ลูกท่านฑูตก็เด็ดเหมือนกันนะ 03
“...ยินดีด้วยนะ”
เสียงที่เปล่งออกไปเบาหวิวและแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
ผมรีบเบือนหน้าหนี หันมองออกไปนอกหน้าต่างรถ จ้องมองแสงไฟนีออนข้างทางที่พร่ามัวลงช้าๆ พยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไม่ให้น้ำตามันทะลักออกมาซ้ำสอง
เจ็บฉิบหาย... แผลเก่ายังไม่ทันจะตกสะเก็ดดี ทำไมข้างในมันถึงได้รู้สึกเหมือนโดนใครเอามีดมากรีดซ้ำลงไปตรงรอยเดิมแบบนี้ก็ไม่รู้
ความเงียบเกาะกุมไปได้ไม่กี่วินาที เสียงหัวเราะ ‘หึ’ ในลำคอก็ดังขึ้นข้างตัว
ผมที่กำลังนั่งจ้องไฟท้ายรถคันหน้าเพื่อกลั้นน้ำตาสุดชีวิตแอบสะดุ้ง เทียร์เหลือบมองผมแล้วหลุดยิ้มขำออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ มันเอื้อมมือข้างหนึ่งมาขยี้กลุ่มผมของผมจนเสียทรง
“ยินดีด้วยบ้าอะไรของมึง งานแต่งไอ้ธีร์นู่น”
“...ห๊ะ?” ผมหันขวับกลับไปมองมันทันที ลืมฟอร์มที่พยายามเก๊กเข้มไว้สนิท
“ไอ้ธีร์ น้องชายแท้ๆ ของกูเนี่ย มันจะแต่งงานกับแฟนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียน” เทียร์ส่ายหัวขำๆ จังหวะไฟเขียวพอดีมันเลยแตะคันเร่งเบาๆ “แด๊ดกับมัมเลยสั่งให้กูบินกลับมาช่วยประสานงานกับผู้ใหญ่ฝั่งนู้น แล้วก็ดูเรื่องสถานที่ให้เรียบร้อย เนี่ยอีกไม่กี่วันก็คงบินตามมาแล้ว”
สมองผมที่เพิ่งชัตดาวน์ไปเมื่อครู่เริ่มกลับมาประมวลผลอีกครั้ง... งานแต่งน้องชายมันหรอกเหรอวะ
ยังไม่ทันที่ผมจะได้โล่งอกอย่างเต็มที่ สายตาคมกริบของคนขับก็เหลือบมามองหน้าผมชัดๆ อีกรอบ เทียร์ชะลอรถตามท้ายแถว ก่อนจะเลิกคิ้วมองดวงตาที่เริ่มแดงก่ำกับจมูกรั้นๆ ที่ขึ้นสีระเรื่อของผม แววตากวนประสาทจุดประกายขึ้นมาทันควัน
“เดี๋ยวนะ...” เทียร์ลากเสียงยาว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก “อย่าบอกนะว่าเมื่อกี้มึงคิดว่างานแต่งกู?”
“เปล่าซะหน่อย!” ผมรีบปฏิเสธเสียงสูง แต่ยิ่งพูดก็เหมือนยิ่งร้อนตัว
“ตาแดงแจ๋ขนาดนี้ยังจะมาปากแข็งอีก” มันโน้มตัวเข้ามาใกล้นิดหนึ่งตอนติดไฟแดง แกล้งยื่นหน้ามาสบตาผมตรงๆ “นึกว่ากูจะไปแต่งงานกับคนอื่นแล้วแอบใจหายอะดิ ถึงขั้นจะร้องไห้เลยเหรอวะคุณชายเขียนฝัน หืม?”
