ลูกท่านฑูตก็เด็ดเหมือนกันนะ 02
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย NOOFONG เมื่อ 2026-9-12 11:16"งั้นก็มาคบกับกูสิ..." เทียร์พูดหน้าตาเฉยแถมส่งยิ้มหวานหยดย้อยมาให้อีกต่างหาก เดี๋ยวนะ สมองมันช็อตไปตอนเครื่องลงหรือโดนแดดเลียหัวจนเพี้ยนวะเนี่ย ชวนคบกันดื้อ ๆ แบบนี้เลยเหรอวะไอ้บ้า
ดวงตาคู่นั้นไม่มีเค้าลางของการล้อเล่นเลยแม้แต่นิดเดียว “อะไรที่มันทำให้มึงเจ็บ กูจะเป็นคนรักษาให้เอง เชื่อใจกูสิ"
ผมใช้แรงทั้งหมดผลักอกกว้างของมันออกเต็มแรงจนเซถอยหลังไปสองก้าว "พูดอะไรของมึง เป็นบ้าไปแล้วหรือไง!" เสียงหวีดลั่น หอบสะท้านด้วยความตกใจระคนโกรธ สมองตื้อชาไปหมดกับคำพูดที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากปากเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาค่อนชีวิต
แต่เทียร์ไม่มีท่าทีล้อเล่นเลยสักนิด ร่างสูงนิ่งค้างอยู่ที่เดิม ดวงตาคู่คมจ้องมองตรงมาที่ผมด้วยแววตาที่ลึกซึ้งจนน่าขนลุก
"กูจริงจังนะ ไม่ได้ล้อเล่น" เทียร์ย้ำเสียงทุ้มต่ำ หนักแน่นทุกถ้อยคำ ราวกับต้องการสลักมันลงไปในความรู้สึกของผม
คำพูดนั้น... เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดผึ่งลง ความอดทนทั้งหมดที่พยายามฝืนประคับประคองมาตลอดหลายวันพังทลายลงในพริบตา กำแพงความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความพังพินาศพังครืนลงมาอย่างไร้ท่าต่อสู้
"มึงแม่ง... ฮึก..."
เสียงที่เปล่งออกมาขาดห้วงพร้อมกับหยาดน้ำตาอุ่นร้อนที่เอ่อล้นทะลักทลายออกมาจากขอบตาอย่างไร้การควบคุม ราวกับเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่พังทลายลงมาในชั่วพริบตา ความเจ็บปวดจากการถูกบอกเลิก ความอึดอัด ความเคว้งคว้าง และความสับสนทั้งหมดถูกระเบิดออกมาในรูปแบบของสะอื้นฮัก
ร่างกายของผมสั่นเทาไปหมด ขาทั้งสองข้างแทบจะยืนหยัดรับน้ำหนักตัวเองไม่ไหว จนต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ อย่างน่าสมเพช ทว่ายิ่งปาดมันก็ยิ่งไหลออกมาไม่หยุด ต่อหน้าเพื่อนสนิทที่รู้ทันและเห็นทุกมุมที่อ่อนแอที่สุดของผมในตอนนี้
เทียร์ไม่ได้เอ่ยคำปลอบโยนงี่เง่า หรือพยายามพูดจาตลกเพื่อกลบเกลื่อนสถานการณ์เหมือนทุกที ร่างสูงเพียงแค่ก้าวเข้ามาใกล้ ปล่อยให้ผมยืนร้องไห้ปล่อยโฮออกมา
มืออุ่นจัดของมันเอื้อมมาสัมผัสแผ่วเบาที่กลุ่มผม สัมผัสนั้นลูบไล้ขึ้นลงช้าๆ อย่างอ่อนโยน ก่อนจะเลื่อนต่ำลงมาประคองที่ท้ายทอยและต้นคอของผมไว้ มือใหญ่ออกแรงกดเบาๆ ดึงรั้งให้ผมซบหน้าลงกับแผงอกกว้างของมันอย่างไร้การขัดขืน
ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากตัวของเทียร์ ตัดกับความหนาวเหน็บในใจของผมอย่างสิ้นเชิง
แปลกเสียจริง... ทั้งที่มันควรจะเป็นคนสุดท้ายที่ผมจะยอมแสดงความอ่อนแอให้เห็น แต่พอยามที่ถูกสัมผัสปลอบประโลมด้วยความเงียบและความเข้าใจแบบนี้ น้ำตากลับยิ่งทะลักทลายออกมาหนักข้อกว่าเดิม ราวกับทุกความอัดอั้น ตันใจ และความเจ็บปวดที่สะสมมาตลอดหลายวัน ได้รับการอนุญาตให้ปลดปล่อยเสียที
ผมกำเสื้อยืดของมันไว้แน่น ซุกใบหน้าเปอะคราบน้ำตาลงกับอกอปล่อยให้ตัวเองสะอื้นจนตัวโยน ปล่อยให้ความเปราะบางทั้งหมดพังทลายลงต่อหน้าเพื่อนสนิทที่ในยามปกติเอาแต่กวนประสาทผมไม่เว้นแต่ละวัน
