NOOFONG โพสต์ 2026-8-21 14:30:21

เมื่อหัวใจหมุนที่ความเร็วรัก 33 RPM 00

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย NOOFONG เมื่อ 2026-8-21 14:32




(นักเลงเก่า x เด็กพิเศษ)


มันก็คงจะมีสักวัน ที่ดอกหญ้าข้างทางผลิบาน ให้ไออุ่นของแสงตะวันแรกแย้มได้โน้มลงมาเชยชม หยาดน้ำค้างยามเช้าที่เกาะพราวจะกลายเป็นดั่งมงกุฎประกายแสง สะท้อนให้เห็นว่า การมีอยู่ของเรา ไม่เคยไร้ความหมาย เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ย่อมมีคุณค่าที่บริสุทธิ์และสง่างามในแบบของตัวเองเสมอ






...


แสงแดดยามเช้าส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า กระทบกับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยริ้วสีน้ำมันดุดันและทรงพลัง กลิ่นทินเนอร์ผสมกับกลิ่นสีฟุ้งกระจายไปทั่วห้องที่เงียบสนิท






เปา ในชุดเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้น นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นไม้ ปลายนิ้วเปื้อนคราบสีน้ำเงินเข้มกำลังตวัดปาดลงบนมุมล่างของภาพเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว






ตึ่ง!






เสียงแจ้งเตือนอีเมลจากแท็บเล็ตเครื่องเก่าดังขึ้น เปาเอื้อมมือไปกดเปิดดู ตัวเลขยอดประมูลภาพล่าสุดวิ่งแตะแปดหลัก แต่ดวงตากลมโตกลับไม่ได้มีความตื่นเต้นสักนิด เด็กหนุ่มปัดหน้าจอปิดทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ






"แปดโมงแล้ว..."






เปาพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว เขาลุกขึ้นไปเก็บข้าวของอย่างเป็นระเบียบ เดินไปคว้ากระป๋องอาหารแมวใส่ย่ามผ้าใบ และที่ขาดไม่ได้คือหูฟังครอบหัวอันโปรด เปาหยิบขึ้นมาสวมไว้เพื่อตัดเสียงรบกวนของโลกภายนอก สูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกความกล้าก่อนจะหมุนลูกบิดประตูบ้านไม้ออกไปสู่โลกอันแสนวุ่นวาย






"เหมียว..."






ฝูงแมวจรสามสี่ตัวรีบวิ่งกรูเข้ามารุมล้อมขาทันทีที่เห็นร่างบางเดินเข้ามา เปาทรุดตัวลงนั่งยองๆ ค่อยๆ แกะฝากระป๋องอาหารแล้วเทลงบนจานพลาสติกเก่าอย่างระมัดระวัง






"กินเยอะๆ นะส้ม วันนี้อย่าไปกัดกับไอ้ดำล่ะ"






เปายื่นนิ้วขาวจัดไปลูบหัวเจ้าแมวส้มเบาๆ รอยยิ้มบางๆ ที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวาน






"อ้าว! อั่งเปา!"






เสียงป้าสายคนขายส้มตำตะโกนทักข้ามถนนมาแต่ไกล ทำเอาเปาสะดุ้งโหยง ไหล่บางหดเกร็งเข้าหากันทันที






"แม่เอ็งแวะมาหาบ้างไหมช่วงนี้? แล้วนี่กินข้าวยังลูก!"






เปาไม่ได้ตอบ เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นยืน ก้มหน้าก้มตาหลบสายตาคนรอบข้าง มือเล็กดึงสายย่ามแน่นแล้วก้าวเท้าสับไวๆ เดินหนีออกจากสวนหย่อมทันทีตามความเคยชิน






อีกฟากหนึ่งของถนน…






กลิ่นกาแฟดำลอยคลุ้งผสมกับกลิ่นไม้เก่าและกระดาษลัง ธาม ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนยืนพิงเคาน์เตอร์ไม้ ขอบตาดำคล้ำเล็กน้อยแต่แววตายังคงดุดันน่าเกรงขาม ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยสักมังกรจางๆ กำลังยกแผ่นเสียงออกจากซองกระดาษ






กริ๊ง…






เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น ชายวัยกลางคนรุ่นราวคราวสี่สิบปลายๆ สองคนในชุดซาฟารีเรียบๆ เปิดประตูเดินเข้ามา ท่าทางดูสุขุมแต่สายตามีความเกรงใจอย่างชัดเจน






