะไรกับพี่
ผมจ้องประโยคนั้น
หัวใจหนักขึ้นมาอย่างประหลาด
ผมอยากตอบว่า
มึงไม่จำเป็นต้องคิดแบบนั้น
แต่ถ้ามันถามกลับว่า
แล้วผมเป็นอะไร
ผมจะตอบว่าอะไร?
เพื่อนร่วมงาน?
น้อง?
เพื่อน?
คนที่กินข้าวด้วยกัน?
คนที่ผมซื้อโจ๊กไปให้ตอนป่วย?
คนที่ผมรู้ว่าไม่กินผักชี?
คนที่ผมเริ่มมองหาเวลาไม่เห็นมันอยู่ที่โต๊ะ?
ไม่มีคำไหนตรงสักคำ
ผมเลยไม่ได้ตอบ
และบางที—
ความเงียบของผมคงเป็นคำตอบที่แย่ที่สุดแล้ว
วันรุ่งขึ้น ต้นไม่เอากาแฟมาให้
มันมาทำงานตามปกติ
เดินผ่านฝ่าย IT ตามปกติ
เจอหน้าผมก็ยิ้ม
“สวัสดีครับพี่”
สุภาพฉิบหาย
แล้วเดินผ่านไป
ไม่มีการลากเก้าอี้มานั่ง
ไม่มีคำว่า “กินข้าวปะ”
เที่ยงวันนั้นมันลงไปกินกับฝ่ายขาย
ผมเห็น
แต่ไม่ได้ถาม
ตอนเย็นห้าโมงครึ่ง—
มันเก็บของกลับบ้าน
ผมนั่งมองจากโต๊ะ
มันไม่หันมาทางผมเลย
วันที่สองก็เหมือนกัน
วันที่สามก็เหมือนกัน
ผมเพิ่งรู้ว่า—
การที่ใครสักคนหายออกไปจากกิจวัตรประจำวัน ทั้งที่ยังนั่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงยี่สิบเมตร
แม่งรู้สึกแย่กว่าการที่เขาลางานเสียอีก
วันที่สาม ตอนหกโมงสิบห้า
ผมนั่งอยู่คนเดียว
เก้าอี้ข้าง ๆ ว่าง
โทรศัพท์สั่น
Pak
Pak: เลิกงานหรือยังครับ
ผมตอบ
นนท์: ยังครับ
Pak: กินข้าวไหม
ผมมองข้อความ
ปกติผมคงตอบตกลง
แต่วันนี้ไม่รู้ทำไมถึงไม่อยากไป
นนท์: วันนี้ขอผ่านก่อนครับ เหนื่อยนิดหน่อย
Pak: ได้ครับ พักผ่อนนะ
แล้วเขาก็ไม่ได้ตื้อ
ผมวางโทรศัพท์
เงยหน้ามองโต๊ะต้น
ว่าง
ก่อนจะเห็นแก้วกาแฟเก่าที่ผมลืมทิ้งอยู่ตรงมุมโต๊ะ
มี Post-it สีเหลืองแปะอยู่
กระดาษจากวันแรก
ค่าซ่อม Excel
ไม่รู้พี่กินหวานแค่ไหน เลยสั่งหวานน้อย
— ต้น
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมยังเก็บไว้
ผมดึงมันออกมา
พลิกไปมา
แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เปิดแชตต้น
พิมพ์
พรุ่งนี้กินข้าวกัน
ผมหยุด
ลบ
พิมพ์ใหม่
พรุ่งนี้เที่ยงว่างไหม
ลบอีก
สุดท้าย—
นนท์: พรุ่งนี้กูเลี้ยงข้าว
มันอ่านประมาณห้านาทีต่อมา
ต้น: ไม่เป็นไรพี่ ผมมีนัดแล้ว
ผมหยุด
ความรู้สึกแรกคือผิดหวัง
ความรู้สึกที่สอง—
มีนัดกับใคร
ผมเกือบพิมพ์
แต่ไม่ส่ง
เพราะคำพูดของตัวเองเมื่อสามวันก่อนย้อนกลับเข้ามาในหัว
แล้วมึงเป็นอะไรกับกู ถึงจะมาห้าม?
ผมวางโทรศัพท์
หัวเราะกับตัวเองเบา ๆ
เออ