เทียร์ยังคงยืนนิ่งเงียบเป็นหลักยึดให้ผมได้ทิ้งน้ำหนักลงพึ่งพิง มือข้างหนึ่งยังคงทำหน้าที่ลูบหัวและท้ายทอยผมซ้ำๆ ไม่ยอมผละไปไหน
ไม่มีคำพูดคาดคั้น ไม่มีรอยยิ้มเยาะ มีเพียงความเงียบและอ้อมกอดมั่นคงที่โอบอุ้มซากความพังพินาศของผมเอาไว้... ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่ค่อยๆ สงบลงทีละนิด
หลังจากพายุอารมณ์โหมกระหน่ำจนหยาดน้ำตาเริ่มแห้งเหือด ความเหนื่อยล้าสายใหญ่อันหนักหน่วงก็เข้าจู่โจมร่างกายจนแทบไม่เหลือแรง
สมองที่เคยตื้อชาและปวดร้าวค่อยๆ ปลอดโปร่งขึ้นอย่างประหลาด ราวกับความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาแรมปีถูกระบายออกไปพร้อมกับหยาดน้ำตาเหล่านั้น จนความรู้สึกหนักอึ้งในอกเบาบางลงไปถนัดตา
รู้ตัวอีกที แผ่นกายของผมก็ทอดนอนอยู่บนโซฟากว้าง โดยมีแผงอกอุ่นๆ ของเทียร์ทำหน้าที่เป็นหมอนรองรับศีรษะให้แบบพอดิบพอดี มือหนาข้างหนึ่งของมันยังคงโอบประคองแผ่นหลังผมไว้หลวมๆ
ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเทียร์ที่ดังอยู่ใกล้ๆ กลายเป็นเสียงขับกล่อมชั้นดี ความอุ่นซ่านจากร่างกายของอีกฝ่ายค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่หัวใจที่แตกสลาย เยียวยารอยร้าวทีละนิด
เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงช้าๆ ปล่อยให้ความอบอุ่นนี้โอบกอดความเจ็บปวดเอาไว้ ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะดับวูบ ดิ่งจมลงสู่ห้วงนิทรา…
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน...
รู้ตัวอีกที ความอบอุ่นจากแผงอกที่เคยหนุนนอนอยู่ก็จางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าบนโซฟา ผมกะพริบตาช้าๆ เพื่อปรับโฟกัสสายตา ท่ามกลางแสงแดดภายนอกที่เคลื่อนคล้อยเปลี่ยนทิศทางไปไกลแล้ว
ก่อนที่เสียงกุกกักแผ่วเบาจากโซนครัวจะดึงสติให้ตื่นเต็มตา ร่างสูงของเทียร์เดินกลับเข้ามาในห้องในชุดที่ดูสบายขึ้นเล็กน้อย ในมือข้างหนึ่งถือถุงพลาสติกใสบรรจุน้ำแข็งก้อนย่อมที่ถูกห่อทับด้วยผ้าขนหนูผืนเล็กอย่างเรียบร้อย
เมื่อเห็นว่าผมขยับตัวลุกขึ้นนั่ง เทียร์ก็หยุดฝีเท้าลง ดวงตาคู่คมมองสำรวจใบหน้าผมแวบหนึ่งด้วยความใส่ใจที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีสบายๆ
"ตื่นแล้วก็ดี..."
เทียร์เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนจะยื่นถุงน้ำแข็งในมือส่งให้ ผมชะงักไปเล็กน้อย มองหน้ามันสลับกับถุงน้ำแข็งในมือมันอย่างทำตัวไม่ถูก
"ประคบซะ...ตาจะได้ไม่บวม”
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาไม่ได้มีแววเยาะเย้ยหรือล้อเลียนเรื่องที่ผมร้องไห้ฟูมฟายเมื่อครู่เลยสักนิด มีเพียงความอ่อนโยนเจือความห่วงใยบางเบาที่แผ่ออกมาจากแววตานั้น จนผมต้องรับถุงน้ำแข็งมาถือไว้เงียบๆ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่ตัดกับความร้อนผ่าวบริเวณขอบตาของตัวเอง
ผมหลุบตาลงมองพื้นพรม พึมพำขอบคุณในลำคอเบาๆ เสียงแหบพร่า ขณะที่เทียร์ก็ทิ้งตัวลงนั่งลงข้างกันบนโซฟาอีกครั้ง
เห็นผมยังนั่งนิ่งถือถุงน้ำแข็งค้างไว้แบบนั้น เทียร์ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างขัดใจ
"มัวแต่มองหน้ากูอยู่ได้...”
ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบโต้อะไร มืออุ่นจัดก็เอื้อมมาฉวยถุงน้ำแข็งไปจากมือผมหน้าตาเฉย ร่างสูงขยับขยายท่านั่งให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างเราลดลงถนัดตา
ปลายนิ้วอุ่นแตะเบาๆ ที่กรอบหน้าผมอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่ามันจะบอบช้ำไปมากกว่านี้ ความเย็นเฉียบจากถุงน้ำแข็งทาบทับลงมาบริเวณเปลือกตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักหน่วงเมื่อวาน แรงกดที่สัมผัสลงมานั้นเบามือจนแทบไม่รู้สึกเจ็บ มีเพียงความเย็นวาบที่ช่วยบรรเทาอาการปวดตุบๆ ให้ทุเลาลงทีละน้อย
"หลับตา"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอื้อมเอ่ยแผ่วเบาอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ผมกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะยอมหลับตาลงตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
"ตาบวมเป่งหมดแล้ว... ขี้แงชิบหาย"
เสียงบ่นงึมงำเจือรอยยิ้มขำดังขึ้น
"พูดมาก... เอามากูทำเอง”
ผมพยายามเอื้อมมือไปยื้อยุดถุงน้ำแข็งในมือมัน
“อยู่นิ่งๆ เหอะน่า”
แต่ก็นั่นแหละ… ความพยายามไม่เป็นผล สุดท้ายก็ทำได้แค่นั่งนิ่งๆ ยอมให้มันปรนนิบัติต่อไปอย่างจำยอม
"หิวมั้ย... ตอนเย็นออกไปหาอะไรอร่อยๆ กินกัน"
ผมขมวดคิ้วน้อยๆ ส่ายหน้าปฏิเสธทันที "ไม่เอาอ่ะ ไม่อยากออกไปไหนทั้งนั้น"
"ไปเหอะนะ..." เทียร์เริ่มงัดลูกอ้อน น้ำเสียงทุ้มลากยาวอย่างจงใจ พร้อมกับขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด "กูไม่ได้กลับเมืองไทยมาตั้งเป็นปี พาเพื่อนคนนี้ไปเปิดหูเปิดตาหน่อยสิคร้าบ"
ให้ตายเถอะ... มันรู้จุดอ่อนของผมดีชะมัด ไอ้ลูกตื๊อกับน้ำเสียงอ้อนๆ แบบนี้ยังใช้ได้ผลกับผมทุกที
สุดท้ายก็ต้องยอมตามมันออกมาจนได้... ครั้งนี้ไอ้เทียร์มันอาสาเป็นคนขับรถให้เอง มันให้เหตุผลว่าสภาพผมตอนนี้ ถ้าขืนให้จับพวงมาลัย มีหวังได้พากันไปมุดตูดสิบล้อตั้งแต่หน้าปากซอย ก่อนจะได้กินซูชิแน่ ๆ
ซึ่งผมเถียงมันไม่ออกเพราะมันพูดความจริงล้วน ๆ สุดท้ายเลยต้องยอมสละตำแหน่งคนขับ ย้ายมานั่งแปะหน้าหงอยเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้มันขับรถซิ่งฝ่ารถติดกรุงเทพฯ จนมาโผล่ที่ห้างดังแถว ๆ สยาม
ทันทีที่จอดรถสนิท ไอ้ตัวดีก็หันไปเช็กความหล่อกับกระจกมองหลังอย่างกับจะไปเดินแฟชั่นวีก
เดินเข้าห้างมาได้ไม่ทันไร สายตาผู้คนรอบข้างก็เริ่มหันมามอง... เทียร์มันดันแต่งตัวจัดเต็มด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมหัวจรดเท้าแถมส่งยิ้มหวานเรี่ยราดแจกความสดใสให้คนซ้ายขวาจนแทบจะเดินพรมแดงได้อยู่แล้ว ผิดกับผมที่ใส่ฮู้ดตัวโคร่งแถมใส่แมสก์ปิดบังใบหน้าซาลาเปาช้ำ ๆ พยายามทำตัวให้กลืนไปกับฝาผนังตึกมากที่สุดเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพจิต
"นี่... จะเดินตามตูดกูเป็นลูกเป็ดข้ามคลองไปถึงไหนเนี่ยคุณชายเขียนฝัน" เทียร์หันกลับมาส่งยิ้มกวน ๆ พร้อมกับเอื้อมมือมาคว้าข้อมือผมให้เดินตามจังหวะก้าวของมัน "บอกว่าจะพามาเยียวยาหัวใจก็ทำหน้าให้มันสดชื่นหน่อยดิ หน้าบึ้งเป็นตูดแบบนี้ เดี๋ยวคนอื่นก็นึกว่ากูบังคับขู่เข็ญมึงมาใช้แรงงานหรอก"