"เฮียธาม... หวัดดีครับเฮีย" ชาติ อดีตมือขวาที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันมาเอ่ยทักเสียงแผ่ว






"มาทำไมกันแต่เช้า" ธามเอ่ยเสียงต่ำ ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง "กูบอกแล้วไงว่ากูวางมือไปสามปีแล้ว มีเรื่องอะไรก็จัดการกันเอง"






"เปล่าครับเฮีย พวกผมแค่นัดกันเอาเงินช่วยงานมาสมทบเพิ่ม... รู้ว่างานศพแม่เพิ่งเสร็จไป พอดีพวกผมติดธุระฝั่งธนฯ เลยมาไม่ทันวันเผา" ชาติพูดพลางวางซองขาวหนาเตอะลงบนเคาน์เตอร์ด้วยสองมือ "พวกเราเป็นห่วงเฮียด้วยครับ"






ธามนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบมองรูปถ่ายขาวดำของแม่ที่ตั้งอยู่บนชั้นวางข้างเครื่องเล่นแผ่นเสียง ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมามองลูกน้องเก่า





"ขอบใจ... แต่เงินเก็บไว้เถอะ พวกมึงก็มีลูกมีเมียต้องดูแล แล้วนี่เลิกมีเรื่องกันได้หรือยัง"







"เพลาๆ ลงเยอะแล้วครับเฮีย ตั้งแต่เฮียไม่อยู่ วงการมันก็ไม่เหมือนเดิม" อีกคนพูดขึ้นพลางกวาดตามองรอบร้าน "แล้วร้านนี้... เฮียจะเปิดต่อจริงๆ เหรอครับ สมัยนี้มันแทบไม่มีคนฟังแผ่นเสียงแล้วนะ"





ธามไม่ตอบคำถามนั้น เขาเดินไปที่เครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นโบราณ วางหัวเข็มลงบนร่องไวนิลเบาๆ เสียงดนตรีแจ๊สหวานนุ่มลอยฟุ้งออกมาจากลำโพงไม้ ธามมองออกไปนอกกระจกหน้าร้านพลางนึกถึงคำพูดสุดท้ายของแม่ก่อนจากไป






'ถ้ายังมีคนอยากฟังเพลง ก็เปิดมันต่อไปเถอะนะ'






"กูเปิดต่อ" ธามพูดเรียบๆ พลางหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดฝุ่นบนเคาน์เตอร์ "เพราะแม่กูสั่งไว้"






เปาเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูกระจกของร้านแผ่นเสียงเก่าที่เคยแอบมาดูเป็นประจำ แต่พอชะโงกหน้ามองผ่านกระจกเข้าไปข้างใน ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ






ยายแก่ใจดีที่เคยนอนป่วยอยู่บนเตียงพับไม่อยู่แล้ว... แต่คนที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์คือผู้ชายตัวสูงใหญ่ ไหล่กว้าง เสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนโชว์รอยสัก แววตาคมดุจนน่าขนลุก






เปาถอยหลังกรูดทันที สองขาสั่นพั่บๆ กำสายย่ามแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด






กริ๊ง…






ลำโพงไม้หน้าร้านส่งเสียงดนตรีคลาสสิกหวานนุ่มที่เปาตามหามานานดังลอยออกมา ขาที่เตรียมจะวิ่งหนีกลับชะงักกึก เปาลังเลอย่างหนักระหว่างความกลัวคนแปลกหน้ากับเพลงที่อยากฟัง






ธามที่กำลังใช้ผ้าเช็ดฝุ่นบนปกอัลบั้มไวนิลรู้สึกได้ว่ามีสายตาจ้องมองอยู่ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สายตาดุคมกริบแบบอดีตนักเลงปะทะเข้ากับไอ้เด็กตัวขาวซีดที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงบานประตู






ธามหรี่ตามอง ประเมินสถานการณ์เงียบๆ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้มต่ำ






"มายืนจ้องอะไรหน้าร้าน? จะซื้อของเหรอ?"






เปาสะดุ้งสุดตัว มือไม้เริ่มสั่นพั่บๆ อาการแพนิคเริ่มกำเริบจนพูดไม่ออก ปากอิ่มพยายามขยับแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา






"พ... เพ... ล... เพลง..."





ธามวางผ้าในมือลง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันพลางเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์ก้าวตรงมาที่ประตู รูปร่างสูงใหญ่ที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ทำให้เปากลัวจนลนลาน ร่างบางถอยหลังจนสะดุดขาตัวเอง ล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นหน้าร้านดัง ตุ้บ!






