เมื่อผมข้ามมิติและต้องแต่งงานกับผู้ชาย 4 คนพร้อมกัน Ch.27
ในยามเช้า แสงแดดจางๆ ลอดผ่านไอหมอกสีขาวลงมา ส่องกระทบลงบนใบหน้ายามหลับใหลของเหล่าสวามีที่รายล้อมอยู่รอบกาย
ผมยังคงขลุกตัวอยู่ในอ้อมแขนอุ่นของแรนทีล ใบหน้าที่เคยซีดเซียวดูผ่อนคลายลงกว่าเมื่อคืนมาก คงเป็นเพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาต้องเหน็ดเหนื่อยสาหัสกับการฝืนกฎกาลเวลาเพื่อยื้อชีวิตผมไว้
เขาคงใช้พลังเวทและพลังชีวิตไปจนหมดหน้าตักจริง ๆ ถึงได้หลับลึกราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกเช่นนี้
ถัดไปไม่ไกล ไคเรน นอนขดตัวอยู่บนพรมขนสัตว์เก่า ๆ สภาพผมเผ้าที่เคยจัดทรงเนี้ยบยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ส่วน เฟลด์ และ เอลเซียน ที่เพิ่งกลับจากการลาดตระเวนเมื่อคืน ก็นั่งพิงผนังหลับไปทั้งท่านั่ง กอดอกแน่นแต่คอพับคออ่อนกันไปคนละทิศละทาง เหมือนเพิ่งจะได้งีบหลับไปเมื่อรุ่งสางนี่เอง
คนตัวโตพวกนี้…
เวลาหลับกลับดูไม่ต่างจากเด็กเลยจริง ๆ
ความคิดซุกซนแวบเข้ามาในหัว... ภาพจินตนาการถึงเด็กตัวน้อย ๆ ที่วิ่งเล่นกันเจี๊ยวจ๊าว
‘ถ้าพวกเขามีลูกกับเราทุกคนก็คงดีนะ...’
ผมวาดฝันถึงเด็กน้อยที่มีดวงตาสีเหมือนกันกับพ่อของพวกเขา... เด็กที่มีดวงตาสีเขียวมรกตน่าหลงใหลเหมือนไคเรน สีเหลืองอำพันดุจพยัคฆ์เหมือนเฟลด์ สีม่วงลึกลับทรงพลังเหมือนเอลเซียน และสีฟ้าประกายดั่งเกล็ดน้ำแข็งเหมือนแรนทีล...
‘คงช่างสวยงาม... เหมือนกับดวงดาวหลากสีที่ส่องแสงวิบวับอยู่เต็มท้องฟ้าแน่ ๆ’
ผมเผลอหัวเราะคิกเบา ๆ กับความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง
“เซย์เรน… มีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้นอย่างนั้นหรือ”
เสียงแรนทีลแหบพร่าเพราะเพิ่งตื่น เปลือกตาสีมุกค่อย ๆ ปรือขึ้นอย่างงัวเงีย ก่อนจะคลี่ยิ้มจาง ๆ เมื่อเห็นหน้าผม เขาเลื่อนมืออุ่นมาแตะที่แก้ม แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยรอยยิ้มที่เปื้อนใบหน้าผมอยู่อย่างแผ่วเบา ก่อนที่แววตาจะตื่นตัวขึ้นมาทันทีเมื่อนึกบางอย่างได้ เขาเลื่อนมือลงไปวางทาบที่หน้าท้องของผม
“หรือว่า... เจ้าปลาน้อย กำลังดิ้น?”
น้ำเสียงของเขาดูตื่นเต้นและคาดหวังจนผมเอ็นดู
“ยังหรอก...” ผมส่ายหน้ายิ้ม ๆ พลางวางมือทับมือเขา “เจ้าปลาน้อยตอนนี้ยังตัวเล็กจิ๋วเดียว ข้าเองยังรู้สึกอะไรไม่ได้เลย”
“อย่างนั้นหรอกหรือ...” แรนทีลทำหน้าเสียดายเล็กน้อย แต่ก็ยังคงลูบหน้าท้องผมเล่นไม่ยอมปล่อย
จะว่าไป... ตั้งแต่คืนงานเลี้ยงวันนั้น ก็ผ่านมาเกือบจะสองเดือนได้แล้ว ถ้านับอายุครรภ์จริง ๆ ก็น่าจะสักสองเดือนกว่า...