ใครมันจะไปสดชื่นลงวะ เพิ่งโดนผัวเก่าเทมาหมาด ๆ นะเว้ย ไม่ได้ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ถึงจะให้ยิ้มร่าเริงแจกความสดใสแข่งกับป้ายโฆษณา LED กลางห้างได้ แต่สุดท้ายผมก็ทำได้แค่ถอนหายใจยาว ๆ แล้วยอมให้มันจูงมือพาเดินเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นไปแต่โดยดี
พอเข้ามานั่งในร้านที่เป็นโซนส่วนตัว ไอ้เทียร์ก็แย่งแท็บเล็ตไปกดสั่งอาหารรัวๆ เหมือนกลัวชาติหน้าจะไม่ได้กิน จานแรกมาเสิร์ฟยังไม่ทันไร ซูชิหน้าแซลมอนชิ้นโตก็ถูกคีบมาจ่อตรงหน้าผม
“อ้าม... กินเข้าไปเยอะๆ จะได้มีเนื้อมีหนัง”
ผมมองชิ้นปลาตรงหน้าสลับกับหน้ากวนๆ ของมัน “มีมือ มีตะเกียบ คีบเองได้”
“อย่าดื้อดิวะ อ้าปากเร็ว กูค้างไว้จนเมื่อยแขนแล้วเนี่ย” มันทำเสียงเข้มใส่ แต่ตายิ้มพราว
สุดท้ายผมก็ทนสายตากดดันกึ่งอ้อนไม่ไหว ยอมอ้าปากงับซูชิชิ้นนั้นเข้าปาก พอเห็นผมเคี้ยวตุ้ยๆ ไอ้เทียร์ก็ยิ้มพอใจแล้ววางตะเกียบ เท้าคางมองหน้าผมตาไม่กะพริบ
“มองอะไรนักหนา กินของตัวเองไปดิ” ผมแหวใส่ พลางหยิบวาซาบิป้ายลงบนซูชิคำต่อไป
“ก็มองคนน่ารักตอนกินข้าวไง อร่อยไหมล่ะ”
“กวนตีน...” ผมบ่นอุบ แต่ความร้อนบนหน้าดันวิ่งขึ้นมาซะเฉยๆ เพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขิน ผมเลยจัดการคีบซูชิคำโตที่แอบแต้มวาซาบิไว้หนาเป็นพิเศษ ยื่นไปจ่อปากมันบ้าง “อะ อยากป้อนนักใช่ไหม งั้นมึงก็กินคำนี้เข้าไป”
เทียร์เลิกคิ้วมองก้อนเขียวๆ ที่โปะอยู่บนปลา แต่แทนที่มันจะถอยหนี ไอ้บ้านี่กลับยิ้มมุมปาก ยื่นหน้าเข้างับซูชิคำนั้นจากตะเกียบผมไปทั้งคำ แถมปลายนิ้วยังแกล้งปัดโดนหลังมือผมเบาๆ ให้ใจกระตุกเล่น
วินาทีต่อมา หน้าหล่อๆ ของมันก็เริ่มเปลี่ยนสี ตาโตขึ้นมาทันตาเห็นเพราะฤทธิ์วาซาบิที่แล่นขึ้นจมูก
“สมน้ำหน้า แกล้งกูดีนัก” ผมหลุดหัวเราะออกมาอย่างสะใจ เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผมยิ้มได้กว้างขนาดนี้
เทียร์รีบคว้าชาเขียวเย็นขึ้นมาดูดรัวๆ ก่อนจะหันมามองค้อนผมตาขวาง ทว่าพอเห็นผมกำลังหัวเราะ แววตาที่ดูหงุดหงิดเมื่อกี้ก็พลันอ่อนแสงลง กลายเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่มองมาอย่างอบอุ่นแทน
“แต่เห็นมึงยิ้มได้แบบนี้… กูยอมให้ก็ได้”
คำพูดทีเล่นทีจริงกับสายตาที่มองตรงมาทำเอาเสียงหัวเราะผมกลืนหายลงคอไปดื้อๆ จู่ๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนโหมดจนผมทำตัวไม่ถูก ได้แต่นั่งก้มหน้าคีบขิงดองเข้าปากแก้เก้อ ส่วนคนตรงข้ามก็ยังนั่งยิ้มละมุน มองผมอย่างกับจะกลืนลงไปทั้งตัวเสียอย่างนั้น
พอกินไปได้อีกพักใหญ่ ผมก็วางตะเกียบลงแล้วดันตัวลุกขึ้น “เดี๋ยวไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะ”
“ไปด้วยดิ อิ่มพอดีเหมือนกัน เช็กบิลเลยแล้วกันเนอะ”
เทียร์ว่าพลางหยิบบัตรเครดิตระดับพรีเมียมสีเทาดำเรียบหรูส่งให้พนักงานแบบไม่ต้องเสียเวลาดูยอด พอจัดการรูดจ่ายค่าเสียหายเรียบร้อย เราสองคนก็เดินออกจากร้าน