"เฮ้ย!"






ธามผลักประตูกระจกออกมา ย่อตัวลงไปดูทันที มือหนาคว้าเข้าที่แขนเล็กเพื่อช่วยพยุง






"เป็นอะไรวะ วิ่งหนีทำไมเนี่ย เจ็บตรงไหนไหม?"






"ฮึก... ม...ไม่... อย่าจับ..."






เปาตัวสั่นเทิ้มเหมือนลูกนกตกน้ำ พยายามหดแขนหนี ตาใสแป๋วรื้นไปด้วยน้ำตาจ้องมองธามด้วยความหวาดระแวงสุดขีด






ธามเห็นท่าทางตื่นกลัวผิดปกติก็รู้ทันทีว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่เด็กทั่วไป เขาค่อยๆ ปล่อยมือออก ถอยหลังเว้นระยะห่างให้หนึ่งก้าวแล้วลดน้ำเสียงลงจนนุ่มขึ้นกว่าเดิม






"เออๆ ไม่จับแล้ว... ลุกไหวไหมมึง?"






เปาไม่ตอบ แต่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนเองอย่างทุลักทุเล แผ่นหลังบางแนบชิดติดเสาปูนหน้าร้าน สองมือกำสายย่ามแนบอกแน่น ปากเล็กเม้มสนิท ตาใสแป๋วฉ่ำน้ำยังคงจ้องมองธามเขม็งด้วยความหวาดระแวงปนตกใจ






ธามเห็นแววตาตื่นกลัวเหมือนลูกกระต่ายโดนต้อนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ สัญชาตญาณมองคนของเขาบอกได้ทันทีว่า ยิ่งซักไซ้หรือยืนกดดันอยู่ตรงนี้ ไอ้เด็กนี่คงได้สติแตกเตลิดหนีไปแน่






"ตามใจ…"






ธามพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ดุดันเหมือนตอนแรก ร่างสูงใหญ่หมุนตัวหันหลังเดินกลับเข้าไปในร้าน เขาจงใจดันประตูกระจกเปิดอ้าค้างเอาไว้ครึ่งหนึ่งให้เสียงดนตรีแจ๊สหวานนุ่มลอยผ่านออกไปหน้าร้านได้ชัดขึ้น






แทนที่จะกลับไปยืนคุมที่เคาน์เตอร์ ธามเลือกที่จะเดินดุ่มๆ ข้ามไปที่มุมในสุดของร้าน ยกเก้าอี้ไม้ตัวเก่ามานั่งลง หยิบผ้ากับแผ่นไวนิลขึ้นมานั่งเช็ดฝุ่นเงียบๆ แสร้งทำเป็นไม่สนใจ ปล่อยให้หน้าร้านและโซนทางเข้ากลายเป็นพื้นที่ว่างที่ปลอดภัย






เปายืนนิ่งอยู่ตรงเสาหน้าร้านเกือบห้านาที เสียงดนตรีที่ลอยคลอออกมาตามสายลมค่อยๆ ช่วยปลอบประโลมจังหวะหัวใจที่เต้นรัวให้สงบลง เมื่อเห็นว่าคนตัวโตข้างในเดินหนีไปอยู่อีกมุมและไม่มองมาทางนี้เลยสักนิด เปาก็ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก






ความอยากฟังเพลงอย่างสงบมีมากกว่าความกลัว เท้าเล็กๆ ค่อยๆ ขยับก้าวผ่านประตูเข้ามาในร้าน






เปาเดินตรงดิ่งไปยังกระบะไม้ที่ใส่แผ่นเสียงเก่าใกล้ๆ ประตู ย่อตัวลงนั่งยองๆ แล้วเริ่มใช้นิ้วเรียวขาวสะอาดแตะลงบนซองกระดาษ ค่อยๆ กรีดดูทีละแผ่นด้วยความทะนุถนอม ปากเล็กๆ เริ่มขยับพึมพำตามทำนองเพลงเบาๆ สีหน้าหวาดกลัวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความสุขสงบในโลกส่วนตัวของตัวเองทันที






ขณะเดียวกันที่มุมในร้าน...






