แปลที่แปลว่าควย 2
ในเมื่อรับปากไปแล้วว่าจะทำ... ยังไงก็ต้องทำให้ได้พอกลับมาถึงมหาวิทยาลัย ชีวิตของเด็กปี 2 เอกภาษาอังกฤษอย่างผมก็เริ่มวุ่นวายขึ้นทันตา เพราะเนื้อหาวิชาเอกหลายตัวเริ่มถมเข้ามา ไหนจะต้องอ่านหนังสือ ไหนจะต้องปั่นงานส่งอาจารย์ แล้วนี่ผมยังต้องมานั่งกุมขมับคิดอีกว่าจะสอนอะไร และจะสอนยังไงให้พวกพี่ ๆ ทหารเหล่านั้นเข้าใจดี คิดแล้วมันก็แอบเหนื่อยใจอยู่เหมือนกันนะ... ถอนหายใจไปก็ตั้งคำถามกับตัวเองไปว่า ‘ทำไมตูต้องมาสอนด้วยเนี่ย?’ คณะศึกษาศาสตร์ก็ไม่ได้เรียน แถมตอนนั้นความรู้สึกอยากเป็นครูก็ไม่มีอยู่ในหัวเลยสักนิด แต่แล้วพอนั่งนึกไปนึกมา ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาได้ว่า ควรจะสอนอะไรที่เป็นประโยชน์และพวกพี่เขา สามารถนำไปใช้ได้จริงในทันทีจะดีกว่า สุดท้ายเลยตกผลึกว่าจะสอนคำศัพท์และประโยคง่าย ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เวลาที่พี่ ๆ เขาเดินลาดตระเวนไปเจอชาวบ้าน จะได้เอ่ยปากทักทายกันได้ หรือเวลาไปซื้อของกินของใช้ในตลาดนัด ถ้าได้พูดคุยกับแม่ค้าเป็นภาษาถิ่นสักคำสองคำ ก็น่าจะช่วยสร้างความรู้สึกดี ๆ ตามหลักการ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ ได้ไม่มากก็น้อย ในระหว่างที่กำลังคิดเพลิน ๆ จู่ ๆ เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขัดจังหวะขึ้นมา ผมก้มมองหน้าจอด้วยความแปลกใจเพราะมันเป็นเบอร์แปลกที่ไม่ได้บันทึกไว้ในรายชื่อปลายสายคือ ‘พี่อิน’ โทรมาแจ้งว่าทางค่ายได้เตรียมอุปกรณ์การสอนไว้ให้บ้างแล้ว พวกไวท์บอร์ดพร้อมปากกา ส่วนพวกเอกสารหรือชีทเรียนให้ผมจัดทำและถ่ายเอกสารมา แล้วค่อยนำใบเสร็จมาเบิกเงินคืนได้ คุยไปคุยมาก็เริ่มจับไต๋ได้ว่า สาระเนื้อหาเรื่องงานน่ะมีอยู่แค่นิดเดียว แต่ส่วนใหญ่พี่อิน (ชื่อจริง อินทร อายุ 28 ปี) เอาแต่พูดจาหวานหูใส่ผม ออกแนวเต๊าะแนวหยอดเก่งชะมัด ยิงมุกจีบเก่งซิบหาย พอผมเอ่ยปากถามว่าไปเอาเบอร์ผมมาจากไหน แกก็บอกว่าขอมาจาก ‘พี่นพ’ (ชื่อจริง นพชาติ อายุ 36 ปี) โดยอ้างว่าจะเอาไว้ใช้สำหรับประสานงาน แต่ใจผมคิดว่าแกคงอยากจะมาประสานกายประสานใจกับผมมากกว่าล่ะมั้ง ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งมากมาย เพราะในหัวมีแต่เรื่องเรียนเป็นหลัก รักไม่ยุ่งมุ่งแต่เรียนอยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับสารภาพตามตรงเลยว่า แอบมีจังหวะที่เคลิ้มไปกับคำพูดคะขาหวาน ๆ ของแกอยู่เหมือนกัน... พอนึกถึงภาพทหารหล่อล่ำ จินตนาการมันก็เริ่มเตลิดเปิดเปิง หลับตานึกภาพหุ่นล่ำ ๆ ในเครื่องแบบทหารลายพรางที่ค่อย ๆ ถอดเสื้อออก เผยมัดกล้ามและซิกแพคแน่น ๆ แข็งปั๋งของชายฉกรรจ์ ช่างเป็นภาพที่เซ็กซี่ขยี้ใจและยั่วยวนจนหัวใจดวงน้อย ๆ ของผมสั่นไหวไปหมด ความรู้สึกดิบเถื่อนบางอย่างมันเริ่มตื่นตัวขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว ในขณะที่มือขวายังคงถือโทรศัพท์แนบหูคุยกับพี่อิน มือซ้ายเจ้ากรรมมันกลับค่อย ๆ ลูบคลำไปตามหน้าขาและเป้ากางเกงภายนอกอย่างเพลิดเพลิน “ไอ้ดีน มึงคุยโทรศัพท์แล้วมีอารมณ์อ๋อออ!” เสียงตะโกนแซวดังลั่นห้องของรูมเมททำเอาผมสะดุ้งโหยง หลุดจากภวังค์ความคิดฟุ้งซ่านทันที! ผมหันไปถลึงตาใส่พร้อมกับชูนิ้วกลางใส่หน้ามันเป็นเชิงสั่งให้หุบปากเดี๋ยวนี้ ปลายสายอย่างพี่อินคงได้ยินเสียงเล็ดลอดเข้าไป แกเลยหัวเราะร่วนในโทรศัพท์ด้วยความเอ็นดู แล้วพูดแซวกลับมาอีกสองสามประโยค ก่อนจะทิ้งท้ายหวาน ๆ ชวนใจละลายว่า “ไว้ค่อยเจอกันนะ” แล้วจึงวางสายไป ทิ้งให้ผมยืนหน้าแดงทำตัวไม่ถูกอยู่คนเดียว วันศุกร์นั้นผมไม่ได้กลับบ้านตามปกติ เพราะมีนัดติวและทำกิจกรรมคณะกับเพื่อน ๆ ในเอกช่วงเช้าวันเสาร์ ผมจึงเลือกที่จะกลับบ้านในบ่ายวันเสาร์แทน พอไปถึงบ้าน บรรยากาศเงียบเชียบไม่มีใครอยู่เลย มีก็แต่แม่คนเดียว ส่วนพ่อคงหนีไปนั่งคุยสัพเพเหระที่ศาลาหรือไม่ก็ไปจิบน้ำชาร่วมวงกับพวกญาติ ๆ ในหมู่บ้านเหมือนอย่างเคย ส่วนพี่ชายคนแรกของผม (ซึ่งอายุห่างกับผมประมาณ 12 ปี) ตอนนี้แต่งงานมีครอบครัวและมีลูกปักหลักสร้างรากฐานอยู่ที่อำเภอหนึ่งในจังหวัดยะลาไปเรียบร้อยแล้ว (ผมมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพี่คนนี้ด้วย มีเวลาจะเขียนเล่าในหมวดครอบครัวและญาติ)พี่ชายคนที่สองอายุห่างกัน 9 ปี ทำงานให้รัฐมีรายได้ประจำแถวนั้น แต่ไม่ค่อยอยู่ติดบ้านเท่าไหร่ (มีเรื่องที่อาจเป็นสาเหตุมาจากคนนี้ด้วย) ส่วนพี่ชายคนที่สามอายุห่างกัน 6 ปี ตอนนี้ไปทำงานอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย (อาจมีเรื่องเกี่ยวกับคนนี้นิดหน่อย) ส่วนผมเป็นลูกคนสุดท้อง เรียนอยู่ปีสอง อายุ 20 ปีเต็ม กำลังอยู่ในวัยรักสนุกและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เย็นวันเสาร์ หัวใจผมเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นและกังวล