แต่จังหวะก้าวพ้นประตูหน้าร้าน โลกก็ดันกลมจนน่าหงุดหงิด
สายตาผมปะทะเข้ากับร่างของใครบางคนที่เพิ่งเดินตรงเข้ามาพอดี…
‘ภีม’ แฟนเก่าที่เพิ่งทิ้งผมไปเมื่อไม่กี่วันก่อน... และข้างกายเขามีผู้ชายหน้าตาน่ารักอีกคนเดินควงแขนอยู่
ขาทั้งสองข้างของผมหยุดชะงักไปเองโดยอัตโนมัติ ภีมหยุดเดินเช่นกัน เขามองสำรวจผมตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตานิ่งเรียบแต่เจือประกายเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง เป็นสายตาเดิมๆ ที่เขาใช้มองเวลาที่รู้สึกว่าผมไม่มีอะไรคู่ควรกับเขาเลยสักอย่าง
“อ้าว... ฝัน” ภีมเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มสุภาพถูกแต่งแต้มขึ้นมาบนใบหน้า “บังเอิญจังเลยนะ มาร้านแบบนี้คนเดียวเหรอ นึกว่าจะยังขังตัวเองร้องไห้อยู่ในห้องซะอีก”
คำพูดดูเหมือนเป็นห่วง แต่ความหมายที่แฝงมาคือการตอกย้ำว่าผมมันน่าสมเพชแค่ไหน
“แต่ก็ดีแล้วล่ะนะที่ยอมออกมาเปิดหูเปิดตาบ้าง คนเราพอปล่อยมือจากสิ่งที่ไม่คู่ควรกับตัวเองแล้ว ก็ควรจะรีบก้าวต่อไปให้ได้ไวๆ ... ภีมเองก็อยากเห็นฝันมีความสุขกับชีวิตธรรมดาๆ ของฝันนะ”
สายตาของเขาปรายมองเสื้อฮู้ดตัวเก่ากับสภาพตาบวมๆ ของผมแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปยิ้มให้คนข้างกาย คำพูดสวยหรูที่ฟังดูเหมือนอวยพร แต่เจตนาทิ่มแทงให้ผมรู้สึกต่ำต้อยมันชัดเจนจนมือผมเผลอกำหมัดแน่นอยู่ในกระเป๋าเสื้อ
ยังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากพูดอะไร แขนยาวของใครบางคนก็พาดหมับเข้าที่ไหล่ผมอย่างสนิทสนม กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยพร้อมกับแรงดึงเบาๆ ทำให้ตัวผมเซเข้าไปชิดกับแผงอกกว้างของเทียร์ทันที
“ใครบอกว่าฝันมาคนเดียวล่ะครับ”
เทียร์ก้มลงมองผมด้วยสายตาอ่อนโยนจนน่าใจหาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับภีม รอยยิ้มมุมปากของมันดูสุภาพแต่แผ่รังสีคุกคามออกมาอย่างประหลาด
“พอดีฝันเขาบ่นอยากกินซูชิร้านโปรด ผมเลยต้องตามใจซะหน่อย... จริงไหมคะตัวเล็ก”
เทียร์แกล้งขยี้หัวผมเบาๆ ราวกับเอ็นดูนักหนา ทำเอาผมตาโตแทบสำลักน้ำลาย ส่วนภีมที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ชะงักไปทันทีเมื่อเห็นความแพงหัวจรดเท้าของเทียร์ รวมไปถึงนาฬิกาหรูบนข้อมือที่กำลังโอบไหล่ผมอยู่
“อ้อ... ส่วนเรื่องคู่ควรหรือไม่คู่ควร” เทียร์หันกลับไปมองภีมช้าๆ ไล่สายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าคืนบ้างด้วยแววตาสมเพชระคนขบขัน “อันนี้ผมเห็นด้วยนะ ของบางอย่าง พอเอาไปเปรียบเทียบกับเพชรแล้ว... ต่อให้พยายามปั้นคำพูดยกยอตัวเองแค่ไหน มันก็ยังดูเป็นได้แค่ก้อนกรวดอยู่ดี”
คำพูดเรียบเรื่อยแต่เชือดเฉือนทำเอาหน้าของภีมตึงเปรี๊ยะ รอยยิ้มสุภาพที่เคยปั้นไว้เริ่มปริแตก เทียร์ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อ้าปากตอบโต้ มันกระชับอ้อมแขนที่กอดไหล่ผมให้แน่นขึ้นแล้วดันหลังผมเบาๆ
“ไปกันเถอะฝัน เดี๋ยวไอติมร้านโน้นคิวยาว…”
