ลูกท่านฑูตก็เด็ดเหมือนกันนะ 01
นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่ได้นั่งมองท้องฟ้าคนเดียวแบบนี้...
ปล่อยให้สายตาลอยเคว้งไปอย่างไร้จุดหมาย ท้องฟ้าเบื้องบนยังคงทอดตัวกว้างใหญ่ เมฆก้อนหนาบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปทรงไปตามกระแสลมเช่นทุกวัน บางคราวก็เปลี่ยนสีไปตามอารมณ์ ถึงว่าล่ะ... คนเรามองท้องฟ้าผืนเดิมด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยซ้ำกันเลยสักวัน เพราะหัวใจที่แหลกเหลวข้างในเป็นตัวกำหนด ว่าภาพตรงหน้าจะยังงดงามหรือพังทลาย
ทว่าในวันนี้ สำหรับผมแล้ว ท้องฟ้าทั้งผืนกลับเป็นสีเทาหม่น มันดูหนักอึ้งและอึมครึมคล้ายพายุฝนที่พร้อมจะโหมกระหน่ำลงมา แต่แปลกที่ความรู้สึกข้างในกลับไม่ได้เปียกปอน มันทั้งเคว้งคว้าง ว่างเปล่า และแตกระแหงราวกับผืนทรายที่ถูกทอดทิ้งกลางฤดูร้อนอันยาวนาน
‘มึงแม่ง... โคตรทำตัวน่ารังเกียจเลยว่ะ’
น้ำเสียงเย็นชาและสายตาคู่นั้นยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเอ่ยออกมาเมื่อวินาทีก่อน ทุกครั้งที่ประโยคบ้าๆ นั่นแล่นกลับเข้ามาตอกย้ำ จังหวะชีพจรที่เต้นช้าอยู่แล้วพลันกระตุกวูบ คล้ายกับก้อนเนื้อในอกมันพร้อมจะหยุดเต้นไปดื้อๆ ความเย็นเยียบแล่นริ้วจนทั่วทั้งร่างด้านชา ไร้ความรู้สึกไปชั่วขณะ
ผมยกมือที่สั่นเทาขึ้นกุมอกข้างซ้าย ขยุ้มเนื้อผ้าจนยับยู่ยี่ ก่อนจะทิ้งกำปั้นทุบลงไปซ้ำๆ อย่างคนสิ้นคิด หวังเพียงให้แรงกระแทกจากภายนอกช่วยสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่บีบรัดอยู่ข้างในให้คลายลงบ้าง หรืออย่างน้อยก็ช่วยปลุกให้หัวใจดวงนี้กลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง
แต่มันเปล่าประโยชน์... ยิ่งทุบลงไปแรงเท่าไร ความเจ็บร้าวกลับยิ่งแทรกซึม กรีดลึก และแตกกระจายไปทั่วทุกอณูความรู้สึก มันไม่ได้ทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายยังตอกย้ำให้ตระหนักว่าข้างในนั้นแหลกละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดี สุดท้ายก็ทำได้เพียงนั่งคุดคู้ กอดซากความรู้สึกที่พังยับเยินของตัวเองเอาไว้เงียบๆ ใต้ท้องฟ้าสีหม่นที่คงไม่มีวันสดใสสำหรับผมได้อีกต่อไป
Rrrrrrrrrrrrr…
แรงสั่นสะเทือนของโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความนึกรำคาญทันทีที่ก้มลงมองหน้าจอ
‘เทียร์’
ไอ้ผีบุญตัวไหนปล่อยให้มันกลับเข้าประเทศมาวะเนี่ย นรกยังไม่รับตัวมันหรือไง ผมปล่อยให้สายตัดไปเองอย่างไม่แยแส ก่อนหน้าจอจะสว่างวาบขึ้นมาใหม่พร้อมข้อความชวนปวดหัว
“เขียนฝัน รับสายหน่อยสิ กูรู้ว่ามึงเห็น”
“เพิ่งลงเครื่องมาเนี่ย มารับกูหน่อยดิ หิวข้าวโว้ย”
ให้ตายสิ...