“ฝุ่นเข้าตาต่างหาก หลงตัวเองชิบหาย!” ผมผลักอกมันออกด้วยความเก้อเขิน ทว่าหัวใจกลับเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
“หึง หรือ หวง... เอาดี ๆ”
ผมเลือกที่จะไม่ตอบ เบือนหน้าหนีออกไปมองนอกหน้าต่าง ยกมือขึ้นกุมขมับซ่อนใบหน้าร้อนผ่าวภายใต้สาบเสื้อเบลเซอร์เนื้อเรียบ ก่อนจะแกล้งหลับตาเนียนหนีความจริง เทียร์ก็ได้แต่หัวเราะเบา ๆ ตามสไตล์
ให้ตายเถอะ น่าอายชะมัดเลย ไม่กล้ามองหน้ามันไปอีกนานแน่ ๆ
พอพากันกลับมาถึงคอนโด ไอ้เทียร์ก็ถอดรองเท้าแล้วบิดขี้เกียจไปทีหนึ่ง
"กูไปอาบน้ำก่อนนะ เหนียวตัวชิบหาย"
มันพูดพลางปลดกระดุมเสื้อ เดินดุ่มๆ เข้าห้องนอนแขกไปอย่างคุ้นเคย ไม่กี่อึดใจต่อมาเสียงน้ำจากฝักบัวก็ดังซ่าตามหลัง
พอปล่อยให้มันอาบน้ำ ผมก็หันกลับมามองสภาพห้องนั่งเล่นตัวเอง... เออ ยอมรับก็ได้ มันรกอย่างที่คนปากเสียว่าไว้จริง ๆ
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตเปื่อยมาก กล่องข้าวเดลิเวอรีวางเกะกะอยู่บนโต๊ะกลาง หมอนกับผ้าห่มกองมั่วอยู่บนโซฟา ขยะทิชชูก็เกลื่อนพรมไปหมด
ผมถอนหายใจยาว พับแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มเก็บกวาด จัดการรวบถุงขยะไปทิ้ง เช็ดโต๊ะ แล้วกวาดห้องให้เรียบร้อย อย่างน้อยการได้ลุกมาขยับตัวทำความสะอาด ก็ช่วยดึงสมองไม่ให้ฟุ้งซ่าน
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ห้องก็กลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง ผมทิ้งตัวลงนั่งแหมะบนพื้นพรมพิงโซฟา ยกหลังมือปาดเหงื่อที่ซึมตรงหน้าผาก นั่งพักหายใจอยู่แป๊บเดียว เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น
ผมหันไปมองตามเสียง... ไอ้เทียร์เดินผมเปียกหมาดๆ ออกมา มีผ้าขนหนูผืนเล็กพาดคอไว้ ท่อนล่างใส่กางเกงวอร์มสีเทาเรียบร้อยดี แต่ท่อนบนดันไม่ยอมใส่เสื้อ อวดแผงอกกว้างกับกล้ามหน้าท้องแบบคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หยดน้ำยังเกาะตามแนวผิวอยู่เลย
กระเป๋าเสื้อผ้าก็ขนมาทั้งใบ มึงขี้เกียจเปิดหยิบเสื้อหรือจงใจเดินแจกอาหารตากันแน่วะ
มันกวาดสายตามองห้องที่สะอาดเอี่ยมขึ้นทันตา ก่อนจะก้มลงมาสบตาผมที่นั่งแหมะอยู่บนพื้น รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นทันที
"ห้องสะอาดขึ้นเยอะเลยนี่หว่า" เทียร์หัวเราะหึในคอ ยกผ้าขนหนูขึ้นขยี้ผมตัวเองลวกๆ ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาผม "ค่อยน่าอยู่ด้วยกันหน่อย"
“ใครอยากอยู่กับมึงไม่ทราบ นี่มึงเสนอหน้ามาขออยู่กับกูเองปะวะ”
ผมแหวงัดกลับทันควัน พร้อมกับกลอกตามองบนใส่ความมั่นหน้าของมัน พยายามไม่ลดสายตาไปโฟกัสแผงอกเปลือยเปล่าที่เดินโทงๆ เข้ามาใกล้
เทียร์ไม่ได้สะทกสะท้านกับคำด่าของผมเลยสักนิด มันเดินมาหยุดยืนค้ำหัว ยิ้มบางๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพรมตรงหน้าผมในระยะประชิด กลิ่นสบู่กับไอน้ำอุ่นจากตัวมันลอยแตะจมูกจนผมต้องแอบขยับถอยหลังไปนิดหนึ่ง