เจ้าตัวเล็กในท้องตอนนี้คงยังเป็นแค่ เจ้าก้อนวุ้นตัวน้อย ๆ อยู่เลยสินะ ตามหลักการแพทย์แล้ว คงต้องรออีกสักเดือนหรือสองเดือนนั่นแหละ กว่าเจ้าก้อนจะเริ่มสร้างกล้ามเนื้อและดิ้นดุ๊กดิ๊กให้พ่อ ๆ ได้ตื่นเต้นกัน
ผมลูบหน้าท้องเบา ๆ
“รีบโตไว ๆ นะ” ผมกระซิบในใจ
“ทุกคนกำลังรอเจ้าอยู่”
ผ่านไปไม่นาน เสียงขยับตัวเบา ๆ ก็ดังขึ้น ไคเรนลืมตาขึ้นก่อน เขาเอี้ยวตัวไปมาเหมือนกำลังไล่ความปวดเมื่อยจากการนอนขดบนพื้นที่ไม่สบายตัวนัก เฟลด์ยกมือถูท้ายทอยช้า ๆ ก่อนจะยืดไหล่บิดขี้เกียจให้ร่างกายตื่นตัว
ส่วนเอลเซียน… เขาไม่ได้ดูเหมือนเพิ่งตื่นเลยสักนิด แค่ลืมตา แล้วบรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยน เหมือนกระท่อมเล็ก ๆ นี้กลายเป็นเต็นท์บัญชาการสนามรบ
ผมนั่งมองภาพนั้นแล้วคิดในใจ
โอเค… ถ้านี่เรียกว่า “นอนเต็มอิ่ม” โลกผมคงเรียกอันนี้ว่า “สลบระหว่างรบ” มากกว่า
เอลเซียน ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นัยน์ตาสีม่วงทรงพลังกวาดมองทุกคนด้วยมาดผู้นำ
“พวกเราคงหลบอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้” น้ำเสียงของเขาจริงจังและเด็ดขาด “จากที่ข้ากับเฟลด์ออกไปลาดตระเวนเมื่อคืน พวกทหารของซาร์เอลเริ่มกระจายกำลังเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที อีกไม่นานก็คงจับทิศทางเราได้”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น” แรนทีลลืมตาช้า ๆ แม้ยังพิงหัวเตียงอยู่ แต่สายตากลับตื่นเต็มที่ ใบหน้าฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด
“พักนี้ข้ารู้สึกได้ถึงพลังลึกลับบางอย่าง... มันพยายามจะเจาะผ่านม่านพลังที่ข้ากางไว้ พลังนั่นทั้งมืดดำ แข็งแกร่ง และกดดันอย่างน่าประหลาด... พูดตามตรง ในสถานการณ์ที่พลังข้ายังไม่ฟื้นเต็มที่เช่นนี้ ข้าไม่มีความมั่นใจว่าจะต้านทานมันได้นานนัก”
“ข้าคิดว่าซาร์เอลคงกำลังเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่เป็นแน่...” ไคเรนขมวดคิ้ว มือประสานกันแน่น
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ผมจะโพล่งคำถามที่คาใจที่สุดออกไป
“ทำไม... ซาร์เอลถึงต้องการตัวข้านักล่ะ?”
ผมถามออกไปเพราะไม่รู้จริง ๆ พยายามนึกย้อนไปถึงวันแรกที่เจอกัน ก็พอจะเข้าใจได้ว่าซาร์เอลไม่ชอบขี้หน้าผม ดู ๆ แล้วก็คงมองผมเป็นหนามยอกอก เป็นพี่ชายต่างแม่ที่ขวางหูขวางตา
แต่ถึงอย่างนั้น…
มันต้องถึงขั้นตามล่าเอาชีวิต หรือไล่จับกันเหมือนนักโทษหลบหนีแบบนี้จริง ๆ เหรอ?
ตำแหน่งรัชทายาทอะไรนั่น…
ถ้าอยากได้ ผมแพ็กใส่กล่องผูกโบว์ให้เลยก็ได้
ถ้าโลกนี้มีปุ่มใส่อิโมจิได้ ตอนนี้คงมีหน้า 😭 ลอยเต็มหัวผมไปหมดแล้ว
ให้ตายสิ ชีวิตนิยายแฟนตาซีนี่มันยากกว่าการตอกบัตรเข้างานสายเสียอีก!