พอเดินเลี้ยวพ้นมุมทางเดินจนลับสายตาจากสองคนนั้น แรงบีบที่ไหล่ผมก็คลายออก เทียร์หยุดเดินแล้วหันมามองหน้าผมตรงๆ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบผูกเป็นโบ ออร่าความสุภาพผู้ดีเมื่อกี้หายวับไปกับตา เหลือแต่ไอ้เพื่อนตัวดีที่พร้อมจะบวกกับชาวบ้านทุกเมื่อ
“ไอ้ห่านั่นมันเป็นใครวะ ทำไมกล้าพ่นคำพูดดูถูกมึงขนาดนั้น”
เทียร์เปิดฉากถามเสียงหงุดหงิด มันกอดอก มองสำรวจสภาพผมที่ยังยืนเอ๋อไม่หาย
“นี่มึงคบกับมันจริงปะเนี่ย หรือโดนสะกดจิตวะเขียนฝัน กูนึกว่ามึงไปจ้างมันมาเล่นละครเป็นแฟนซะอีก”
“ก็แฟนจริงๆ ดิวะ... เพิ่งเลิกเนี่ย” ผมตอบเสียงอ่อย ยอมรับว่ายังแอบจุกกับคำพูดภีมอยู่ลึกๆ
“แล้วมันมั่นหน้ามาจากไหนถึงคิดว่ามึงต่ำต้อยกว่ามันอะ?” เทียร์พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ตระกูลมึงกับตระกูลกูทำงานการทูตระหว่างประเทศกันมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด โตมาในสถานทูตด้วยกัน นามสกุลมึงนี่คนในแวดวงข้าราชการระดับสูงกับต่างประเทศได้ยินก็แทบจะยกมือไหว้ คอนโดเพนต์เฮาส์ที่มึงนอนอยู่ตอนนี้มันซื้อบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินได้ทั้งหลัง... รถสปอร์ตในโรงรถมึงอีกกี่คัน... แล้วไอ้หมอนั่นมันเอาสิทธิ์อะไรมาพูดเรื่อง ‘ชีวิตธรรมดาๆ’ กับคำว่า ‘ระดับไม่คู่ควร’ ใส่หน้ามึงวะ”
“ก็... ตอนคบกัน กูไม่ได้บอกมันเรื่องที่บ้าน” ผมหลุบตาต่ำ สองมือล้วงกระเป๋าฮู้ด “กูไม่อยากให้ใครเข้ามาเพราะชาติตระกูลหรือคอนเนกชัน อยากได้ความรักแบบเรียบง่าย ไม่ต้องมีเรื่องสังคมผู้ดีมาเกี่ยว ตอนคบกับภีม กูก็ใช้ชีวิตธรรมดา นั่งรถไฟฟ้า กินข้าวข้างทาง เสื้อผ้าก็ใส่ตัวเดิมๆ ไม่เคยอวดอะไรเลย”
“เรียบง่ายกับยอมเป็นเหยื่อให้มันกดหัว มันมีเส้นบางๆ กั้นอยู่นะมึง”
เทียร์ส่ายหัวอย่างระอา แววตาดุขึ้นมาทันตาเห็น
“มึงถ่อมตัวจนมันคิดว่ามึงไม่มีที่ไปไง ดูสายตามันเมื่อกี้ดิ ปากพูดจาผู้ดีคะขา หวังดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่แววตานี่กดมึงจมดินสุดๆ คิดว่าตัวเองสูงส่งนักหนา ทั้งที่ถ้ามึงงัดสมบัติที่บ้านออกมาฟาดหน้ามันทีเดียว มันก็กลายเป็นฝุ่นไปแล้วมั้ย”
คำพูดของเทียร์ทำเอาผมสะอึก เพราะมันคือความจริงที่ผมพยายามหลอกตัวเองมาตลอดตอนที่ยังคบกับภีม
“กูแค่... อยากให้เขารักที่ตัวกูจริงๆ นี่หว่า” ผมพึมพำเสียงแผ่ว
เทียร์ถอนหายใจยาว แววตากร้าวๆ อ่อนแสงลง มันเอื้อมมือมาดีดหน้าผากผมเบาๆ หนึ่งทีจนผมต้องยกมือขึ้นกุม
“รักที่ตัวมึง แต่ไม่ให้เกียรติมึงเลยเนี่ยนะ? ควายล้วนๆ ไม่มีวัวปนเลยเพื่อนกู”
มันบ่นอุบ แต่จังหวะต่อมา มือหนากลับเลื่อนลงมาจับมือผมไว้หลวมๆ ดึงให้เดินตามมันต่อ
“ช่างหัวมันเหอะ ต่อไปนี้มึงไม่ต้องไปทำตัวติดดินจนยอมให้ใครหน้าไหนมาเหยียบซ้ำอีกแล้วนะ ระดับคุณชายเขียนฝันทั้งที... ถ้าไม่มีใครมองเห็นค่าของมึง กูนี่แหละจะพาอัปเกรดให้มันรู้ไปเลยว่าของจริงเขาอยู่กันยังไง ปะ ไปกินไอติมล้างปากกันดีกว่า เสียอารมณ์ชิบหาย”
พอจัดการไอติมเจลาโต้คนละถ้วยเสร็จ ไอ้เทียร์ก็ไม่ปล่อยให้ผมได้มีเวลาคิดฟุ้งซ่าน มันลากแขนผมมุ่งหน้าตรงเข้าโซนช็อปแบรนด์เนมทันที พร้อมสถาปนาตัวเองเป็นสไตลิสต์ส่วนตัวแบบไม่ถามความสมัครใจผมสักคำ
