แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Hot_hormone เมื่อ 2026-4-13 14:37
- 5 -
- ราฟาน -
“โอ้โห แต่งตัวเรียบร้อยมาก” มนัสกล่าวทักพร้อมมองดิษฐ์ตั้งแต่หัวยันเท้า
“ก็ต้องแต่งตัวสุภาพสินัสให้เกียรติเพื่อนร่วมงานกับมหาวิทยาลัย”
ดิษฐ์ตอบแล้ววางเก็บสัมภาระเข้าตู้ส่วนตัวข้างหลังร้าน
“จ้าแต่งแบบนี้ให้เกียรติกับร้านฉันมาก”
“แบบนั้นก็ดี ว่าแต่แม่ครัวทำอะไรให้กินเหรอวันนี้? หิวมากเลย”
“ไปดูที่โต๊ะเลยจะพอรู้ว่าแกจะมา ฉันก็เตรียมไว้เพียบ”
“แหม รู้ใจจัง”
ดิษฐ์กำลังจะเดินไปหลังร้านเสียงเข้ม ๆ ของชายหนุ่มก็ดังขึ้นที่หน้าร้าน “อ้าว พี่ดิษฐ์”
เจ้าของเสียงเสียงกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาดิษฐ์หน้าตาของชายหนุ่มดูสุภาพ ใส่แว่น แต่งตัวสไตล์ศิลปิน พร้อมสะพายกีต้าร์โปร่ง “สวัสดีครับพี่ผมดีใจที่เจอพี่นะครับ ผมไม่เจอพี่มาเกือบสามเดือนเลยนะครับ”
“คือพี่ ...”
“โอ๊ย! ชาร์ป แกก็รู้ว่าคุณท่านเล่นตัวจะตายแถมตอนนี้เป็นอาจารย์เต็มตัวแล้วด้วย ท่าทางจะมาได้ไม่บ่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้วละ” มนัสพูดแล้วเทน้ำแข็งลงเหยือกแก้วทรงสวย “ดิษฐ์ แกลองชิมหน่อยสิสูตรใหม่แบบที่แกน่าจะชอบ” พูดจบ มนัสก็รินค๊อกเทลสูตรใหม่ลงในแก้วเเชมเปญประดับกลีบดอกทองหลาง
“ตอนนี้อะนะร้านยังไม่เปิดด้วยซ้ำ” ดิษฐ์มองเพื่อนตัวดี แต่ก็อดมองดูค๊อกเทลสีสวยนี้ไม่ได้
“ฉันจะตั้งชื่อมันว่า Tiger’s Claw” มนัสพูดพลางภูมิใจ
“หืม. . . กรงเลือเสือไปอีก ดุดันมาก อะไรทำให้ตั้งชื่อมันแบบนี้เหรอ”
มนัสยิ้ม “คือวันก่อนคุณราฟานขอชงค๊อกเทลเอง คือมันดีมากอะแก เหล้ารัมสีเหลืองผสมน้ำผึ้งนิดหน่อยตามด้วยน้ำสับปะรดคั้น ปิดจบด้วยไซรัปทับทิม ดูสีสิแกเหลืองอำพันสวยมาก คุณราฟานเรียกมันว่า Tiger’s claw”
“สรุปคือไม่ได้คิดเองเลย”
มนัสค้อนขวับ “อย่างน้อยเราก็เอามาผสมกับผงมุกละกัน ดูสิพอคนแล้วจะมีประกายมุกอยู่ข้างในสวยปะละ . . . ว่าแต่คุณราฟานก็เก่งไม่เบานะเนี๊ยะ คิดสูตรนี้ได้ยังไง ทั้งสวย ทั้งอร่อย”
‘ตึ๊ง’ ชาร์ปกดคีย์เปียโนหวานๆแล้วหันมาพูดกับดิษฐ์ “พี่ดิษฐ์จะร้องเพลงอะไรบ้างครับคืนนี้”
ทั้งห้องเงียบแป๊บหนึ่งแล้วดิษฐ์ก็พูดตัดบท “ไม่น่าจะร้องนะ”