ธามที่นั่งเช็ดแผ่นเสียงอยู่ไม่ได้ละสายตาไปไหนจริงๆ สายตาเหลือบมองผ่านช่องว่างของชั้นวางของไม้ คอยจับสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของไอ้เด็กตัวขาวผิวหยวก






เขาเห็นนิ้วมือคู่นั้นหยิบจับแผ่นเสียงด้วยท่าทางระมัดระวังและทะนุถนอมอย่างยิ่ง สายตาที่มองปกไวนิลเก่าๆ เปล่งประกายเป็นประกายแบบที่คนรักเสียงเพลงตัวจริงเท่านั้นถึงจะมี






'ตัวแค่นี้ แต่ดูแผ่นเสียงเป็นซะด้วย... แปลกคนดีฉิบหาย' ธามคิดในใจพลางยกยิ้มมุมปากขึ้นมาบางๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเช็ดแผ่นเสียงในมือต่อไปเงียบๆ






แล้วก็เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน แม้ว่าจะไม่มีบทสนทนาใดเกิดขึ้นเลยก็ตาม






ทุกแปดโมงครึ่ง เสียงกระดิ่งหน้าร้านจะดังกรุ๊งกริ๊งเบาๆ ตามมาด้วยร่างผอมบางของเด็กหนุ่ม ที่เดินดุ่มๆ เข้ามา ย่อตัวลงนั่งยองๆ หน้ากระบะแผ่นเสียงแจ๊สมุมเดิม ปลายนิ้วขาวซีดกรีดดูแผ่นไวนิลอย่างใจเย็น ปากเล็กขยับฮัมเพลงตามจังหวะที่เปิดคลอในร้าน






ทันทีที่เห็นเงาไอ้เด็กตัวขาวโผล่มาหน้าร้าน ธามจะรีบวางมือจากทุกอย่าง เดินเลี่ยงไปนั่งหลบมุมหลังชั้นวางของทันที






"เฮ้อ... สภาพกู"






ธามพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางก้มมองสภาพตัวเองในกระจกเงาบานเล็กหลังร้าน






เสื้อเชิ้ตสีเข้ม รูปร่างสูงใหญ่หนาเป็นตึก รอยสักมังกรโผล่พ้นแขนเสื้อ แถมหน้าตายังคมดุ มีรอยแผลเป็นตรงคิ้วที่แค่มองหน้านิ่งๆ หมายังเดินเลี่ยง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนแม่ยังอยู่ถึงแทบไม่เคยเรียกให้เขามาช่วยเฝ้าร้าน ลุคนักเลงคุมบ่อนขนาดนี้ ขืนมายืนยิ้มเรียกลูกค้าหน้าร้าน คนคงคิดว่ามาทวงหนี้โหดมากกว่ามาขายเพลงคลาสสิก






แต่พอมองแผ่นหลังเล็กของเปาที่นั่งโยกหัวตามเสียงเพลงอยู่มุมร้าน ความทรงจำบางอย่างที่เลือนรางก็เริ่มผุดขึ้นมาในหัว






ตอนที่แม่ยังนอนป่วยอยู่บนเตียงพับหน้าร้าน แม่ชอบนอนฟังเพลงแล้วชวนเขาคุยเรื่อยเปื่อย…






'ธาม... รู้ไหม มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งชอบแวะมายืนเกาะกระจกดูร้านเราทุกเช้าเลยนะ หน้าตาน่ารัก ตาแป๋วเชียว แต่เหมือนน้องจะไม่ค่อยพูด น่าจะเป็นเด็กพิเศษแถวนี้แหละ...'






ตอนนั้นธามที่กำลังง่วนอยู่กับการบดเม็ดยาผสมน้ำให้แม่ไม่ได้ใส่ใจฟังด้วยซ้ำ ได้แต่พยักหน้าส่งๆ ตอบไปว่า 'ครับแม่ รีบกินยาเถอะ' แล้วเรื่องนั้นก็หลุดหายไปจากสมอง






จนกระทั่งวันนี้... วันที่แม่ไม่อยู่แล้ว และภาพเด็กชายตาแป๋วที่ชอบยืนมองร้านแผ่นเสียงกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ






ธามยืนกอดอกพิงชั้นไม้ สายตาคมดุที่เคยมองศัตรูในวงการ ตอนนี้กลับอ่อนแสงลงอย่างไม่รู้ตัว เขามองไอ้เด็กตัวขาวที่กำลังหยิบซองแผ่นเสียงขึ้นมาแนบแก้มอย่างทะนุถนอมแล้วเผลอยกยิ้มมุมปาก






'ที่แท้... ก็ลูกค้าประจำของแม่นี่เอง'