“ข้าเองก็ไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงนักหรอก” จู่ ๆ เสียงเรียบนิ่งของ เฟลด์ ก็ดังขึ้นจากมุมห้อง ดวงตาสีเหลืองอำพันดุจพยัคฆ์หรี่ลงเล็กน้อย
“จากที่ข้าคอยตามสังเกตเงียบ ๆ มาตลอด... ดูเหมือนซาร์เอลจะพยายามสะสมกองกำลังมานานแล้ว แต่ก่อนเขาก็เป็นแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ดูไม่มีพิษมีภัย... แต่พักหลังมานี้ บรรยากาศรอบตัวเขามันเปลี่ยนไป มันดูน่าหวาดระแวง เหมือนมีไอมารที่ดำมืดวนเวียนอยู่รอบกายเขาตลอดเวลา”
“เจ้าพูดได้ตรงประเด็นมาก เฟลด์”
แรนทีลพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าเองก็สัมผัสได้… การที่ซาร์เอลควบคุมทุกอย่างไว้ในมือได้เช่นนี้ อาจไม่ใช่เพราะความสามารถของเขาเพียงอย่างเดียว”
ดวงตาสีน้ำแข็งของเขาฉายแววกังวลลึกขึ้น
“…แต่มันคือผลพวงจากการทำพันธะสัญญากับจอมมารต่างหาก”
“พันธะสัญญากับจอมมาร... มันคืออะไรเหรอ?” ผมเอียงคอถามด้วยความสงสัย
แรนทีลหันมามองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหนักใจ ก่อนจะอธิบายเสียงเครียด
“มันคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างมนุษย์กับปีศาจชั้นสูง... มนุษย์ขอพลัง อำนาจ หรือความปรารถนา ส่วนปีศาจก็ขอสิ่งตอบแทน...”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ราวกับไม่อยากเอ่ยถึงความน่ากลัวของมัน “แต่ขึ้นชื่อว่าจอมมาร มีหรือจะยอมเสียเปรียบ... สุดท้ายแล้ว ผู้ทำพันธะสัญญามักจะตกอยู่ในวังวนของปีศาจ ถูกครอบงำ หรือสูญเสียความเป็นตัวเองไปทีละน้อย มันคือมนต์ดำศาสตร์มืดที่แม้แต่ข้าเอง... ก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะคิดแตะต้อง เพราะราคาที่ต้องจ่ายคืนให้มัน... บางครั้งมันอาจแพงเกินกว่าชีวิตเสียอีก”
ผมพยักหน้าช้า ๆ พยายามทำหน้าเข้าใจ
ในหัวผมคือ 'สุดท้ายโดนยึดวิญญาณ แพ็กเกจเหมาจ่ายสินะ'
นี่มันพล็อตเรื่องในตำนานชัด ๆ! ทำไมฟังดูคุ้นหูพิลึก เหมือนพวกทฤษฎีสมคบคิดในโลกเก่าที่ว่า ‘ดาราฮอลลีวูดหรือไอดอลชื่อดังยอมขายวิญญาณให้ซาตานเพื่อแลกกับชื่อเสียงเงินทอง’ อะไรเทือกนั้นเลย
ให้ตายเถอะ... โลกใบนี้มันจะแฟนตาซีหลุดโลกเกินไปแล้วนะ! มีทั้งย้อนเวลา มีทั้งผู้ชายท้องได้ แล้วนี่ยังจะมีจอมมารโผล่มาอีก!
ผมได้แต่นั่งกุมขมับ เถียงกับตัวเองในใจอย่างดุเดือด
‘ถ้าโลกมันจะแฟนตาซีจ๋าขนาดนี้... ตามหลักสูตรนิยายข้ามมิติแล้ว พระเอกอย่างผมมันต้องมี สกิลติดตัวเทพ ๆ หรือ บัฟโกงความตาย ติดมาบ้างสิ!’
อย่างน้อยก็ควรจะมีระบบอัจฉริยะคอยบอกทาง หรือพลังเวทธาตุแสงศักดิ์สิทธิ์ที่แค่ดีดนิ้วปีศาจก็สลายเป็นผุยผง... แต่นี่อะไร?