“ได้ไงละ!” มนัสโพล่งกับถลึงตา “ไม่ร้องไม่ได้นะเมื่อวานคุณราฟานรอฟังเสียงของนาย วันนี้เขาบอกว่าเขาจะมาใหม่ ถ้านายไม่ร้องเราเสียลูกค้ารายนี้แน่”
“งั้นก็ให้ผมร้องสิครับพี่นัส”จู่ ๆ เสียงเท่ ๆ ของชายหนุ่มผมสีเทาควันบุหรี่ก็ดังมาจากหลังร้านมนัสหันขวับไปมอง ชายหนุ่มเจ้าของเสียงเดินออกมาพอดี ในมือชามข้าวเจ้าตัวกำลังเคี้ยวตุ้ย ๆ
“สนยังไงนายก็ต้องร้อง แต่จะให้นายกับพลอยใสร้องสลับกันคู่เดียวไม่ได้” มนัสแย้ง
“แหมๆ อยากฟังอาจารย์ดิษฐ์ร้องก็บอกมาเหอะพี่นัส” เจ้าผมเทาไม่พูดเปล่าเขาเดินมาสวัสดีดิษฐ์อย่างนอบน้อม แล้วยื่นถุงกระดาษให้ “ของขวัญเรียนจบปริญญาเอกและได้งานนะครับอาจารย์”
ดิษฐ์ยิ้มแล้วอ้าแขนพร้อมกอดศิษย์รักของตน “ขอบใจนะสน”
“ยินดีครับผมกับพลอยเลือกให้อาจารย์นะครับ หวังว่าจะชอบ”
ดิษฐ์เปิดของขวัญดูก็พบกล่องปากกายี่ห้อหรูเขาอึ้งแวบหนึ่ง “ชอบสิ แต่อันนี้แพงนะ”
“โธ่จารย์ผมหารกับพลอยก็ไม่แพงแล้วครับ” สนพูดพร้อมยิ้มตาตี่เด็กหนุ่มคนนี้เป็นลูกศิษย์ของดิษฐ์ตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัยตอนนั้นดิษฐ์เป็นติวเตอร์ส่วนตัว ตอนนี้อยู่ปีสี่แล้ว แถมเป็นหนุ่มเนื้อหอมเจ้าเสน่ห์หน้าใสแล้วตัวสูง ดิษฐ์เฝ้าดูผลการเรียนของสนมาตลอดเพราะเจ้าตัวอยากหารายได้พิเศษช่วยเหลือที่บ้าน ดิษฐ์เลยแนะนำให้มาร้องเพลงที่ร้านนี้เจ้าตัวก็ทำได้ดี ดีเกินคาดเสียด้วย
“Do you remember me? The ‘me’ you once smiled for. The ‘me’ you once sang for. The‘me’ you once kissed that I so adored” สนร้องเพลงเสียงทุ้ม คลอไปกับแนวเปียโนของชาร์ปที่ลงตัวไม่มีที่ติดิษฐ์ยิ้มให้กับทั้งสองคน คนหนึ่งลูกศิษย์อีกคนก็เพื่อนในวงที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี เขามองไปรอบร้านที่ไม่ได้มาเสียนานบรรยากาศคุ้นเคย ร้านนี้เป็นร้านนั่งชิวตกแต่งได้ละเมียดละไมตามสไตล์ไทยประยุกต์ผสมกับความหรูหราของตะวันออกลาง ร้านนี้มีสองชั้น เวทีอยู่ตรงกลางชั้นล่างชั้นสองเป็นเหมือนระเบียงให้มองลงมาดูงานแสดง ด้านหลังเวทีส่วนลึกเป็นบาร์เครื่องดื่มชั้นวางขวดสูงชนเพดานชั้นสอง ระยิบระยับด้วยขวดสีอำพันและอีกหลากหลายสีสันราคาแพงดิษฐ์ชอบแสงไฟของที่นี่ มันดูอุ่นตา โต๊ะหน้าบาร์และโซฟาเป็นเบาะนุ่มโต๊ะรับรองแขกเป็นไม้สักนำเข้า แต่เก้าอี้เป็นเบาะกำมะหยี่ดิษฐ์มองความชันของชั้นหนึ่งที่ทอดต่ำลงมาจากหน้าร้านถึงกลางเวทีมนัสเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด แต่ชื่อร้านดิษฐ์เป็นคนตั้งให้ ชื่อว่า “Sanctuary”
“กี่โมงแล้วเนี่ยเฮ๊ย ! ! อีกชั่วโมงกว่า ๆ ต้องเปิดรับลูกค้าแล้วคืนนี้โต๊ะเต็มด้วย” มนัสพูดพร้อมทำท่าลนลานอย่างที่ทำประจำ เขาหันขวับมาหาดิษฐ์ก่อนจะเริ่มตรวจความพร้อมของร้าน “คืนนี้แกต้องร้อง”พูดจบก็เดินจ้ำอ้าวไปหน้าร้านทันที ดิษฐ์ได้แต่ยิ้มเหนื่อยแทน
“เอาตรงนี้ขึ้นสูงอีกหน่อยไปไหมครับพี่ชาร์ป” สนพูด ตอนนี้นักดนตรีคนอื่น ๆ เริ่มขึ้นเวทีพร้อมปรับเครื่องดนตรีประจำตำแหน่งทุกคนที่ดิษฐ์รู้จักยกมือไหว้เขากันหมด เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจที่อยู่กับคนที่คุ้นหน้ามือข้างหนึ่งเผลอกุมสร้อยคอที่ไม่เคยห่างจากอก ‘ดิษฐ์มีความสุขครับแม่’
พอถึงเวลาหนึ่งทุ่ม ลูกค้าที่เคยยืนรอเวลาเปิดก็ทยอยกันเข้ามา ดิษฐ์เดินอยู่แถวเคาท์เตอร์บาร์ยิ้มต้อนรับแขกทุกคนอย่างเป็นมิตร บางคนคุ้นหน้า บางคนมาใหม่ แต่ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่ชื่นชอบดนตรีสดดิษฐ์พาแขกเข้าไปนั่งโต๊ะด้วยภาษาอังกฤษที่ชำนาญรับออเดอร์ลูกค้าและช่วยเด็กเสิร์ฟ ทุกอย่างในช่วงแรกดูวุ่นวายแต่พอลูกค้านั่งโต๊ะครบ ดิษฐ์ก็เดินมานั่งที่ข้างเวทีดูการแสดงฟ้อนรำแบบไทยประยุกต์ที่เป็นโชว์เปิดเวที พวกนางรำแต่งตัวสวยท่วงท่าอ่อนช้อยจนเขาเหม่อ
“ทางนี้ครับท่าน”ชายสูทดำผายมือให้ชายร่างใหญ่ สูทสีเทา ตัวสูงหน้าตาหล่อเหลาจนแทบทุกโต๊ะเผลอมองเขา ดิษฐ์ก็เช่นกัน
“น้องครับเจ้านายของพี่ขอชุดใหญ่นะคืนนี้” ชายสูทดำบอกเด็กเสิร์ฟที่ยกมือไหว้ผู้มาใหม่ชายสูทเทาหล่อคมคายจนหลายคนจดจ้องแล้วยิ้มขวยเขิน เขาดูมีมาดสูทที่ใส่ก็น่าจะแพงระยับ โครงหน้านั้นราวกับเทวดา ตาคม คิ้วเข้มหนา จมูกโด่งปากกระจับสีธรรมชาติ รับกับหนวดเคราที่ตกแต่งมาอย่างประณีตเขาจะรู้ตัวไหมนะว่าทุกสายตากำลังจดจ้อง ดิษฐ์มองชายผู้นั้นอยู่สักพัก นึกในใจ ‘ราฟาน’
- - จบบทที่ 5 - -
|