Blackmail พ่อทหารเล่นชู้ Ep.2
⚠️ Content Warning / Trigger Warningนิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาที่รุนแรงและอ่อนไหวประกอบด้วยประเด็นเกี่ยวกับ: - ความสัมพันธ์เชิงครอบครัวที่ผิดศีลธรรม - การนอกใจและการล่วงละเมิด - BDSM และพฤติกรรมทางเพศที่รุนแรง - การบังคับและการไม่ยินยอม - การละเมิดความเป็นส่วนตัว - เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับร่างกายและความสกปรก - พฤติกรรมทางเพศเชิงวิปริตโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากคุณรู้สึกไม่สบายใจกับประเด็นเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการอ่านต่อเนื้อหาต่อไปนี้มีความจริงเพียงแค่ 10% โปรดอย่าถามหาความ Make-sense
------------------------------------ผมคิดว่าพ่อของผม มี 2 หน้าที่สำคัญที่ห้ามผิดพลาดที่จริงไม่ใช่แค่พ่อผมหรอก น่าจะหมายถึงผู้ชายทุกคนที่มีครอบครัวแล้ว ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ฐานะแบบไหน หรือชาติไหนก็ตาม 2 อย่างที่ผมกำลังจะพูดถึงก็คือ
[*]การเป็นสามีที่ดี
[*]การเป็นพ่อที่ดี
สำหรับผมที่เป็นลูก ผมยอมรับตามตรงว่าพ่อผมทำหน้าที่ข้อ 2 ได้อย่างครบถ้วน ถึงแม้ผมจะเหนื่อยที่ต้องเดินทางไปโรงเรียน หรือกลับบ้านเองเพราะพ่อไม่อยู่รับส่งในวันธรรมดาก็ตาม (แม่ผมขับรถไม่เป็น) แต่นอกเหนือจากนั้นไม่มีอะไรที่พ่อทำผิดพลาดแม้แต่น้อย พ่อสอนผมขับรถ พ่อสอนงานช่างเล็กๆน้อยๆ พ่อบอกผมว่าหลังจากจบรด. ปี 3 ผมต้องไปเอาเอกสารอะไรที่จะเป็นหลักฐานให้รอดพ้นเกณฑ์ทหาร และเรื่องเล็กน้อยอื่นๆ อีกมาก เรื่องเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องพื้นฐานธรรมดา แต่ในโลกข้างนอกนั่น ไม่มีใครเสียเวลามาสอนกันหรอก ผมคิดว่าผมจะไม่ได้เป็นคนที่มี life skill ดีแบบนี้ถ้าขาดพ่อไปและสำหรับแม่ พ่อก็มีหน้าที่ข้อที่ 1 คือการเป็นสามีที่ดี พ่อไม่เคยตบตีแม่ (ถึงจะมีทะเลาะกันบ้างก็ตาม) ไม่เคยทำให้แม่ระคายเคืองใจเรืองมีชู้ ไม่ปล่อยให้แม่เลี้ยงลูกคนเดียว สวัสดิการรักษาพยาบาลต่างๆ แม่ก็ใช้สิทธิ์คู่สมรสของพ่อได้ถ้าจะให้สรุปอย่างตรงไปตรงมา พ่อผมทำหน้าที่ทั้ง 2 ข้อได้ดีเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้แล้วถ้าหากผมเห็นหลักฐานที่แสดงว่าพ่อมีชู้จริงๆ นั่นคือพ่อทำความผิดในฐานการเป็นสามีที่ดี แต่ไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับการเป็นพ่อที่ดี ดังนั้นผมจะนับว่าความผิดของพ่อเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม และผมก็จะไม่บอกแม่ให้ขุ่นเคืองใจ……แต่ผมจะไม่ใจดีกับพ่อแน่นอนเพราะถึงแม้โดยภาพรวมแล้ว