รักแรกที่ยังฝังใจ
แค่อยากเล่าบ้าง (อาจเป็นการระบายด้วย 555) ถ้าใครขี้เกียจอ่านก็ข้ามไปได้นะครับมันเริ่มต้นสมัยมัธยมต้น(สมัยก่อนประมาณ 2010) ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบผู้ชาย Vibe ของผมตอนนั้นเป็นเด็กติ๋ม เรียนดี(ไม่ได้ถึงกับ Top ห้อง แค่ประมาณ 8/10 ของห้อง) ชอบเล่นเกมส์ ขี้อาย นิ่งๆ พูดไม่ค่อยเก่ง แต่ก็มีคนเข้าหาบ้างนะ ส่วนใหญ่ก็มาขอยืมการบ้านไปลอก หรือขอให้เราอยู่งานกลุ่มด้วย ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ให้เขาเอาการบ้านไปลอก ตั้งใจทำงานกลุ่ม บางทีช่วงติด ร แก้ ร ก็ทำงานค้างให้เพื่อนเลยด้วยซ้ำ (เพื่อนส่วนใหญ่เป็นนักกีฬา สอบเสร็จ จะเป็นช่วงปิดเทอม ซึ่งเป็นช่วงแก้ ร และเป็นช่วงที่นักกีฬามาเก็บตัวซ้อมที่โรงเรียนกันด้วย ซึ่งเพื่อนนักกีฬามันบอกไม่มีเวลาให้เราช่วยทำให้หน่อย) ไอ้เราก็คิดแค่ว่า "ฉันก็มีคนให้ความสำคัญหรือมีคนใส่ใจบ้างเหมือนกันนะเนี่ย" และเข้าใจผิดไปเองว่า การที่ยอมเสียเปรียบเรื่องแบบนี้เพื่อซื้อใจเพื่อนๆ คือคุณค่าเดียวที่เรามี ซึ่งมันก็จริงบางส่วน จนกระทั้ง เจอเพื่อนนักบาสคนนึง คือเราชอบเผลอไปมองเขาบ่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เขาเป็นนักบาส สูงตี๋ หล่อ ดูดีเลย ในเว็ปบอร์ดของโรงเรียน (คล้ายPantip แต่เป็นเว็ปของโรงเรียน) ก็มีคนตั้งกระทู้ตั้งหวีดและชื่นชอบถึงเพื่อนคนนี้อยู่เรื่อยๆ มันชื่อ M (นามสมมติ) ไอเราก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องคนอื่นสักเท่าไหร่ ช่วงม.ต้น ไม่มีการย้ายห้อง เราอยู่ห้องเดียวกันยันม. 3 เลย มันก็เข้ามาแนวเดียวกันกับเพื่อนคนอื่นๆ เลย คือเริ่มจากมาขอลอกการบ้าน ขออยู่งานกลุ่มด้วยบ่อยๆ กลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ไม่ว่าจะวิชาอะไรก็ขออยู่ด้วยตลอด มีไปทำโครงการวันหยุด(กึ่งๆไปเที่ยวด้วยแซมๆ) ช่วงใกล้สอบก็มาติวข้อสอบกัน ตอนนั้นฟิลลิ่งของผมคือมีความสุขมาก "มีเพื่อน ๆ (และไอ M) ให้ความสำคัญกับเราขนาดนี้เลยนะ" (สำหรับผมตอนนั้น มันดูคล้ายๆว่าเป็นความรัก ซึ่งผมคิดไปเองทั้งนั้น) ความสัมพันธ์ที่เรามีต่อเขามันเริ่มมากกว่าคำว่าเพื่อน เราเริ่มรู้สึกกับเขามากกว่านั้น แต่เราก็ยังไม่รู้ตัว ว่านั่นคือความรู้สึก "รัก" และรักแรกที่เราชอบก็เป็นเพื่อนผู้ชาย เรารู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เจอเขาจนตกผลึกตัวเองว่านี่เราคงรักเขาแล้วใช่ไหม นี่เราชอบผู้ชายหรอ มองย้อนดูความรู้สึกตัวเองคำตอบ คือ "ใช่ เราตกหลุมรักเขาไปแล้ว" (ผมไม่มีเพื่อนสนิทเป็นตัวเป็นตนเลยนะครับ เวลามีปัญหาอะไรชอบไม่บอกใคร พยายามแก้ด้วยตัวเอง คล้ายว่าจะเป็นเด็กเก็บกดด้วยหล่ะมั้งครับ) ซึ่งแน่นอนผมก็บอกใครไม่ได้ ปรึกษาใครก็ไม่กล้า ยิ่งพ่อแม่ยิ่งแล้วใหญ่เลย คือ ถ้าบอกเท่าป่าวประกาศว่าเราเป็น "เกย์" ก็เลยเลือกที่จะเก็บไว้คนเดียว