ผมก้มลงมองสองมือว่างเปล่าของตัวเอง... ไม่มีแสง ไม่มีออร่า ไม่มีอะไรเลย นอกจากผิวขาว ๆ ซีด ๆ ผมข้ามมิติมาตัวเปล่าชัด ๆ!
แถมออปชั่นเสริมที่พระเจ้าประทานมาให้ ดันไม่ใช่พลังวิเศษที่ใช้ต่อกรกับใครได้ แต่เป็น ‘มดลูก’ กับ ‘เจ้าก้อนแป้ง’ ในท้องเนี่ยนะ!?
พระเจ้าครับ... ท่านส่งสกิลมาผิดช่องหรือเปล่า? หรือว่าระหว่างส่งข้อมูลตัวละคร ไฟล์มันเกิด Error กลางทาง? ทำไมคนอื่นเขาถือดาบถือคทาเวทกันเท่ระเบิด แต่ผมกลับต้องมานั่งลูบท้องป้อย ๆ เป็นภาระสังคมแบบนี้!
“เฮ้อ...”
ผมเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความท้อแท้กับโชคชะตา ทำเอาวงประชุมเครียด ๆ เมื่อกี้ชะงักกึก
“เป็นอะไรไปหรือเซย์เรน?” ไคเรนที่สังเกตเห็นอาการหน้ามุ่ยของผมรีบขยับเข้ามาใกล้ มือหนาวางทาบลงบนหน้าผากผมทันที “หน้าเจ้าดูยุ่งเหยิงเชียว... หรือว่าเจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหน?”
“เปล่าหรอก...” ผมตอบเสียงอ่อย พลางส่งสายตาละห้อยไปให้เหล่าสวามีสุดแกร่งทั้งสี่
คนหนึ่งก็แม่ทัพมังกร คนหนึ่งก็นักฆ่าไร้เงา คนหนึ่งก็จอมเวทย์กาลเวลา อีกคนก็ขุนนางจอมวางแผน... แต่ละคนโปรไฟล์หรูหรา สกิลครบเครื่อง
“ข้าแค่กำลังน้อยใจโชคชะตานิดหน่อย...” ผมบ่นอุบอิบคนเดียวในใจ ‘ดูพวกท่านสิ... เก่งกาจกันซะขนาดนี้ ทั้งฟันดาบ ทั้งใช้เวท ทั้งลอบสังหาร... แต่ตัดภาพมาที่ข้าสิ ข้ามาที่นี่ตัวเปล่า ไม่มีพลังอะไรเลย แถมยังมีดีแค่นอนอืดเป็นผักต้มเปื่อย ๆ ให้พวกท่านคอยปกป้องเนี่ยนะ... มันน่าเจ็บใจชะมัด’
ช่วงสายของวัน แสงแดดเริ่มแรงขึ้นแต่ภายในกระท่อมกลับเย็นสบายจากลมพัดผ่าน ผมนั่งเหยียดขาอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาว โดยมี ไคเรน นั่งคุกเข่าอยู่ทีพื้น คอยบีบนวดน่องและฝ่าเท้าให้อย่างขะมักเขม้น
"ตรงนี้ เจ็บหรือไม่...” ไคเรนพึมพำเบา ๆ ก่อนจะใช้นิ้วโป้งกดคลึงจุดที่ปวดเมื่อยให้อย่างแม่นยำ
"อือ... ตรงนั้นแหละ ... ดีมากเลย" ผมเผลอครางออกมาอย่างสุขสม ยอมรับเลยว่าน้ำหนักมือของเขามันดีชะมัด! ไม่เบาจนจั๊กจี้ และไม่หนักจนเจ็บ แต่มันหนึบแน่นลงลึกถึงเส้นเอ็น เหมือนได้เข้าคอร์สสปาระดับพรีเมียมในโลกเก่าไม่มีผิด ไม่น่าเชื่อว่าขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่ไม่เคยหยิบจับงานหนัก จะมีสกิลการนวดขั้นเทพติดตัวมาด้วย
"สบายตัวขึ้นไหม?" เขาเงยหน้าขึ้นมาถาม ยิ้มมุมปากอย่างพอใจในฝีมือตัวเอง
"สบายจนไม่อยากลุกไปไหนเลยล่ะ" ผมตอบตามตรง พลางลูบพุงกาง ๆ ของตัวเอง