กรรมตามสนองเร็วดี
วันต่อมา ตอนเที่ยง
ผมลงไปกินข้าวคนเดียว
เดินออกจากลิฟต์
กำลังจะเลี้ยวเข้าร้านประจำ
แล้วผมก็เห็นต้น
มันนั่งอยู่โต๊ะริมกระจก
ไม่ได้อยู่คนเดียว
ฝั่งตรงข้ามเป็นผู้ชายที่ผมไม่เคยเห็น
น่าจะอายุพอ ๆ กับมัน
หน้าตาดี
ผิวขาว
ใส่เสื้อ Polo ของบริษัทเรา
น่าจะเป็นพนักงานใหม่
สองคนนั่งคุยกัน
ต้นหัวเราะ
ผู้ชายคนนั้นพูดอะไรบางอย่าง ก่อนเอื้อมมือไปหยิบเศษอะไรสักอย่างออกจากไหล่เสื้อต้น
ธรรมดามาก
เพื่อนร่วมงานทำกันได้
แต่ผมหยุดเดิน
สายตาค้างอยู่ตรงมือนั้น
และความรู้สึกบางอย่างพุ่งขึ้นมาเร็วมากจนผมตั้งตัวไม่ทัน
ไม่ชอบ
ผมไม่ชอบเลย
เหมือนต้นรู้ว่ามีคนมอง
มันหันมา
สายตาเราสบกันผ่านกระจก
รอยยิ้มบนหน้ามันหายไปเล็กน้อย
ผมพยักหน้าให้
ทำเหมือนไม่มีอะไร
แล้วเดินผ่านไป
โทรศัพท์สั่นในกระเป๋าหลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาที
ผมหยิบขึ้นมา
ต้น: พี่
ผมอ่าน
ไม่ตอบ
อีกข้อความมา
ต้น: มากินด้วยกันไหม
ผมหันกลับไปมองผ่านกระจก
ต้นยังมองมา
ผู้ชายตรงข้ามมันก็มองตาม
ผมตอบ
นนท์: ไม่เป็นไร
สามจุดขึ้น
ต้น: โอเค
ผมเก็บโทรศัพท์
เดินต่อ
แล้วเพิ่งรู้ตัวว่า—
ตลอดสามวันที่ผ่านมา ผมคิดว่าคนที่กำลังหึงคือไอ้ต้น
ผมคิดว่ามันงี่เง่า
คิดว่ามันไม่มีสิทธิ์
คิดว่ามันกำลังทำเรื่องง่ายให้ซับซ้อน
แต่ตอนนี้—
แค่เห็นผู้ชายคนอื่นแตะไหล่มัน
ผมก็อยากเดินกลับไปถามแล้วว่า
ไอ้นั่นเป็นใคร
ปัญหาคือประโยคเดียวที่หยุดผมไว้—
เป็นประโยคเดียวกับที่ผมเคยใช้หยุดมัน
แล้วมึงเป็นอะไรกับเขา ถึงจะไปถาม?
ผมไม่มีคำตอบ
และผมกำลังจะได้รู้ในไม่ช้าว่า
ผู้ชายคนนั้นชื่อ เจ
ที่สำคัญ—
เจไม่ได้เข้ามาหาต้นเพราะเรื่องงานอย่างเดียว

abc55 โพสต์ 3 วันที่แล้ว

โอมายก้อด สลับกันหึง
เนื้อเรื่องเข้มข้นมากกกก

thai_boys โพสต์ 3 วันที่แล้ว

ขอบคุณมากๆครับ

GuN009 โพสต์ 3 วันที่แล้ว

สนุกครับ อินตามไปด้วย
รอๆๆๆๆๆ 👍🏻

feelplayful โพสต์ 3 วันที่แล้ว

สนุกมากๆครับ

nuangnut1996 โพสต์ 3 วันที่แล้ว

สนุกมากครับ

tonsevenup โพสต์ เมื่อวานซืน 10:26

ขอบคุณครับ

Nukinho โพสต์ เมื่อวานซืน 21:02

เริ่มติดใจเค้าแล้วเหมือนกัน แล้วจะเป็นยังไงต่อหล่ะทีนี้

coffee3171 โพสต์ เมื่อวานซืน 22:45


ติดตาม
หน้า: [1]
ดูในรูปแบบกติ: พี่ครับ…..ไฟล์ผมพัง - ตอนที่ 4