มือหนายื่นมาวางแหมะลงบนหัวผม โยกไปมาเบาๆ แววตากวนประสาทเมื่อครู่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสายตาอบอุ่นที่มองตรงเข้ามา
“แล้ว... หายเศร้าหรือยัง”
น้ำเสียงทุ้มต่ำถามขึ้นอย่างจริงจัง ไม่มีท่าทีล้อเล่นหลงเหลืออยู่เลย
“...” ผมชะงักไป สบสายตาคมคู่นั้นที่กำลังสำรวจสีหน้าของผมด้วยความเป็นห่วง
“ถ้ายัง... กูคนนี้ก็พร้อมจะเป็นที่ซับน้ำตาให้มึงเสมอนะ เสื้อยืดกูมีให้มึงเช็ดน้ำตาอีกเยอะ หรือถ้าอยากได้อกอุ่นๆ ไว้ซบอีกรอบ กูให้ฟรี ไม่คิดตังค์”
คำพูดทีเล่นทีจริง ทำเอาหัวใจที่เคยปวดหนึบของผมกระตุกไหว ความอุ่นวาบแล่นพล่านขึ้นมาจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
“ใครจะไปร้องไห้งี่เง่าบ่อยๆ วะ เสียเวลาชิบหาย” ผมบ่นอุบแล้วปัดมือมันออกจากหัว แก้เก้อด้วยการเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาที่ชวนให้ใจสั่น “แล้วก็นะ... ไปใส่เสื้อผ้าให้มันเรียบร้อยก่อนเถอะมึงน่ะ เดินแก้ผ้าโทงๆ อยู่ได้ ไม่อายผีบ้านผีเรือนบ้างหรือไง”
“อายทำไม ตัวกูมึงก็เห็นมาตั้งแต่เด็กปะวะ” เทียร์หัวเราะร่วนอย่างชอบใจที่เห็นผมเริ่มไปไม่เป็น “แต่ถ้ามึงเขิน... กูไปใส่ให้ก็ได้ครับคุณชายเขียนฝัน”
ผมเบ้ปากใส่ความหลงตัวเองของมัน ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สายตามันกวาดมองหุ่นเป๊ะปังระดับนายแบบของเพื่อนสนิทที่นั่งเสนอหน้าอยู่ตรงหน้าแล้วก็อดสงสัยไม่ได้
“แล้วนี่มึงยังไม่มีแฟนหรือคบใครอีกเหรอวะ” ผมถามออกไปตามตรง คนหน้าตา ฐานะ ชาติตระกูลพร้อมเสิร์ฟขนาดมัน ไปอยู่เมืองนอกเมืองนาตั้งเป็นปี ไม่มีทางที่จะไม่มีใครผ่านเข้ามาแน่ๆ
เทียร์เลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากตามสไตล์คนมั่นหน้า
“อืมม... จริงๆ กูก็ฮอตนะ คนมาตามจีบกูตั้งเยอะ” มันลากเสียงยาวพลางยักคิ้วให้ผมทีหนึ่ง “แต่ที่ว่างข้างๆ กูก็อยากเว้นไว้ให้คนที่ใช่จริงๆ นั่นแหละ”
“แหม พ่อพระเอกซีรีส์เกาหลี” ผมอดแขวะไม่ได้
“แต่ก็นะ... เซ็กซ์กับความรักมันคนละเรื่องกัน จริงป่ะล่ะ”
เทียร์พูดต่อหน้าตาเฉย น้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่มันกลับส่งสายตาแพรวพราวมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าผมอย่างมีความหมาย ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้อีกนิดจนระยะห่างลดลงฮวบฮาบ
“ความต้องการของร่างกายก็เรื่องหนึ่ง... แต่ถ้าจะให้ผูกพันทั้งตัวทั้งหัวใจ กูให้ได้แค่คนคนเดียวว่ะ”
สายตาคมกริบที่จ้องลึกเข้ามาทำให้ลมหายใจผมสะดุดไปจังหวะหนึ่ง บรรยากาศรอบตัวจู่ๆ ก็ร้อนวูบวาบขึ้นมาแปลกๆ ทั้งที่มันก็แค่พูดเรื่องรสนิยมตัวเองแท้ๆ แต่ทำไมสายตามันถึงได้ดูเหมือนกำลังตีกรอบล้อมผมไว้ยังไงก็ไม่รู้
“พะ...พูดมากว่ะ ไปใส่เสื้อเลยไป๊!”
ผมรีบยกมือดันไหล่เปลือยของมันออกไปเต็มแรง สัมผัสความแน่นตึงของกล้ามเนื้อทำเอาฝ่ามือร้อนผ่าว รีบลุกหนีขึ้นยืนทันที “กูจะไปอาบน้ำแล้ว!”