เพราะเป็นครั้งแรกที่จะต้องเดินทางไปค่ายพักชั่วคราวของทหารท้ายหมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ริมทุ่งนาและสระน้ำขุดขนาดใหญ่ (ผมมีประสบการณ์ฝังใจในวัยเด็กที่สระแห่งนี้ด้วย) ค่ายนี้อยู่ห่างจากบ้านผมประมาณ 300 เมตรเท่านั้น แต่จากตัวบ้านจะมองไม่เห็นหรอกเพราะมีทางโค้งและมีแมกไม้หนาทึบคอยบังสายตาไว้ ผมอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดลำลองสบาย ๆ ไม่ได้คิดจะแต่งไปยั่วหรือดึงดูดสายตาใครนอกจากไปทำงาน ออกจะเกร็ง ๆ กล้า ๆ กลัว ๆ ด้วยซ้ำไป วันนั้นตอนที่พี่ ๆ ทหารมาหาที่บ้านเมื่อช่วงเช้า ไม่มีใครอยู่บ้านเลยนอกจากผมเพราะพ่อแม่ไปกรีดยาง พอมารู้ทีหลังว่าผมรับงานนี้ แม่ก็แสดงความกังวลตามประสาคนเป็นห่วงลูก ส่วนพ่อไม่ได้ว่าอะไร สำหรับพวกพี่ ๆ นั้นผมเลือกที่จะปิดบังไว้ไม่ได้บอกใคร ผมเดินทางไปถึงหน้าค่ายตามเวลาที่กำหนด มีพี่ทหารเวรยามคนหนึ่งเดินนำผมลัดเลาะเข้าไปตามแนวเต็นท์ทหารและสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวรอบ ๆ ผมไม่ได้โฟกัสสายตาไปที่ไหนไกลนอกจากทางเดินตรงหน้า รอบค่ายมีรั้วลวดหนามล้อมรอบ ปักด้วยไม้ไผ่เหลาแหลมดูแน่นหนา มีสแลนกันแดดและตาข่ายสีดำขึงสูงขึ้นไปประมาณ 5 – 6 เมตร ทางเดินภายในโล่งเตียน มีบริเวณลานจัดกิจกรรมที่สะอาดสะอ้าน พื้นที่ในค่ายน่าจะกว้างขวางพอสมควร จนกระทั่งเดินมาถึงอาคารน็อกดาวน์หลังหนึ่ง ที่นั่นมีเหล่าชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบประมาณ 15 คน นำโดยจ่านพ พี่อิน และ พี่พง (ชื่อจริง พงศักดิ์ อายุ 28 ปี) จ่านพหันมาบอกให้ผมแนะนำตัวกับทุกคน วินาทีนั้นตาผมเริ่มพร่า กวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วนึกในใจว่า ‘กูหลุดเข้ามาอยู่ในดงผู้ชายชาติทหารเข้าให้แล้ว!’ บางคนยังอยู่ในชุดลายพรางเต็มยศ บางคนสวมเสื้อยืดซับในกับกางเกงขาสั้นสบาย ๆ กลิ่นอายความเป็นลูกผู้ชายในเครื่องแบบมันอบอวลไปหมดจนผมใจสั่น ปากคอสั่นตอนแนะนำตัว มือสองข้างเผลอลูบแขนตัวเองเพราะความประหม่าขั้นสุด พี่อินรับหน้าที่เป็นพิธีกร คอยยิงคำถามสัมภาษณ์ผมท่ามกลางเสียงแซว วี๊ดวิ้ว ของเหล่าพลทหารหัวเกรียน โดยเฉพาะพี่พงที่ดูจะขี้เล่นเป็นพิเศษ แต่เสียงแซวก็ไม่ได้ดังมากนักเพราะยังต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด ผมพยายามเก็บอาการอย่างสุดความสามารถ ทำหน้านิ่งขรึมประหนึ่งลูกแมวน้อยกำลังพองขนขู่ฝูงหมาป่า ทั้งที่ในใจสั่นระริก คืนแรกนี้ยังไม่มีการเรียนการสอนอะไรมาก เป็นเพียงการทำความรู้จักพื้นเพของแต่ละคนและละลายพฤติกรรม พี่ทหารหลายคนแสดงออกรั่ว ๆ ตลกโขกฮา คงเพราะถนัดงานสันทนาการมาตั้งแต่สมัยเป็นทหารเกณฑ์ ส่วนใหญ่เป็นพลทหารจบมัธยมปลายไม่ก็ ปวช. และย้ายมาจากจังหวัดอื่น พี่อินมาจากสุพรรณบุรี พี่พงมาจากเพชรบุรี ทั้งสองคนสมัครใจเข้ามาเป็นทหาร ส่วนจ่านพมาจากตรัง พอจับมายืนเทียบกันแล้วแกสูงใหญ่มากจนผมดูเตี้ยล่ำไปเลย หุ่นฟิตและเฟิร์มสมกับเป็นหัวหน้าหน่วย อกผายไหล่ผึ่ง หน้าตาดุดันเคร่งครัดในระเบียบวินัย แต่พอแกหันมามองผมกลับยิ้มมุมปากข้างหนึ่ง ดูเจ้าเล่ห์และมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างบอกไม่ถูก แกคงต้องคีพลุคเข้มต่อหน้าลูกน้องแน่ ๆ เห็นแบบนั้นแล้วจินตนาการส่วนลึกของผมก็ทำงานทันที แอบคิดอยากจะเข้าไปซบหาไออุ่นจากอกแกร่ง ๆ นั้นจัง แม้จะรู้ว่าแกแต่งงานมีลูกแล้ว แต่อาการแอบกรี๊ดในใจและหมกมุ่นกับความหล่อล่ำแบบนี้ มันทำให้ผมแอบตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่า ‘นี่กูเป็นคนแอบร่านในหรือเปล่านะ?’ ก่อนจะเลิกกิจกรรมในคืนนั้น จ่านพได้ประกาศสั่งการทหารทุกนายตรงนั้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ให้เคารพผมในฐานะครูอาจารย์ ทำอะไรให้มีขอบเขตและให้เกียรติ อย่าทำให้ผมต้องลำบากใจ และที่สำคัญที่สุดคือเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของผมและทุกคน ผมรีบโบกมือบอกว่าไม่เป็นไรเลยครับ เป็นกันเองดีกว่า เพราะผมเองก็อายุน้อยกว่าและยังเป็นแค่นักศึกษาอยู่เลย มีโอกาสได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์และช่วยติวภาษาให้พี่ ๆ ก็ดีใจมากแล้ว (แต่ในใจลึก ๆ แอบคิดอกุศลตามประสาคนแพ้ทางคนในเครื่องแบบไปไกลลิบ) พี่อินขอจ่าไปส่งผม พี่พงจะไปด้วยแต่แกติดเวรพอดี ก่อนกลับพี่อินชวนผมไปดูที่พักแก แกอยู่กับพี่พงสองคน ในห้องมีชุดและอุปกรณ์ทางทหาร รกหน่อยตามประสาชาย แกนั่งบนเบาะนอนแล้วลากผมนั่งข้างแก“น้องดีน กลัวพี่เหรอ...” พี่อินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม พลางสายตาคมกริบนั้นจ้องลึกเข้ามาในตาผม “ที่พูดเมื่อกี้ว่ายังไม่มีแฟนนะ จริงเหรอ... พี่ดีใจนะเนี่ย” ผมรู้สึกหน้าร้อนผ่าว รีบหลบตาแกแล้วเสมองไปทางอื่น “ผมยังไม่มีแฟนครับ” ผมตอบกลับไปเสียงเบาพร้อมอมยิ้มเขิน ๆ ทำตัวไม่ถูก “งั้นคบกับพี่ไหม?” พี่อินหยอดคำหวานใส่ทันที ผมหันไปมองแกอีกครั้งด้วยความสับสน “คบแบบไหนพี่ ผมยังไม่อยากมีคนรักนะ... อีกอย่างพี่ก็แต่งงานมีครอบครัวแล้วไม่ใช่เหรอ” สมองผมเริ่มประมวลผลอย่างหนัก เพราะคิดว่า คำว่าคนรักกัน มันมีพันธะและเงื่อนไขมากมาย เห็นผมทำหน้าเครียดและกังวลแบบนั้น พี่อินเลยขยับเข้ามาใกล้แล้วพูดว่า “น้องดีนไม่ต้องกังวลเรื่องเมียพี่หรอก เราอยู่ทางนี้ น้องไม่พูด พี่ไม่พูด เขาไม่มีทางรู้หรอก...” ห้ะ...! นี่พี่อินกำลังทอดสะพานหรือกำลังยั่วให้ผมตบะแตกกันแน่? เพราะตอนนี้แกอยู่ในชุดเสื้อยืดทหารสีเขียวเข้ารูปกับกางเกงกีฬาขาสั้น นั่งท่าทางสบาย ๆ จนเห็นรูปร่างส่วนสัดความเป็นชายใต้กางเกงเด่นชัดตามจังหวะการขยับตัว ถึงแม้ในหัวผมจะมีความคิดแรด ๆ ซุกซนแค่ไหน แต่เนื้อแท้ผมไม่ใช่คนใจกล้าก๋ากั่นขนาดนั้น... ผมยังเป็นคนประเภทใช้หลักเหตุผลและความถูกต้องมาก่อนความรู้สึกเสมอ เจอกันคืนแรกจะให้ลึกซึ้งล่วงเกินกันเลยเหรอ ใครที่ไหนเขาทำกันล่ะ! ด้วยความประหม่าไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหน สายตาผมดันเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งซุกอยู่ใต้หมอน เลยคว้ามาเปิดอ่านแก้เก้อ แต่... อ้าว! นี่มันหนังสือผู้ใหญ่ (หนังสือโป๊) นี่หว่า! ภาพประกอบด้านในทำเอาจากที่แค่เขินกลายเป็นหน้าแดงแปร๊ดด้วยความอายจนทำตัวไม่ถูก พี่อินเห็นท่าทางของผมแกก็หัวเราะร่วน นัยน์ตาเป็นประกายวิบวับ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำกระเส่าที่ฟังดูเปี่ยมไปด้วยความต้องการ “น้องดีนชอบแบบนี้ไม่บอก... พี่ทำให้ได้นะ... รับรองน้องได้ตื่นเต้นแน่ นะครับน้องดีน... คบกันนะ... เป็นกิ๊กกันก็ได้” นาทีนั้นชัดเจนเลยว่าแกกำลังโดนความเหงาและความต้องการครอบงำเต็มที่ มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุขลูบไล้ไปตามเนื้อตัวและกางเกงของตัวเองจนเห็นรอยนูนเด่นชัด ชวนให้จินตนาการไปถึงไหนต่อไหน แย่แล้ว... ถ้าอยู่ต่อมีหวังเตลิดแน่ ๆ ผมจึงรีบดึงสติกลับมา “ใจเย็น ๆ พี่ ให้ผมกลับไปคิดก่อน พรุ่งนี้ผมก็มาสอนอีก” ผมอยู่ต่อไม่ได้แล้ว ไม่งั้นตบะที่เพียรสร้างมาได้แตกกระเจิงแน่ ๆ “น้องดีน... แม่ง... ปล่อยให้อยากแล้วจากไป” พี่อินบ่นอุบพร้อมพูดกระเซ้าต่อด้วยสายตาอ้อนวอน “ไม่ช่วยพี่จริง ๆ เหรอ เนี่ย... มันตื่นตัวเต็มที่แล้วนะ” แกพยายามขยับกางเกงและส่งสายตายั่วยวน ชี้ชวนให้มองความต้องการที่ปิดไม่มิด เพื่อหวังให้ผมใจอ่อนยอมช่วยหยิบจับหรือทำกิจกรรมบางอย่างให้หายอยาก ผมแทบหน้ามืด สติสัมปชัญญะเริ่มแกว่งไกวกับแรงอารมณ์ตรงหน้า “พรุ่งนี้นะพี่...” ปากเจ้ากรรมดันไวเกินเหตุ ตอบแกไปเหมือนโดนมนต์สะกด จะกลับคำก็ไม่ทันแล้ว เพราะพี่อินรีบคว้าโอกาสทันที “รับปากพี่แล้วนะ ห้ามผิดสัญญา!” พี่อินได้ทียึดคำนั้นเป็นสัญญามั่นเหมาะ โธ่... ไม่น่าออกปากไปเลย ไอตัวผมก็ดันเป็นคนรักษาคำพูดเสียด้วยสิ ความรู้สึกตอนนั้นมันก้ำกึ่งระหว่างลำเบียงใจ แต่ลึก ๆ ในใจก็แอบตื่นเต้นและอยากลองมีประสบการณ์แปลกใหม่กับคนในเครื่องแบบอยู่เหมือนกัน ช่างเหอะ... เอาไงเอากัน ดูกันไปตามน้ำ หลังจากนั้นพี่อินก็จัดการจัดแต่งเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย แล้วเดินมาส่งผมที่บ้าน ระหว่างทางเดินกลับเราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันเลย บรรยากาศมันเงียบสงัดมาก เวลาสามทุ่มในหมู่บ้านชนบทที่รอบข้างมืดมิด เสียงลมพัดหรือเสียงคนคุยกันย่อมได้ยินชัดเจนถ้าตั้งใจฟัง แต่ในหัวของผมตอนนี้มันไม่เงียบเลยสักนิด ความคิดมันวิ่งพล่าน คิดฟุ้งซ่านไปเยอะมาก... ‘พรุ่งนี้สินะ... กูต้องทำเรื่องอย่างว่ากับพี่อินจริง ๆ เหรอ แล้วจะทำกันที่ไหน อย่างไร จะมีใครมาเห็นหรือเปล่า?’ เห้อ... คิดไปคิดมาก็เดินมาถึงหน้าบ้านพอดี เราสองคนกล่าวลากันตามมารยาทนิดหน่อย แต่พี่อินก็ยังไม่วายหันมากระซิบย้ำด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ว่า “อย่าลืมคำพูดนะครับน้องดีน” ท่าทางแกดูตื่นตัวและกระเหี้ยนกระหือรือมาก ส่วนผมได้แต่ยืนมองตามหลังพลางถอนหายใจยาว ๆ กับเรื่องวุ่น ๆ ที่กำลังจะตามมาในวันพรุ่งนี้...ปล. ชอบไม่ชอบอย่างไร คอมเมนต์ติชมได้นะครับ ใครไม่ชอบขอให้ปล่อยผ่านนะครับ ผมถนัดแบบนี้อาจจะไม่ถูกใจใครหลายคน
สนุกมากครับ สนุกมากครับ พรุ่งนี้จะได้ของหลวงแล้ว{:5_146:} ลุ้นตามเลยครับ :loveliness: ขอบคุณมากครับ น้องดีนเข้าอยู่ในดงผู้ชายวัยกลัดมันให้เขาแล้ว น้องดีนจะได้กินรอบวงหรือแค่บางคนรอติดตามครับ ขอบคุณครับ สนุกมากครับ {:5_126:}{:5_126:}{:5_126:} ขอบคุณมากครับ ขอบคุณครับ ตื่นเต้นดี ขอบคุณครับ น่าติดตามครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ สนุกดี ชอบสิครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