“เข้าห้องลองไปเลยมึง เอาตัวนี้ ตัวนี้ แล้วก็ตัวนี้ไปด้วย”
มันกวาดเสื้อผ้าบนราวส่งให้ผมเป็นพะเนินเทินทึก ทั้งเสื้อเชิ้ตคัตติ้งเนี้ยบ เสื้อสเวตเตอร์ไหมพรม ไปจนถึงเบลเซอร์ดีไซน์เรียบหรู ผมได้แต่มองเสื้อผ้าในอ้อมแขนตาปริบๆ ก่อนจะโดนมันผลักหลังส่งเข้าไปในห้องลองเสื้ออย่างปฏิเสธไม่ได้
ชุดแรก... ผมเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์สีครีมตัวหลวมโพรก กางเกงผ้าขากว้าง พอเปิดม่านก้าวขาออกมา ไอ้เทียร์ที่ยืนพิงเสารออยู่ก็หรี่ตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าทันที มันกอดอก ส่ายหัวดิกแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด
“อันนี้ไม่ได้ ปัดตกอย่างแรง”
“อ้าว ทำไมวะ กูว่ามันก็สบายดีออก” ผมก้มมองตัวเอง
“สบายเหมือนจะไปนั่งสมาธิที่วัดป่าอะดิ ตัวโคร่งเกิน สภาพมึงตอนนี้ยิ่งใส่ยิ่งดูเหมือนคนป่วยไร้เรี่ยวแรง ไปเปลี่ยน!” มันโบกมือไล่หยอยๆ ผมเลยต้องมุดกลับเข้าไปในห้องลองใหม่
ชุดที่สอง... ผมเลือกหยิบเสื้อเชิ้ตผ้าซาตินสีดำคอลึก พอสวมแล้วรู้สึกหวิวๆ พิกล แต่ก็ยอมเปิดม่านเดินออกมาให้มันตรวจงาน
คราวนี้ไอ้เทียร์ถึงกับชะงัก ตาที่เคยกวนประสาทเบิกกว้างขึ้นนิดหนึ่ง มันมองคอเสื้อที่เปิดกว้างจนเห็นไหปลาร้ากับผิวขาวๆ ของผม ไล่สายตาลงมาจนถึงช่วงเอว ก่อนที่คิ้วเข้มจะเริ่มขมวดเข้าหากันจนเป็นปม หูมันแอบแดงขึ้นมานิดๆ แต่ปากกลับดุเสียงเข้ม
“ไม่ได้! ถอดเดี๋ยวนี้เลย!”
“เฮ้ย ไม่สวยเหรอวะ กูว่าผ้ามันนิ่มดีนะ”
“ไม่ได้บอกว่าไม่สวย แต่มันโป๊โว้ย! คอลึกจะถึงสะดืออยู่แล้ว มึงจะใส่ไปอ่อยใคร มิดชิดกว่านี้ไม่มีหรือไง เข้าไปเปลี่ยนเลยไป๊!” มันไม่พูดเปล่า แต่เอื้อมมือมาดึงม่านปิดใส่หน้าผมดังพรึ่บ
อะไรของมันวะ... อารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าคนวัยทอง
จนกระทั่งชุดที่สาม... คราวนี้เป็นเสื้อไหมพรมคอเต่าสีเทาอ่อน สวมทับด้วยเบลเซอร์ทรงสลิมฟิตสีกรมท่าที่พอดีตัวเป๊ะ ขับให้ช่วงไหล่ดูสง่าและส่งให้ใบหน้าดูสว่างขึ้นมาทันตา
พอผมเปิดม่านออกมาอีกรอบ ไอ้เทียร์ที่กำลังยืนกดยิ้มมุมปากกับโทรศัพท์ก็เงยหน้าขึ้นมามอง คราวนี้มันนิ่งค้างไปหลายวินาที สายตาคมกริบคู่นั้นไล่มองผมอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาที่เคยกวนๆ เปลี่ยนเป็นความพึงพอใจระคนลึกซึ้งจนผมเริ่มทำตัวไม่ถูก
“เป็นไง... ผ่านไหม หรือต้องเปลี่ยนอีก?” ผมถามแก้เก้อ พลางดึงชายเสื้อเบลเซอร์ให้เข้าที่
เทียร์ค่อยๆ คลายกอดอก รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก
“เออ... อันนี้ผ่าน ผ่านแบบไม่มีอะไรจะหัก”
มันเดินเข้ามาใกล้ ยื่นมือมาช่วยจัดปกเสื้อเบลเซอร์ให้เข้าที่อย่างเบามือ ปลายนิ้วอุ่นเฉียดผ่านลำคอผมไปนิดเดียวจนรู้สึกวูบวาบ เทียร์โน้มหน้าลงมาใกล้จนได้ยินเสียงกระซิบข้างหู
“เนี่ย... มันต้องลุคนี้ ถึงจะสมราคาทายาทนักการทูตหน่อย ออร่าคุณชายเขียนฝันคนเดิมกลับมาแล้ว” มันถอยออกไปยืนมองผลงานตัวเอง ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี “ใส่ชุดนี้เดินออกจากร้านไปเลย ไม่ต้องเปลี่ยนกลับละ กูจ่ายเอง”