พ่อผมจะเลี้ยงดูและสอนผมในเรื่องต่างๆ มาดี แต่ ‘วิธีการ’ ของพ่อกลับทำให้ผมอึดอัดมาตั้งแต่เด็กตอนนั้นผมอายุ 6 ปีเองมั้ง ตอนที่พ่อกับแม่พาไปหาหมอทางเดินหายใจ ซึ่งสุดท้ายหมอแจ้งว่าผมเป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งเป็นโรคที่พบเห็นได้ทั่วไปในเด็กเมือง) และไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่ลดความรุนแรงได้ด้วยการกินยาและออกกำลังกายพ่อผมส่งให้ผมไปเรียนว่ายน้ำตั้งแต่ตอนนั้น เพราะผมชอบเล่นน้ำทะเลตั้งแต่เด็กๆ การเรียนว่ายน้ำกับเด็กๆ คนอื่นก็สนุกดี (สนุกที่สุดก็คงเป็นหลังเรียนเสร็จ ที่เด็กๆ จะไม่ยอมขึ้นจากน้ำและพากันเล่นน้ำต่อโดยที่โค้ชปล่อยอิสระ) จนกระทั่งโค้ชที่สอนผม เรียกพ่อไปคุยกันที่มุมหนึ่งของอัฒจันทร์ ผมไม่รู้หรอกว่าคุยกันเรื่องอะไร แต่หลังจากนั้นไม่นานผมก็ถูกย้ายคอร์สเรียน ไม่ใช่หลักสูตรว่ายน้ำสำหรับเริ่มต้นอีกต่อไป แต่เป็นหลักสูตรสำหรับนักกีฬาการว่ายน้ำของผมหลังจากนั้น ไม่เคยสนุกอีกเลย การซ้อมเพื่อเป็นนักกีฬาไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกเย็นหลังเลิกเรียน แทนที่ผมจะได้วิ่งเล่นกับเพื่อน ผมกลับต้องรีบขึ้นรถ กินข้าว เพื่อไปซ้อมว่ายน้ำ นอกจากโค้ชแล้ว ก็ยังมีพ่อที่นั่งเฝ้ามองการซ้อมของผมและพี่ๆ นักกีฬาอยู่บนอัฒจันทร์ ผมไม่ค่อยตั้งใจซ้อมหรอก เพราะไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ทำอยู่คืออะไร ทำไปทำไม (ตอนนั้นผมยังเรียนประถมอยู่เลย จะหวังอะไรจากเด็กขนาดนั้น) แต่คนที่อยากให้ผมอยู่ตรงนี้คือพ่อของผม ทุกวันที่ผมเหยาะแหยะ ไม่ตั้งใจซ้อม (ก็เพราะผมไม่ได้อยากเป็นนักกีฬาน่ะสิ) ระหว่างทางกลับบ้านผมจะโดนพ่อสวดยับ (บางครั้งกลับถึงบ้านก็โดนตี) ช่วงประถมผมร้องไห้เพราะเรื่องว่ายน้ำประจำ จากความกดดันและการดุด่าของพ่อ บ้างครั้งผมจะบอกคนอื่นว่าแว่นตาว่ายน้ำของผมยางเสื่อม ทำให้น้ำด้านนอกเข้าไปในแว่นได้ แต่จริงๆ แล้วน้ำที่อยู่ในแว่นตาว่ายน้ำคือน้ำตาของผมที่ร้องไห้ขณะซ้อมเองทุกอย่างยิ่งเลวร้ายเมื่อแมตช์แข่งว่ายน้ำใกล้เข้ามาถึง และจะแย่ที่สุดตอนที่ผลการแข่งแต่ละครั้งไม่เป็นไปตามที่พ่อคาดหวังผมเพิ่งจะมารู้ทีหลังว่า คำพูดของโค้ชที่พูดกับพ่อในมุมหนึ่งของอัฒจันทร์ในวันนั้นคือ “น้องเขาดูมีแววนะครับ คุณพ่อสนใจดันน้องเป็นนักกีฬาเลยไหม”สิ่งนี้ทำให้ผมยิ่งเจ็บปวดเข้าไปอีก พ่อได้ยินแค่นั้นก็ตั้งความคาดหวังกับผมแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่เคยถามผมเลยสักครั้ง ว่าผมต้องการจะเป็นแบบที่พ่อคิดไหม และพ่อฟังคนอื่นมากกว่าลูกของตัวเองจากที่ผมเป็นเด็กที่ชอบเล่นน้ำและชอบทะเลมาตลอด แต่ผมเกลียดสระว่ายน้ำมาตั้งแต่ตอนนั้น พ่อทำให้ผมเกลียดการว่ายน้ำ...เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ผมบอกที่บ้านว่าสอบติดคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังในตัวเมืองกรุงเทพ ทั้งพ่อและแม่ผมต่างก็ดีใจ และทั้งคู่ก็ซื้อรถยนต์ให้ผมเป็นของขวัญ ถึงแม้จะเป็นรถเก๋งธรรมดา แต่ผมก็รู้สึกขอบคุณเรื่องแย่ๆ ตามมาหลังจากนั้น ตอนที่พ่อเป็นคนสอนผมขับรถเอง ทุกเสาร์อาทิตย์ที่พ่ออยู่บ้าน พ่อจะบังคับให้ผม ลองขับรถโดยมีพ่อนั่งอยู่ข้างๆ ค่อยให้ ‘คำแนะนำ’ ซึ่งเราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าการสอนขับรถนั้นต้องใช้ความใจเย็นอย่างมาก ซึ่งขัดกับบุคลิกของพ่อผมโดยสิ้นเชิง นายทหาร โผงผาง พูดจาขวานผ่าซาก ใช้คำหยาบ เลี้ยงดูลูกชายคนโต แม้ว่าในท้ายที่สุด ผมจะขับรถแข็งจนสามารถขับรถไปต่างจังหวัดอย่างมั่นใจได้ แต่แทบทุกครั้งที่พ่อนั่งอยู่ข้างคนขับและสอนผมขับรถ มักจบลงด้วยมือสองข้างของผมที่สั่น แต่จับพวงมาลัยแน่น……และร้องไห้ จากความกดดัน และคำดุด่าของพ่อแค่ความกดดันขากการขับรถก็แย่พอแล้ว นี่พ่อมานั่งข้างๆ อีก ซึ่งพ่อผมก็รู้ ว่าผมแทบจะร้องไห้ทุกครั้งที่พ่อมาสอนขับรถ พ่อชำเลืองมองผมเป็นระยะ พ่อลงจากรถก่อนที่ผมจะดับเครื่องและเดินเข้าบ้านไป ปล่อยให้ผมใช้เวลาหลังจากดับเครื่องในการร้องไห้ให้เสร็จ ก่อนจะเข้าบ้านพ่อเคยบอกว่า ‘น้ำตาเป็นเรื่องของความอ่อนแอ อย่าร้องไห้ให้กูเห็นอีก’นั่นแหละ พ่อของผม...ตอนนี้ผมจอดรถอยู่ที่ด้านหลังค่ายทหารของพ่อ เป็นรถคันเดียวกันกับที่พ่อใช้สอนผมขับรถนี่แหละ ถ้าผมขับรถเข้าไปพ่อจะรู้แน่ ทหารเวรต้องวอ.ไปบอกพ่อผมว่ามีรถทะเบียนนี้เข้ามาในค่าย ดังนั้นผมจึงเลือกจอดรถในซอยเปลี่ยวด้านหลังใกล้ตีนเขานี้แทนวันนี้เป็นวันพฤหัสบดี ตามที่ผมคาดการณ์ไว้ ตั้งแต่บ่ายนี้จนถึงเช้าวันพรุ่งนี้ พ่อผมจะไม่กลับเข้าไปที่บ้านพักทหาร แต่จะออกไปกินข้าวเย็นที่ต่างอำเภอ และนอนค้างที่นั้นจนถึงเช้า ถึงจะกลับมาค่าย และจาก Location ของพ่อที่ผมเปิดดูตอนนี้บอกว่า พ่ออยู่บยตึกบัญชาการใหญ่หน้าค่าย ดังนั้นทางสะดวกค่ายทหารนี้มีทางเข้าออก 2 ทาง ทางแรกคือประตูใหญ่ และทางที่ 2 คือการเดินเข้าจากโรงพยาบาลค่าย ผมเดินลัดเข้าไปผ่านโรงพยาบาล ทำทีว่ามาเยี่ยมผู้ป่วย และเดินเข้าสู่ถนนในค่ายของพ่อ ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายของวันผมเดินไปตามทางจนมาถึงบ้านพักเดี่ยวหลังในสุด แต่ผมก็ต้องแปลกใจที่ยังเห็นรถยนต์ปาเจโร่ของพ่อสันต์ยังจอดอยู่ที่บ้านพัก