แม้ลึกๆ จะไม่ได้อยากขยับตัวไปไหน แต่ผมก็รู้ซึ้งถึงนิสัยของไอ้เพื่อนคนนี้ดี
เทียร์ก็เหมือนแมว... แต่ไม่ใช่แมวน่ารักเชื่องๆ หรอก เป็นแมวป่าจอมรั้นและเอาแต่ใจต่างหาก ยิ่งเราพยายามหลบหน้า หรือยิ่งขัดใจ มันก็ยิ่งตามตอแย ขุดคุ้ย หรือไม่ก็บุกมาพังประตูห้องผมถึงที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป การยอมขับรถไปรับตั้งแต่แรกจึงเป็นทางเลือกเดียวที่จะรักษาความสงบสุขของชีวิตผมไว้ได้
ใช้เวลาไม่นาน รถยุโรปคันงามก็มาจอดเทียบท่าอาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่ามกลางผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ ผมถอนหายใจยาวเหยียด หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดส่งข้อความสั้นๆ บอกไอ้เพื่อนตัวแสบว่ามาถึงแล้ว
ยังไม่ทันที่หน้าจอจะดับลงดี เสียงเคาะกระจกเบาๆ ก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
ก๊อก ก๊อก!
ผมหันไปมองตามเสียง และพบกับใบหน้าคุ้นเคยที่ไม่ได้เจอกันนานนับปี รอยยิ้มกวนประสาทและดวงตาแพรวพราวระยิบระยับแบบฉบับของเทียร์กำลังส่งตรงมาให้ทะลุกระจกใส ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีตามฐานะลูกท่านทูต บวกกับชุดเสื้อผ้าแบรนด์เนมและกระเป๋าเดินทางใบโตข้างกาย ยิ่งทำให้มันดูโดดเด่นสะดุดตาผู้คนรอบข้าง
ทันทีที่ผมกดเลื่อนกระจกลง เสียงแจ๋วๆ ที่เต็มไปด้วยพลังงานล้นเหลือก็พุ่งทะลุเข้ามาในรถทันที
"นึกว่าจะใจแข็งไม่มาซะแล้วนะคุณเขียนฝัน..." เทียร์โน้มตัวลงมาท้าวคางกับขอบหน้าต่าง ส่งยิ้มจนตาหยี "คิดถึงกูจนน้ำตาเล็ดเลยล่ะสิ ถึงได้รีบขับรถมารับไวขนาดนี้เนี่ย!"
"หลงตัวเองเก่งสมเป็นมึงดีนี่เทียร์"
ผมสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พลางเหลือบมองค้อนเจ้าตัวดีที่ยังคงยิ้มระรื่นไม่รู้ร้อนรู้หนาว "กูแค่อยากตัดรำคาญ”
"แหม ปากแข็งชะมัด" เทียร์หัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ไม่ได้สะทกสะท้านกับคำพูดประชดประชันของผมเลยสักนิด
"แต่หน้าตาซีดเซียวแถมขอบตาดำเป็นแพนด้าขนาดนี้... หรือว่า—" เทียร์ลากเสียงยาวพร้อมทำทีเป็นคาดเดาไปเรื่อย
คำพูดกวนประสาทที่ดันเฉียดใกล้ความจริงเรื่องสภาพจิตใจผมเข้าหน่อย ทำให้คิ้วผมกระตุกวูบขึ้นมาทันที อยากจะเหยียบคันเร่งทิ้งมันไว้กลางสนามบินให้รู้แล้วรู้รอด
"ถ้ามึงยังไม่หุบปากแล้วย้ายก้นขึ้นรถ กูจะปล่อยให้มึงยืนรับลมร้อนอยู่ตรงนี้ต่ออีกสักสามชั่วโมง" ผมปรายตามองมันนิ่งๆ เป็นเชิงขู่
เทียร์ยอมชูสองมือขึ้นระดับอกอย่างยอมจำนน แต่รอยยิ้มกวนบาทากลับไม่ได้ลดลงเลยสักนิด "ครับๆ คุณเพื่อนรัก รู้แล้วน่า... โหดชิบหาย อารมณ์แปรปรวนเป็นคนวัยทองเลยนะมึงเนี่ย"
ปัง!