หลังจากนั้น ผมก็มีเริ่มมีอาการเปลี่ยนไป มีอาการเขินบ้าง เริ่มเขาหาเขาบ่อยๆ เขาหาเรื่องอื่นๆ นอกจากเรื่องเรียนบ้าง จนกระทั่งไอ M มีแฟนเป็นผู้หญิงห้องเดียวกัน ซึ่งเราก็รู้จักแล้วก็พูดคุยกับเธอคนนั้นอยู่ เราก็พยายามทำตัวปกติ พูดคุยช่วยเหลือ ทั้งสองคนปกติเหมือนที่เคย แต่ข้างในมันเศร้าไปเรียบร้อยแล้ว เป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มรสความเศร้าจากความรัก มันรู้สึกว่าตัวมันกรวงๆ โหวงๆตรงช่วงกลางอก เวลามีลมผัดผ่านเรามันหนาวสั่นไปมากกว่าปกติมาก นอนคลุมโปงเปิด mp3 เล่นเพลงเศร้า ตอนนั้นเพลงเศร้าอะไรออกใหม่คือทัชใจหมด ลิ้มรสชาติของเพลงเศร้าได้อย่างเต็มที่เลย สักพักพวกเขาก็เลิกกัน เราไม่ได้ไปปลอบใจเธอคนนั้นหรอกนะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่เพื่อสนิทของเธอจะดีกว่า ตอนนั้นเป็นช่วงใกล้จบ ม.3 กันแล้ว เราจะไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันอีกแล้ว เราก็อยากจะบอกความรู้สึกของเราให้มันรู้ (เราตอนนั้นมันติ๋มเฉิ่ม ไม่มีรสนิยมอะไร) ตอนไปทัศนศึกษา ก็เลือกซื้อกรอบรูปลักษณะคล้ายชายหาด มีคำว่า "รักนะ" อยู่ตรงกลางด้านบนใส่กล่องของขวัญเรียบร้อย เราก็รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วก็เอาไปให้มันจนได้ ใจของเราเต้นรัวมาก ตื่นเต้น ลุ้น ตอนนั้นเหมือนตัวจะแตกให้ได้เลย ไอ M มันแค่เปิดดูแล้ว ยื่นของขวัญคืนเราแล้วก็ไม่พูดอะไร แล้วก็เดินจากไป ผม งง อึ้ง สตั๊น แล้วก็เจ็บจึกเลย เศร้าซึม มันไม่ฟูมฟายนะ มันเจ็บข้างในโหวงๆ เหมือนเป็นดาเมจตอดๆ ในใจไปเรื่อยๆ เศร้าซึมเศร้านาน มีอะไรมทริคเกอร์ทีก็มีอาการหนักที ตอนนั้นโทษตัวเองกูทำอะไรไปวะ กูไม่น่าทำอะไรแบบนี้เลย หลังจากนั้นก็ปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้น ม.4 แล้วแยกห้องกัน ผมอยู่ห้องวิทย์-คณิต มันอยู่ศิลป์คำนวน ซึ่งได้เจอกันอยู่บ้างแต่ก็ไม่บ่อยแล้ว มีทักตามมารยาทบ้าง แต่มันก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกครั้งที่เราเจอเขา เราจะรู้สึกผิดที่ทำอะไรแบบนั้นไป เผลอไปบอกขอโทษเขา เขาดูรำคาญ เราก็ยิ่งเจ็บ เรายังตัดใจจากเขาไม่ได้ยันจบ เศร้าซึมอยู่คนเดียว ม.6 จนเวลาผ่านไปเริ่มสร้างกำแพงให้ใจตัวเอง ใครที่เข้ามาในฐานะเพื่อนพี่น้อง เราก็จะเบร็คความรู้สึกตัวเองตลอดไม่ให้เกินกว่านั้นตลอด พยายามไม่รักคนรู้จักหรือใครสุ่มสี่สุ่มห้าอีก จนเป็นนิสัยไปแล้ว ซึ่งก็เป็นผลกระทบมาถึงปัจจุบันยังคงทำอยู่ เพื่อนก็คือเพื่อนจะไม่มีอะไรมากกว่านั้น ถ้ามีขึ้นมาแม้แต่เล็กเราก็จะตัดใจตั้งแต่ต้นๆ เป็นเซฟตี้คัตไฟบ้าน ที่ดับไฟตอนที่เกิดไฟลัดวงจรหล่ะมั้งครับ อยากบอกว่าปัจจุบันทุกครั้งที่มองย้อนกลับไปก็ยังเจ็บอยู่ทุกครั้งเลยครับ
เรื่องราวก็เป็นประมาณนี้ ขอบคุณที่เสียสละเวลาอันมีค่ามาอ่านนะครับ รบกวนด้วยจริงๆ ขอบคุณมากครับ
สนุกมากครับ
หน้า:
[1]