สาเหตุที่พุงกางขนาดนี้ ก็ต้องยกความดีความชอบให้เฟลด์ ที่หายเข้าไปในป่าเมื่อเช้า แล้วกลับมาพร้อมกับกระต่ายป่าตัวอ้วนพี ตอนแรกเห็นหูยาว ๆ ขนปุย ๆ ผมก็แอบสงสารน้องกระต่ายอยู่หรอกนะ... แต่พอมันถูกย่างจนหนังกรอบ ส่งกลิ่นหอมฉุยด้วยเครื่องเทศสมุนไพรสูตรลับของเฟลด์ ความสงสารก็ระเหยหายไปในพริบตา
‘ขอโทษนะเจ้ากระต่ายน้อย... แต่เนื้อนายมันหวานนุ่มลิ้นสุด ๆ ไปเลย’
พอกินอิ่มจนพุงกาง บวกกับได้รับการนวดผ่อนคลายระดับห้าดาว ความง่วงงุนก็ตามมาเล่นงานทันที อาการคนท้องนี่มันร้ายกาจจริง ๆ บทจะขี้เกียจก็ขี้เกียจจนไม่อยากขยับตัวแม้แต่ปลายนิ้ว
"ง่วงแล้วสินะ..." ไคเรนสังเกตเห็นตาที่เริ่มปรือของผม "หลับเถอะ ข้าจะนวดต่อให้อีกสักพัก"
เสียงนุ่ม ๆ ของเขาเหมือนเพลงกล่อมชั้นดี ผมค่อย ๆ ปล่อยกายปล่อยใจให้จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา...
. . .
รู้สึกตัวอีกที ความมืดมิดก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยแสงสว่างจ้าที่แสนอบอุ่น...
ผมพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลาง ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี กว้างใหญ่ไพศาล สายลมพัดพลิ้วไหวพาเอากลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้ป่าแตะจมูก แหงนมองขึ้นไปเห็นท้องฟ้าสีครามสดใสที่ประดับด้วยก้อนเมฆสีขาวปุกปุยรูปร่างแปลกตา
และที่น่าแปลกใจที่สุดคือ... ไกลลิบออกไปสุดลูกหูลูกตา ผมเห็นประกายระยิบระยับของผิวน้ำ มันคือ ‘ทะเลสีฟ้าคราม’ ที่ตัดกับเส้นขอบฟ้าอย่างงดงาม ทั้งที่เราน่าจะอยู่ในป่าลึกแท้ ๆ
"ที่นี่มัน... ที่ไหนกัน?"
ผมพึมพำกับตัวเอง เดินทอดน่องไปบนผืนหญ้านุ่มเท้าอย่างเพลิดเพลิน ความรู้สึกเบาสบายเหมือนตัวจะลอยได้ทำให้ลืมความหนักอึ้งของร่างกายในโลกความจริงไปจนหมด
ทันใดนั้นเอง... เสียงเล็ก ๆ ใสแจ๋วเหมือนกระดิ่งแก้วก็ดังแว่วมาตามสายลม
"ท่านแม่..."
ผมชะงักฝีเท้า หันมองซ้ายขวาด้วยความงุนงง "เสียงใครน่ะ?"
"ทางนี้... ท่านแม่... มาทางนี้สิ"
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม มันดังมาจากทิศทางของทะเลสาบสีฟ้าคราม เป็นเสียงของเด็กน้อยที่ฟังดูไร้เดียงสาและเต็มไปด้วยความรัก
ความสงสัยก่อตัวขึ้นในใจ... ‘แม่เหรอ? ทำไมถึงเรียกเราว่าแม่ล่ะ?’
แต่ถึงจะสงสัย ขาของผมกลับก้าวเดินตามเสียงเรียกนั้นไปอย่างว่าง่าย ราวกับมีสายใยบางอย่างที่มองไม่เห็นดึงดูดให้ผมต้องเข้าไปหาเจ้าของเสียงปริศนานั้น...