พูดจายั่วโมโหเสร็จก็โยนกระเป๋าไว้เบาะหลัง แล้วหย่อนก้นนั่งข้างคนขับอย่างถือวิสาสะ พร้อมกับเอื้อมมือมาเปิดเพลงคลอเบา ๆ
ตลอดทางไอ้เพื่อนตัวแสบที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ ไม่ยอมหุบปากเลยสักนิด มันเปิดโหมดทอล์กโชว์เดี่ยวไมโครโฟน เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้จากต่างประเทศแบบไม่สนสี่สนแปด ส่วนผมทำหน้าที่เป็น "ผู้ฟังที่ดี" ที่แปลว่าหูทวนลม
เลยได้แต่ปล่อยให้มันพูดอยู่ฝ่ายเดียวโดยที่สมองแทบไม่ได้ประมวลผลตามเลยสักคำ
จนกระทั่งรถเคลื่อนตัวมาจอดสนิทหน้า... เออ จะเรียกว่าบ้านก็ไม่ได้ เพราะมันคือคฤหาสน์หลังโตโอ่อ่าตั้งตระหง่านอยู่บนที่ดินทำเลทองใจกลางกรุงต่างหาก
เทียร์ที่กำลังจะเปิดประตูลงรถ อยู่ๆ ก็ชะงักกึก ทำหน้าเหวอใส่กระเป๋าตัวเองสลับกับมองหน้าผม ก่อนจะส่งยิ้มแห้งๆ ชนิดที่ต่อให้ไม่บอกก็รู้ว่ากำลังสร้างปัญหาให้ผมอีกแล้ว
"อ้าว..."
"อะไรอีก?" ผมเลิกคิ้วถามเสียงห้วน เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
"กูลืมไปว่ะมึง..." เทียร์หัวเราะแห้ง เกาหัวแกรกๆ "แด๊ดกับมัมยังไม่กลับมาจากลอนดอน จะบินตามมาอีกตั้งสามวัน... แล้วแม่บ้านก็คงเพิ่งเคลียร์บ้านเสร็จเลย ล็อคประตูซะแน่นหนาแถมกุญแจสำรองกูก็ไม่ได้ถือมาด้วย"
ผมหรี่ตามองมันนิ่งๆ รู้สึกได้ถึงเส้นเลือดที่ขมับเริ่มเต้นตุบๆ "สรุปคือ?"
"คือ... กูไม่มีที่ซุกหัวนอน" เทียร์เปลี่ยนโหมดมาเป็นแมวเด็กอ้อนทันที มันเอี้ยวตัวมาเกาะเบาะผม ส่งสายตาปิ๊บๆ แพรวพราวระยิบระยับเข้าใส่ "นะ... เขียนฝันคนดี มึงจะใจร้ายทิ้งเพื่อนรักให้นอนหนาวตายข้างถนนไม่ได้นะเว้ย พาไปนอนคอนโดมึงหน่อยดิ นะ ๆๆๆ"
"กูไม่ได้ใจร้าย แต่คอนโดกูไม่ใช่โรงแรม”
ผมสวนกลับทันควัน นึกอยากจะถีบมันลงจากรถให้รู้แล้วรู้รอด
"โหน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ กูเลี้ยงง่ายนะ สัญญาว่าจะทำตัวเป็นเด็กดีไม่ดื้อเลย! ”
เทียร์ลอยหน้าลอยตาพูดแถมทำท่าทำทางประกอบ หน้าตาแบบมึงเนี่ยนะเลี้ยงง่าย เลี้ยงให้เปลืองค่าทิชชูกับค่าพาราเซตามอลล่ะสิไม่ว่า "ไปเหอะน่า... ถือว่าทำบุญให้ทานคนเพิ่งลงเครื่องมาเหนื่อยๆ เถอะหนาคุณเพื่อน เดี๋ยวพาไปกินซูชิร้านโปรดเป็นการตอบแทนด้วยเอ้า!"