“เฮ้ย ไม่ต้อง กูมีตังค์จ่าย!” ผมรีบท้วง
“เงียบไปเลยมึงน่ะ” เทียร์หันไปยื่นบัตรให้พนักงานหน้าตาเฉย “ถือซะว่ากูซื้อเป็นของขวัญต้อนรับการกลับมาเป็นคนโสด... ที่แม่งโคตรจะดูดีเลยแล้วกัน”
ขากลับ รถติดยาวเหยียดตามสไตล์ถนนกรุงเทพฯ ยามค่ำ แสงไฟสีส้มแดงจากท้ายรถคันข้างหน้าสะท้อนเข้ามาในห้องโดยสารที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ
ผมในชุดเบลเซอร์ตัวใหม่ที่มันบังคับให้ใส่กลับนั่งพิงเบาะ มองเสี้ยวหน้าคมคายของคนขับที่กำลังฮัมเพลงเบาๆ ตามจังหวะวิทยุอย่างอารมณ์ดี ความเงียบระหว่างเราไม่ได้น่าอึดอัดเหมือนตอนขามา แต่จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
“เออเทียร์...” ผมเอ่ยทำลายความเงียบ “คราวนี้มึงกลับมาอยู่ไทยนานไหมวะ”
เทียร์ชะลอรถตามจังหวะไฟแดง มันเหลือบตามามองผมแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองถนนข้างหน้า
“ก็กะว่าจะอยู่สักหกเดือน... หรืออาจจะนานกว่านั้น”
“นานขนาดนั้นเลยเหรอ นึกว่าแค่กลับมาพักร้อนแป๊บเดียว” ผมเลิกคิ้วแปลกใจ ปกติเวลามันบินกลับมา อย่างมากก็แค่สองสามอาทิตย์
“รอบนี้กลับมาจัดการธุระสำคัญน่ะ” เทียร์ตอบเสียงเรียบๆ ปลายนิ้วเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะช้าๆ “ธุระเรื่องแต่งงาน”
คำตอบสั้นๆ นั้นดังสะท้อนก้องอยู่ในรถ
จังหวะหัวใจผมเหมือนร่วงวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดลงจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมแอร์ที่เป่ากระทบผิวหน้า ความรู้สึกตื้อชาที่ไม่รู้ว่าแล่นมาจากไหนจุกขึ้นมาที่คอหอยจนพูดไม่ออก
เรื่องแต่งงาน... งั้นเหรอ?
ทั้งที่เพิ่งผ่านศึกหนักจากเรื่องโดนบอกเลิกมาหมาดๆ หัวใจที่นึกว่าเริ่มจะเบาลงเพราะมีมันคอยกวนประสาทและดูแลอยู่ข้างๆ ตลอดทั้งวัน กลับถูกบีบอัดจนปวดหนึบขึ้นมาอีกระลอก มันไม่ใช่ความเสียใจฟูมฟายแบบตอนเลิกกับภีม แต่มันเป็นความรู้สึกเคว้งคว้าง... เหมือนที่พึ่งเดียวที่เพิ่งยื่นมือเข้ามาประคอง กำลังจะเดินไปยืนอยู่ข้างคนอื่นที่ผมไม่มีวันเอื้อมถึง
ผมเผลอกำมือที่วางอยู่บนตักแน่น พยายามกลืนก้อนความรู้สึกประหลาดนั้นลงคอ ก่อนจะฝืนบังคับริมฝีปากที่สั่นเทาให้คลี่ยิ้มออกมาบางๆ แม้จะรู้ว่ามันคงเป็นรอยยิ้มที่ฝืนที่สุดในชีวิต
“...ยินดีด้วยนะ”
เสียงที่เปล่งออกไปเบาหวิวและแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
ผมรีบเบือนหน้าหนี หันมองออกไปนอกหน้าต่างรถ จ้องมองแสงไฟนีออนข้างทางที่พร่ามัวลงช้าๆ พยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไม่ให้น้ำตามันทะลักออกมาซ้ำสอง
เจ็บฉิบหาย... แผลเก่ายังไม่ทันจะตกสะเก็ดดี ทำไมข้างในมันถึงได้รู้สึกเหมือนโดนใครเอามีดมากรีดซ้ำลงไปตรงรอยเดิมแบบนี้ก็ไม่รู้
----------------------------------------------------
แอบสงสารฝันเหมือนกันเนาะ
มาทำให้หวั่นไหวทำมายยย
สนุกมากครับ ...ขอบคุณมากครับ
สนุกมากครับ... รอติดตามต่อนะครับ ขอบคุณ ขอบคุณมากๆนะครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ
หน้า:
[1]