สายลมเอื่อยเฉื่อยพัดพาไอทะเลมาแตะผิวแก้ม กลิ่นเกลือจาง ๆ ให้ความรู้สึกสดชื่น เสียงระลอกคลื่นซัดสาดหาดทรายสีขาวละเอียดดังซู่ซ่า... แผ่วเบาและต่อเนื่องราวกับเสียงฟองสบู่ในอ่างน้ำที่กำลังแตกตัวอย่างอ้อยอิ่ง
ท่ามกลางบรรยากาศชวนฝันนั้น ผิวน้ำทะเลสีครามเบื้องหน้าก็เกิดการเคลื่อนไหว...
“เจ้าวาฬน้อย...”
ผมหลุดปากเรียกออกไปทันที เมื่อเห็นร่างอ้วนกลมสีน้ำเงินเข้มที่คุ้นตาปรากฏขึ้นเหนือผิวน้ำอีกครั้ง มันพ่นน้ำพุเล็ก ๆ ออกมาทักทาย ก่อนจะรีบแหวกว่ายตรงเข้ามาหาผมที่ยืนอยู่ริมหาด
ทันทีที่มาถึง มันโผเข้าหาผมอย่างไม่รีรอ ใช้หัวทุย ๆ คลอเคลียที่ฝ่ามือและท่อนแขนของผมอย่างออดอ้อนไม่ห่าง ราวกับเด็กน้อยที่โหยหาไออุ่นจากมารดา ผมสังเกตเห็นดวงตากลมโตคู่สวยของมันเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส ๆ ที่ไหลรื้นออกมา... มันไม่ใช่ความเศร้า แต่ผมสัมผัสได้ว่ามันล้นปรี่ไปด้วยความดีใจอย่างสุดซึ้งที่ได้พบหน้ากันอีกครั้ง
ผมลูบผิวลื่นมือของมันอย่างแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู ก่อนที่เสียงเล็ก ๆ ใสแจ๋วที่ก้องกังวานในหัว จะเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ผมต้องยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง
“ท่านแม่... ข้าคือ 'เจ้าก้อนน้อย' ที่กำลังเติบโตอยู่ในท้องของท่าน”
เจ้าวาฬน้อยผละออกมาเล็กน้อย จ้องมองผมด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็นเพียงสัตว์ในจินตนาการ
“เพราะการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวของท่านที่ข้ามห้วงเวลากลับมา... ทำให้ข้ารอดชีวิตได้อย่างปาฏิหาริย์ และที่สำคัญ...” มันหยุดนิดหนึ่งราวกับจะเน้นย้ำ “ข้าเองก็เป็นผู้ที่มาจากอีกห้วงมิติเช่นเดียวกันกับท่าน”
เดี๋ยวนะ...
สมองของผมเหมือนถูกค้อนทุบอย่างจัง ประมวลผลสิ่งที่ได้ยินไม่ทัน... นี่ผมกำลังยืนคุยกับลูกในท้องในความฝันงั้นเหรอ? เจ้าก้อนแป้งที่อายุครรภ์ยังไม่ถึงสามเดือน ที่ยังดิ้นไม่ได้ด้วยซ้ำ... คือเจ้าวาฬน้อยตัวนี้เนี่ยนะ?!
แถมที่บอกว่ามาจาก 'อีกมิติ' มันหมายความว่ายังไงกันแน่!
เหมือนเจ้าตัวเล็กจะอ่านความคิดที่ยุ่งเหยิงจนแทบระเบิดของผมออก มันขยับเข้ามาเอาแก้มแนบมือผมอีกครั้งเพื่อปลอบประโลม ก่อนจะอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
“ที่ข้ามาปรากฏตัวในรูปลักษณ์นี้และสื่อสารกับท่านได้... เป็นเพราะท่านพ่อ”
น้ำเสียงของเจ้าวาฬน้อยสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความซาบซึ้งเมื่อเอ่ยถึงผู้เป็นพ่อ “ท่านพ่อแรนทีลได้ถ่ายเทพลังเวทย์มหาศาลเพื่อยื้อชีวิตข้าเอาไว้ในตอนที่ท่านแม่บาดเจ็บหนัก... พลังเวทที่บริสุทธิ์และยิ่งใหญ่นั้น ได้ไปกระตุ้นพลังแฝงในตัวข้าที่หลับใหลอยู่ให้ฟื้นตื่นขึ้นอีกครั้ง”
ดวงตาของเจ้าวาฬน้อยทอประกายวาววับราวกับอัญมณี
“ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงสามารถก้าวข้ามขอบเขตของกายหยาบ และสื่อสารทางจิตวิญญาณกับท่านได้โดยตรงในห้วงฝันนี้... และอย่างที่ข้าบอก ท่านแม่เองก็เป็นคนจากอีกห้วงมิติ... แต่เรามาจากคนละกาลเวลากัน...”
ถึงจะยังมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกกับคำว่า ‘มิติเดียวกัน’ ที่เจ้าตัวเล็กบอก แต่สรุปง่าย ๆ ก็คือ... เจ้าก้อนแป้งในท้องผมไม่ใช่เด็กธรรมดาสามัญที่รอวันลืมตาดูโลกสินะ
แต่เดี๋ยวก่อนนะ... นี่ขนาดตัวยังเป็นวุ้น อายุครรภ์ยังไม่ครบสามเดือนดี แต่กลับมี ‘สกิลเทพ’ ติดตัวมาตั้งแต่ยังไม่ออกจากท้องแม่เลยเนี่ยนะ!
‘โหดไปแล้วลูกแม่!’ ผมได้แต่กรีดร้องในใจ ‘นี่แม่ยังไม่ได้เตรียมผ้าอ้อมให้เลย ลูกจะรีบอัปเวลไปไหนเนี่ย!’
“ท่านแม่... เรามามีชีวิตรอดไปด้วยกันนะ” น้ำเสียงใสแจ๋วเหมือนระฆังแก้วนั้นเอ่ยถ้อยคำที่หนักแน่น “ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น... ข้าจะปกป้องท่าน กับพวกพ่อ ๆ ทั้งสี่คนเอง”
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวเจ้าวาฬน้อยก็เปลี่ยนไป... คลื่นน้ำทะเลรอบตัวมันหมุนวนเบา ๆ พร้อมกับประกายแสงสีฟ้าเจิดจ้าที่สว่างวาบขึ้นมาจากภายในตัวมัน มันเงยหน้าขึ้นสบตาผมด้วยแววตาของผู้ที่ทรงพลังอำนาจ
“อีกเดี๋ยว... ข้าจะแสดงให้ท่านแม่ดู ว่าพลังของข้านั้นแข็งแกร่งเพียงใด” น้ำเสียงเล็ก ๆ นั้นเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นวูบหนึ่ง “สำหรับข้าในตอนนี้... แม้แต่จอมมารที่พวกท่านหวาดกลัว ก็เป็นเพียงแค่เศษฝุ่นผงเท่านั้น!”
ผมได้แต่ยืนอ้าปากค้างอยู่ริมหาดในฝัน มองเจ้าก้อนกลมปุ๊กที่กำลังประกาศศักดาอย่างยิ่งใหญ่คับฟ้า...
‘นี่... ตกลงเจ้าไม่ใช่แค่จินตนาการเพ้อเจ้อในฝันของข้าใช่มั้ยเนี่ย เจ้าก้อน!’
ผมอยากจะหยิกแก้มตัวเองให้ตื่นจากฝัน แต่ความรู้สึกอุ่นวาบที่ฝ่ามือที่เจ้าวาฬน้อยสัมผัสอยู่นั้น... มันช่างสมจริงเหลือเกิน ให้ตายสิ... ลูกข้ายังไม่ทันเกิด ก็ประกาศสงครามกับจอมมารแล้วเหรอเนี่ย!
TBC.
ไอ้ต้าวก้อนนน
น่ารักตั้งแต่อยู่ในท้อง❤️
สนุกมากครับ ว้าวๆๆ น่ารัก น่าชังซะ
หนุกตามเคย รอตามต่อนะครับ ขอบคุณครับ GuN009 ตอบกลับเมื่อ 2026-2-5 17:52
ว้าวๆๆ น่ารัก น่าชังซะ
หนุกตามเคย รอตามต่อนะครับ ขอบคุณครับ
เจ้าวาฬน้อยหนุบหนับมาก สมกับเป็นลูกของสี่เสาหลักของบ้านเมือง🤣 ขอบคุณครับ มาแหย่ๆ แล้วก็จบไป
ตามรอต่ออย่างจดจ่อเลยครับ
หน้า:
[1]