สุดท้าย... ผมก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เป็นรอบที่ล้านของวัน
เกลียดนักไอ้รอยยิ้มรั้นๆ กับลูกตื๊อที่ไม่เคยปฏิเสธได้เลยสักครั้งตั้งแต่เด็กจนโต สุดท้ายก็จำใจต้องเหยียบคันเร่ง หมุนพวงมาลัยมุ่งหน้ากลับคอนโดพร้อม 'ภาระก้อนโต' ที่ส่งยิ้มแฉ่งดีใจอยู่ข้างกาย
…
เสียงกดรหัสผ่านสิ้นสุดลงพร้อมกับสัญญาณ ติ๊ด ประตูบานใหญ่ก็เปิดออก
ตุบ!
ไอ้ตัวดีทิ้งกระเป๋าเดินทางไว้ข้างประตูอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะพุ่งตัวไปทิ้งน้ำหนักนอนแผ่หลาบนโซฟารับแขก
"อ่า... สวรรค์ชัดๆ เมื่อยชิบหาย" มันครางฮือในลำคออย่างสบายใจเฉิบ
แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้นอนเอนตัวยาวๆ สายตาที่ค่อนข้างไวต่อสิ่งรอบตัวของมันก็กวาดไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง บนพื้นพรมราคาแพงข้างโต๊ะรับแขก กลับมีกระป๋องเบียร์เปล่าที่ถูกเปิดดื่มจนหมดตั้งกองระเกะระกะอยู่หลายกระป๋อง รวมถึงขวดเปล่าและเศษซากความรกรุงรังที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในพื้นที่ของคนเจ้าระเบียบ
เทียร์ชะงัก มันยันตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆ กวาดสายตามองสภาพห้องรอบตัวอีกรอบ ก่อนจะหันมาเลิกคิ้วมองผมที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูด้วยรอยยิ้มมุมปาก
"แหม... นิสัยรักสะอาดระดับร้อยเต็มร้อยของมึง หายไปไหนหมดแล้วล่ะครับคุณชายเขียนฝัน?"เทียร์แซวกลั้วเสียงหัวเราะคิกคัก"ปกติแค่มีฝุ่นเกาะเม็ดเดียวมึงก็บ่นจนหูชา แต่นี่ปล่อยให้ห้องรกเป็นรังหนู... แปลกนะเนี่ย"
ผมไม่ได้เอ่ยแก้ตัว ยื่นมือไปเก็บกระป๋องเบียร์บนพื้นเงียบ ๆ
พรึบ!
แต่ยังไม่ทันหยิบใบที่สอง ร่างสูงของเทียร์ก็เด้งตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว มันสาวเท้าเข้ามาใกล้ ย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ตรงหน้า ปิดกั้นทัศนียภาพของผมจนหมด ดวงตาคมกริบที่ปกติพราวระยับ ตอนนี้กลับนิ่งสนิทและจับจ้องมาอย่างจริงจังแบบที่หาดูยาก
"เพิ่งเลิกกับแฟน?"