เทียร์หัวเราะหึๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี มันยอมลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจแต่โดยดี มองตามหลังผมที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีเข้าห้องน้ำด้วยสายตาเอ็นดูปนขบขัน
“รีบอาบนะมึง เดี๋ยวออกมาคุยกันต่อ... เรื่องคนที่ใช่ของกูน่ะ”
ผมปิดประตูกลอนห้องน้ำลงอย่างไว เอาหลังพิงบานประตูแล้วเป่าปากออกมาเฮือกใหญ่ หน้ายังร้อนผ่าวไม่หาย ไอ้เทียร์นะไอ้เทียร์... บทจะเปิดประเด็นเรื่องแบบนี้ก็พูดออกมาหน้าตาเฉย ไม่มีอ้อมค้อมเลยสักนิด
ผมถอดเสื้อผ้าออกแล้วก้าวเข้าไปใต้ฝักบัว ปล่อยให้สายน้ำอุ่นรดลงมาตั้งแต่หัวจรดเท้า ไอน้ำอุ่นๆ ค่อยๆ ลอยคลุ้งไปทั่วห้อง พลอยทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดมาทั้งวันเริ่มผ่อนคลายลง
แต่คำว่า ‘เซ็กซ์กับความรักมันคนละเรื่องกัน’กับเรื่องวันไนท์สแตนด์ที่มันเพิ่งพูดออกมา ดันวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมไปไหน
พอนึกถึงเรื่องนั้น... ผมก็เผลอก้มมองเรือนร่างตัวเองผ่านม่านน้ำ
ไม่ได้ช่วยตัวเองมานานแค่ไหนแล้วนะ...
พอลองนับดูเล่นๆ มันก็นานหลายเดือนจนจำแทบไม่ได้แล้ว ทั้งเรื่องเซ็กซ์ ทั้งเรื่องปลดปล่อยอารมณ์ด้วยตัวเอง ร่างกายเหมือนถูกแช่แข็งไว้อย่างนั้น ทั้งหมดก็เพราะไอ้แฟนเก่าเฮงซวยนั่นคนเดียว
ช่วงหลายเดือนท้ายๆ ก่อนจะเลิกกัน ภีมแทบไม่เคยแตะต้องตัวผมเลย ถ้าไม่บอกว่าเหนื่อยจากงาน ก็มักจะชอบพูดจาบั่นทอนความมั่นใจ บอกว่าผมดูเฉยชาบ้างล่ะ ดูไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเหมือนคนอื่นบ้างล่ะ คำพูดพวกนั้นมันคอยหลอกหลอนจนผมหมดอารมณ์ทางเพศไปดื้อๆ กลายเป็นคนแห้งเหี่ยว ไร้ชีวิตชีวา ปล่อยให้ตัวเองด้านชาทั้งเรื่องหัวใจและเรื่องบนเตียง
แต่วันนี้... พอโดนไอ้เทียร์เข้ามากวน มาหยอด มาใกล้ชิด แถมยังต้องมาเห็นหุ่นแน่นๆ กับแผงอกเปลือยๆ ของมันแบบคมชัดระดับฟูลเอชดี ความรู้สึกบางอย่างที่หลับใหลอยู่ในร่างกายดันเริ่มส่งสัญญาณประท้วงขึ้นมาซะเฉยๆ
"บ้าเอ๊ย..."
จังหวะที่สายน้ำอุ่นยังคงไหลผ่านช่วงเอว ความร้อนวูบวาบแปลกๆ ที่แล่นพล่านอยู่ใต้ผิวก็เริ่มก่อตัวขึ้นจนคุมไม่อยู่ ร่างกายที่เคยคิดว่าแห้งเหี่ยวไร้ความรู้สึกกลับตอบสนองขึ้นมาดื้อๆ สภาพส่วนล่างเริ่มตื่นตัวจนเห็นได้ชัด
จู่ๆ ก็มีอารมณ์ขึ้นมาซะงั้น...