ทั้งๆ ที่ Location ของพ่อยังอยู่ที่ตึกบัญชาการด้านหน้า แต่ทั้งบ้านยังเงียบกริบและประตูหน้าต่างปิดผมเดินสำรวจโดยรอบ คิดว่าจะใช้กุญแจสำรองที่พ่อเก็บไว้ที่บ้านที่กรุงเทพ มาเปิดประตูด้านหลัง แต่พอมาถึงบริเวณหลังบ้าน ผมมองเห็นรถเบนซ์สีขาวอีกคันหนึ่งจอดอยู่ เป็นรถยนต์ที่ผมไม่คุ้นตา ที่สำคัญเมื่อผมเดินเข้าไปใกล้ๆ กระโปรงหน้า ความร้อนจากตัวรถก็ส่งออกมาจนผมสัมผัสได้ แสดงว่าใครก็ตามที่เป็นเจ้าของรถยนต์ยุโรปคันนี้น่าจะพึ่งมาถึง และขับรถมาไกลพอสมควรผมรู้สึกว่าเหตุการณ์ในวันนี้ มีเรื่องไม่ชอบมาพากลเยอะเกินไป และผมอาจถูกจับได้จากเจ้าของรถเบนซ์สีขาวที่น่าจะยังอยู่ใกล้ๆ นี้ ผมคิดว่าจะขอกลับไปตั้งหลักก่อน แต่แล้วผมก็ได้ยินเสียงคนคุยกัน มาจากในดงกล้วยด้านหลังบ้าน…“ทำไมผู้การไม่รับสายเจี๊ยบล่ะคะ“ เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังออกมา“ขอโทษครับคุณหญิง” อันนี้เสียงพ่อสันต์แน่ๆ “คุณหญิงไม่น่าลำบากมาหาผมที่นี่เลย”ผมค่อยๆหลบมุมรถเบนซ์แล้วมองไปทางดงกล้วยด้านหลัง แล้วก็เห็นคนทั้งสองในที่สุดพ่อสันต์ในชุดเครื่องแบบทหารลายพรางเต็มยศนั่งคุกเข่ามือไพล่หลังอยู่ที่พื้น คุกเข่าต่อหน้า ‘คุณหญิงเจี๊ยบ’ ที่ยืนอยู่ในชุดกระโปรง ผมจำได้ทันทีว่าเป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองคนหนึ่งที่ออกทีวีประจำ แต่ในทีวีคุณหญิงดูเป็นหญิงแก่ท้วมใจดี ชอบช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน มอบทุนการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาส อายุคุณหญิงตอนนี้ก็ปาเข้าไป 56 ปีแล้ว“ผู้การก็รู้ ว่าเจี๊ยบไม่ชอบ” คุณหญิงพูดต่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“พอดีเช้านี้นายผมเข้ามาที่ค่ายน่ะครับ แล้วผมลืมโทรศัพท์ไว้บนตึกบชก. ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว“ พ่อสันต์พูดตอบคุณหญิงเจี๊ยบไป ”ยกโทษให้ผมนะครับคุณหญิง““ผู้การทำผิด ผู้การต้องถูกลงโทษ” แล้วคุณหญิงเจี๊ยบก็ถกกระโปรงขึ้นจนหีใหญ่อูมที่มีไขมันต้นขาส่วนเกินหนีบไว้ จนเห็นแค่เพียงหมอยหงิกงอเส้นยาวไร้ระเบียบที่ยื่นออกมา บางเส้นดำบางเส้นหงอก แสดงถึงอายุของเจ้าตัวได้ดีและเหมืนว่าการลงโทษแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย พ่อสันต์ยื่นหน้าเข้าไปจรดหีอูมของคุณหญิงโดยที่ยังนั่งคุกเข่ามือไพล่หลังอยู่ที่พื้น ในชุดทหารลายพรางอันทรงเกียรติ ใบหน้าแนบชิดกับต้นขาของคุณหญิงเจี๊ยบ ที่แหกออกเปิดทางให้ลิ้นของพ่อสันต์บดคลึงเข้ากับเม็ดแตด ภายในหีเหี่ยวๆ นั้น“ซี้ดดดด อ่าาาาส์” คุณหญิงครางออกมาอย่างพอใจ เมื่อถูกลิ้นรัวของพ่อกระตุ้นที่จุดเสียว แม้จะไม่ได้ใช้มือ แต่ริมฝีปากหนาและลิ้นร้อนของพ่อสันต์ก็แหกและชอนไชเข้าไปในช่องทางและมอบความเสียวให้กับคุณหญิงเจี๊ยบ ที่ตอนนี้กำลังใช้มือลูบหัวเกรียนๆ ของพ่อผม พร้อมกับกดหัวเข้ากับหีใหญ่อูมเพียงไม่นานคุณหญิงก็เสร็จสม น้ำหีไหลเยิ้มแฉะง่ามขา และใบหน้าของพ่อสันต์จดเป็นเมือกเหนียวใส่ เป็นสายยืดติดปากพ่อสันต์ออกมา แต่ทั้งคู่ดูเหมือนจะไม่จบเพียงเท่านี้ เพียงไม่นาน หีของคุณหญิงก็ปล่อยน้ำเยี่ยวสีเหลืองออกมารดใบหน้าของพ่อผม น้ำเยี่ยวอุ่นๆ จากหีไหลไปตามใบหน้าคมของพ่อสันต์ ไหลลงมายังเครื่องแบบลายพรางที่ใส่อยู่จนเปียกชุ่มไปหมด โดยที่พ่อสันต์ไม่มีการขัดขืนใดๆ เพียงแต่หลับตาเงยหน้าปล่อยให้น้ำเยี่ยวไหลผ่านอย่างเต็มใจจนหยดสุดท้ายคุณหญิงขมิบหีสองสามที่ เยี่ยวกระปิดกระปอยก็ออกมาจากหีจนหมด ทำให้เครื่องแบบของพ่อสันต์ชุ่มเปียกไปด้วยน้ำเยี่ยว และหยดออกจากชายเสื้อลงไปที่พื้นในป่ากล้วยหลังบ้านคุณหญิงปล่อยกระโปรงลงมาตามเดิม ใช้มือข้างหนึ่งลูบไปตามใบหน้าคมเข้มของพ่อสันต์ที่ตอนนี้ลืมตา ทั้งสองประสานสายตากันอย่างรู้ความหมาย สายตาของพ่อที่มองคุณหญิงเปี่ยมไปด้วยความจำยอม ผิดกับสายตาที่พ่อสันต์ใช้มองผมมาตลอด 19 ปี ส่วนสายตาของคุณหญิงเจี๊ยบก็มองพ่อสันต์ด้วยสายตาอบอุ่นแบบที่เห็นเป็นประจำในข่าว“เจี๊ยบชำระล้างความผิดทั้งหมดของผู้การแล้วนะคะ” คุณหญิงพูด “เย็นนี้เจอกันที่ร้านเดิมนะคะ เจี๊ยบจะรออยู่ที่นั่น อย่าวางโทรศัพท์ทิ้งเรี่ยราดอีกล่ะ““ขอบคุณครับคุณหญิง” พ่อสันต์ตอบกลับไป ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นคุณหญิงหยิบทิชชู่เปียกมาเช็ดทำความสะอาดมือที่จับหน้าพ่อสันต์ แล้วใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อบนเครื่องแบบของพ่อ“ฝากทิ้งด้วยนะคะ” แล้วคุณหญิงก็เดินมาทางรถ ผมจึงลุกขึ้นมาซ่อนที่ข้างผนังบ้านแทน ในที่สุดคุณหญิงก็ขับรถเบนซ์สีขาวออกไปจากบริเวณบ้านเมื่อรถเบนซ์ของคุณหญิงลับสายตาไป พ่อผมจึงค่อยๆ ลุกขึ้นจากพื้น ถอดเสื้อเครื่องแบบลายพรางที่เปียกชุ่มออก และวางไว้บนแคร่หลังบ้าน ก่อนจะใช้มือลูบน้ำเยี่ยวของคุณหญิงที่ยังเหลือค้างอยู่บนใบหน้าออกไปจนหมด ใบหน้าของพ่อสันต์ไร้อารมณ์ (จริงๆ แล้วเป็นใบหน้าที่ยากต่อการคาดเดามากกว่า ว่าเจ้าตัวกำลังรู้สึกอะไรอยู่) พ่อเดินเข้าไปในบ้านและกลับออกมาอีกครั้ง ไม่มีเสื้อผ้าปกติร่างกายอีกต่อไป แต่ในมือมีผ้าขนหนูผืนหนึ่ง พ่อสันต์เดินแก้ผ้าโทงๆ ไปยังลานอาบย้ำที่อวู่ติดกับหลังบ้านและเริ่มตักน้ำในโอ่งราดตัวเพื่อล้างคราบสกปรกผมไม่รู้หรอกว่าพ่อรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ตรงหน้า……แต่ควยพ่อตอนนี้แข็งโด่เต็ม 