น้ำเสียงที่เอ่ยถามไม่ได้ติดตลกเหมือนทุกที แต่มันจริงจังและคาดคั้นจนน่าตกใจ
หัวใจที่เพิ่งพยายามสงบลงพลันกระตุกวูบอย่างแรง เทียร์รู้อยู่แล้วว่าก่อนหน้านี้ผมคบหากับใครอยู่ แม้ในช่วงเวลานั้น ตัวมันเองจะเลือกเมินหน้าหนี
ผมเม้มปากแน่น หลบสายตาที่จ้องมองมาอย่างรู้ทัน เลือกที่จะก้มหน้าเก็บเศษซากความความพังพินาศ ตรงหน้าเงียบๆ แทนที่จะยอมปริปากสารภาพอะไรง่ายๆ ให้มันได้ใจ
"ทำไม ยังทำใจไม่ได้หรอ รักเค้ามากงั้นสิ"
เทียร์ยังคงเอ่ยแซวไม่เลิก แถมยังจงใจขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนระยะห่างลดลงเหลือเพียงคืบ
รักเค้ามากงั้นสิ...
คำถามโง่ๆ ที่สะท้อนความจริงอันน่าสมเพชออกมา จนผมอยากจะคว้ากระป๋องเบียร์ในมือฟาดหัวมันสักทีสองทีให้รู้แล้วรู้รอด สภาพของผมในตอนนี้มันยังบรรยายความเจ็บปวดออกมาไม่ชัดเจนพออีกหรือไง ถึงได้ยังมายืนจี้ถามด้วยท่าทีลอยชายแบบนี้
ผมหันขวับไปจ้องหน้ามันเขม็ง แววตาที่ปกติมักจะเรียบนิ่งและเย็นชา บัดนี้กลับฉายแววขุ่นเคืองระคนร่องรอยความเจ็บปวดที่พยายามซ่อนไว้จนมิด
"ถ้ามึงว่างนัก ก็ช่วยหุบปากแล้วไปเก็บขยะพวกนี้ให้กูซะ... ไม่ก็ไสหัวออกไปจากห้องกูซะที" ผมสวนกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อถอยหนีระยะประชิดอันตรายนั้น พยายามกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอกและน้ำเสียงของตัวเองให้แนบเนียนที่สุด
แต่มีหรือที่คนอย่างเทียร์จะยอมปล่อยผ่าน นอกจากไม่ถอยแล้ว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปากมันกลับยิ่งกว้างขึ้น
เทียร์ไม่ยอมปล่อยให้ผมถอยหนีพ้น…
ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวในระยะอันตราย มืออุ่นจัดเอื้อมมารั้งข้อมือผมไว้เบาๆ ไม่ได้ออกแรงบีบบังคับให้เจ็บ แต่มันมั่นคงจนผมสะบัดไม่หลุด บังคับให้ผมต้องสบตากับมันตรงๆ โดยไม่มีทางหลบเลี่ยง
"งั้นก็มาคบกับกูสิ..." เทียร์พูดหน้าตาเฉยแถมส่งยิ้มหวานหยดย้อยมาให้อีกต่างหาก เดี๋ยวนะ สมองมันช็อตไปตอนเครื่องลงหรือโดนแดดเลียหัวจนเพี้ยนวะเนี่ย ชวนคบกันดื้อ ๆ แบบนี้เลยเหรอวะไอ้บ้า
--------------------------------------------
อันตรายนะเพื่อนแบบนี้
เดี๋ยวก็หลงกันจนลุกจากเตียงไม่ได้หรอก 55+
ขอบคุณครับ สนุกมากครับ ขอบคุณมากครับ ขอบคุณครับ ดีๆๆๆ อ้าว เทียร์นี่ยังไง ขอบคุณมากๆครับ สนุกมากครับ GuN009 ตอบกลับเมื่อ 2026-9-10 16:58
อ้าว เทียร์นี่ยังไง
เดี๋ยวก็โดนเทียร์จับกิน คริคริ Nukinho ตอบกลับเมื่อ 2026-9-15 15:43
สนุกมากครับ
ขอบคุณคร้าบบ^ ^ ขอบคุณ คับผม ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ
หน้า:
[1]