ผมยืนนิ่ง มองสภาพตัวเองแล้วได้แต่สบถในใจอย่างหงุดหงิดระคนอาย ทั้งหงุดหงิดไอ้แฟนเก่าที่เคยทำให้คิดว่าตัวเองด้านชา และหงุดหงิดไอ้เพื่อนตัวดีหน้าห้องที่ดันเป็นต้นเหตุจุดชนวนความคิดบ้าๆ พวกนี้ขึ้นมา
ถ้าขืนเดินออกไปทั้งที่ยังมีอารมณ์ค้างเติ่งอยู่แบบนี้ มีหวังไอ้เทียร์มันจับสังเกตได้แน่ แล้วคนปากสว่างอย่างมันคงแซวผมยันลูกบวช
"เออ... จัดการให้มันจบๆ ไปตรงนี้เลยแล้วกัน"
ผมพึมพำกับตัวเอง ปล่อยให้เสียงน้ำจากฝักบัวช่วยกลบทุกเสียงในห้องน้ำ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปยันผนังกระเบื้องเย็นเฉียบเอาไว้เพื่อทรงตัว ขณะที่อีกมือค่อยๆ เลื่อนลงไปสัมผัสความคับแน่นที่กำลังเรียกร้องการปลดปล่อย
สัมผัสอุ่นชื้นจากฝ่ามือที่ห่างหายไปนานหลายเดือนทำเอาลมหายใจผมสะดุดไปทันที ผมหลับตาแน่น ขบฟันเบาๆ เพื่อกลั้นเสียงครางที่เกือบหลุดรอดลำคอ พยายามเร่งขยับฝ่ามือเป็นจังหวะเพื่อรูดรั้งส่วนอ่อนไหวให้เร็วที่สุด หวังจะให้เรื่องน่าอายนี้รีบๆ ผ่านพ้นไปเสียที
แต่ยิ่งพยายามเร่งจังหวะ ภาพที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนหลับตากลับไม่ใช่เรื่องลามกทั่วๆ ไป... ดันเป็นภาพหยดน้ำที่เกาะอยู่บนแผงอกกว้าง รอยยิ้มมุมปากกวนประสาท และสายตาคมกริบของไอ้เทียร์ที่เพิ่งโน้มตัวลงมาจ้องผมเมื่อกี้
ให้ตายเหอะ... ยิ่งนึกถึงมัน ร่างกายผมกลับยิ่งตอบรับไวขึ้นจนน่ากลัว
แค่จังหวะมือด้านหน้ามันยังไม่พอจะดับความรุ่มร้อนที่ปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความโหยหาที่ถูกเก็บกดมานานหลายเดือนทำให้ผมรู้สึกกระวนกระวายจนแทบยืนไม่อยู่
มือที่ยันผนังกระเบื้องเลื่อนต่ำลงมา ปลายนิ้วที่เปียกชุ่มด้วยสายน้ำและเจลอาบน้ำค่อยๆ สอดแทรกเข้าไปสัมผัสช่องทางแคบด้านหลังอย่างระมัดระวัง
“อึก...”
ความแน่นตึงและแรงบีบรัดทำเอาผมต้องแอ่นสะโพกขึ้นโดยอัตโนมัติ ลมหายใจเริ่มหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ นิ้วเรียวค่อยๆ ขยับเข้าออกเพื่อเบิกร่อง ปลุกเร้าสัมผัสลึกซึ้งที่หลับใหลมานานจนผนังด้านในเริ่มตอดรัดเป็นจังหวะ
ยิ่งช่องทางด้านหลังถูกปรนเปรอ สลับกับมือด้านหน้าที่เร่งรูดรั้งตามสัญชาตญาณ ความรู้สึกเสียวซ่านก็ยิ่งแล่นพล่านไปทั่วทั้งกระดูกสันหลัง ผมต้องก้มหน้ากัดริมฝีปากล่างแน่นจนแทบห้อเลือด เพื่อสะกดกลั้นเสียงครางไม่ให้เล็ดลอดผ่านเสียงน้ำไหลออกไปนอกห้อง
แต่แล้วในจังหวะที่ทุกอย่างกำลังจะแตะจุดสูงสุด...
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
“ฝัน มึงเป็นไรปะเนี่ย อาบน้ำนานชิบหาย ลื่นล้มหัวฟาดพื้นไปแล้วเหรอวะ”
----------------------------------
ทำบาปมากอ่ะ
คนกำลังหงี่...โอ้ยน้ออ
สนุกมากครับ น่าเอ็นดู กำลังจะถึงฝั่งฝัน ก็โดนขัดจังหวะซะได้ ขอบคุณ ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆครับ
หน้า:
[1]