พอเข็มยาวบนนาฬิกาแขวนชี้เลขหก เปาละมือออกจากซองไวนิลทันที ร่างบางลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กางเกง สวมหูฟังครอบหัวกลับเข้าที่ แล้วก้าวเท้าออกจากร้านไปตรงเวลาเป๊ะเหมือนทุกวัน






เปาเดินลัดเลาะผ่านตรอกไม้เก่าจนมาถึงอาคารปูนเปลือยสองชั้นที่ถูกดัดแปลงเป็นคาเฟ่แกลเลอรีส่วนตัว ที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัยอีกแห่ง เพราะมีเพียงคนเดียวที่รู้ว่าเบื้องหลังนามปากกาภาพวาดมูลค่าแปดหลักคือเด็กหนุ่มคนนี้






"อ้าวเปา มาตรงเวลาเป๊ะเลยนะเรา"






ตะวัน ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ เจ้าของแกลเลอรี ใบหน้าใจดี สวมแว่นสายตากรอบบาง เอ่ยทักด้วยรอยยิ้มอบอุ่นทันทีที่เห็นเปาผลักประตูกระจกเข้ามา ตะวันเลื่อนแก้วนมสดน้ำผึ้งเย็นเจี๊ยบกับเค้กไข่เนื้อนุ่มมาวางตรงหน้าเปาแบบไม่ต้องเอ่ยถาม






เปาดึงหูฟังลงมาพาดคอ นั่งลงบนเก้าอี้ตัวโปรดมุมในสุด ท่าทางเกร็งๆ ที่เคยมีเวลากลัวคนแปลกหน้ามลายหายไป เหลือแค่เด็กหนุ่มที่ดูผ่อนคลายและสบายใจ






"เป็นไงบ้าง ภาพเซ็ต สายฝนยามเที่ยงคืน ที่ประมูลไปอาทิตย์ก่อน ทางผู้ซื้อฝากมาชมใหญ่เลยนะ เขาบอกว่าลายเส้นรอบนี้ให้ความรู้สึกเหงาแต่ก็อบอุ่นแปลกๆ"






"อื้อ..." เปาพยักหน้ารับเบาๆ ดูดนมสดเข้าปากไปอึกใหญ่ ก่อนจะขยับปากพูดประโยคที่ยาวกว่าปกติ "วันนี้... ที่ร้านเดิม เขาเปิดเพลงแจ๊สแผ่นที่เปาชอบด้วย"






ตะวันเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ เพราะปกติเปาแทบจะไม่เปิดปากเล่าเรื่องคนอื่นหรือสถานที่อื่นให้ฟังเลย






"ร้านแผ่นเสียงเก่ายายมะลิน่ะเหรอ? พี่ได้ยินว่าคุณยายท่านเสียไปแล้วนี่ ตอนนี้ใครมาเปิดร้านแทนล่ะ?"






"คนตัวโต..." เปาขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามนึกคำอธิบาย "ตัวใหญ่มาก มีรอยสัก... ตาดูดุ แต่ว่า... เขาไม่ดุ เขาไม่ไล่เปา"






ตะวันมองท่าทางของเด็กหนุ่มแล้วก็หลุดขำออกมาเบาๆ ด้วยความเอ็นดู เขายื่นมือไปแตะไหล่เปาอย่างให้กำลังใจ






"ดีแล้วล่ะ ถ้าเปาชอบเพลงร้านนั้นก็แวะไปฟังได้เรื่อยๆ เลย แต่ถ้าเขารังแกหรือทำให้น้องเปากลัว บอกพี่ทันทีนะ เดี๋ยวพี่ไปจัดการให้"






"เขาไม่ทำ... เขาแค่ยืนเช็ดแผ่นเสียงเฉยๆ" เปาส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน แววตากลมโตเป็นประกายขึ้นมาเมื่อนึกถึงแผ่นไวนิลที่ได้จับเมื่อเช้า "พรุ่งนี้... เปาจะไปฟังอีก"






------------------------------------------
ฝากติดตามด้วยนะครับ
เรื่องนี้น่ารักหนุบหนับ








nuangnut1996 โพสต์ 2026-8-21 16:03:05

สนุกมากครับ

thai_boys โพสต์ 2026-8-22 05:11:08

ขอบคุณมากๆนะครับ
หน้า: [1]
ดูในรูปแบบกติ: เมื่อหัวใจหมุนที่ความเร็วรัก 33 RPM 00