9 นิ้วเลยล่ะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นควยของพ่อสันต์ ลำแท่งใหญ่โต หัวบานคล้ำ (น่าจะผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน) เส้นหมอยยาวรุงรังยิ่งขับให้เครื่องเพศดูน่าเกรงขามมากขึ้น ตอนนี้หมอยทั้งหมดลู่แนบสนิดกับหนังควยและหนังไข่จากน้ำในขันที่ราดลงมา ไข่สองใบของพ่อห้อยอย่างสวยงาม มีขนาดใหญ่เกือบเท่าไข่ไก่เมื่อล้างตัวเสร็จพ่อก็ใช้ผ้าขนหนูเช็ดไปตามร่างกายแกร่งที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อสมชายชาติทหาร ที่รับได้ดีกับส่วนสูง 181 เซนติเมตรของพ่อ ทั้งกล้ามไหล่ หน้าอก ต้นขา รวมถึงซิกแพคของพ่อ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นน้องๆ นักเพาะกายเลยทีเดียว แม้จะมีไขมันแทรกอยู่บ้าง แต่ก็ทำให้ร่างของพ่อสันต์ดูไม่ลีนจนเกินไปแล้วพ่อก็เข้าบ้านไปพร้อมกับใส่เครื่องแบบชุดใหม่ สาร์ทรถปาเจโร่และขับออกไปในที่สุดผมใช้กุญแจสำรองเปิดประตูด้านหนังของบ้านและตรงที่ไปตระกร้าผ้า กางเกงในทหารของพ่อเปียกแฉะเป็นดวงๆ นั่นไม่ใช่น้ำเยี่ยวของคุณหญิง แต่เป็นน้ำเงี่ยนจากควยของพ่อแน่นอนผมเดินสำรวจภายในบ้านอีกสักพัก แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ (ถุงยางยังคงอยู่ในลิ้นชักที่เดิม) ผมเลยเดินออกมาจากค่าย กลับมารอที่รถ รอเวลาที่พ่อสันต์เลิกงาน และไปพบคุณหญิงที่ ’ร้านเดิม‘ ตามที่คุณหญิงแจ้งไว้ผมกลับมานั่งรอบนรถที่จอดไว้ที่ตีนเขาหลังค่าย แอร์เย็นๆ และเพลงที่เปิดไว้เบาๆ พลางทำให้ผมคิดทบทวนเหตุการณ์ที่ได้พบเห็นความสัมพันธุ์ของพ่อสันต์กับคุณหญิงคืออะไรกันแน่? นี่ไม่ใช่การมีชู้ธรรมดา ถ้าพ่อสันต์จะมีชู้ ทั้งฐานะ ยศศักดิ์ เส้นสาย และรูปร่างหน้าตาของพ่อสันต์ น่าจะหาเมียเด็กสวยๆ ได้สบายๆ แต่ทำไมพ่อถึงนั่งคุกเข่าต่อหน้าคุณหญิงเจี๊ยบ และสายตาที่พ่อสันต์เงยหน้ามองคุณหญิง……มันเป็นสายตาของทาสชัดๆทำไมพ่อสันต์ที่เป็นถึงนายทหารยศใหญ่ รูปร่างหน้าตาหล่อเหลา มีครอบครัวที่ดี เป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร ถึงคุกเข่าแทบเท้าคุณหญิงเจี๊ยบร่างท้วมอายุ 56 ปี ที่แทบจะสู้อะไรพ่อไม่ได้เลย และนี่เป็นป่ากล้วยภายในบนิเวณบ้านพักทหารของพ่อสันต์ด้วย ถ้าเปรียบเทียบเป็นทีมฟุตบอล พ่อสันต์ก็คงเหมือนทีมเหย้าที่ยืนผงาดในสนามของตัวเอง แต่กลับพ่ายแพ้ต่อทีมเยือนของคุณหญิงในเกมการแข่งขันนี้...“พ่อสันต์ครับ เมื่อไหร่เค้าจะเริ่มเล่นล่ะครับ” ผมในวัย 6 ขวบถามพ่อสันต์ที่นั่งอยู่ข้างๆ กัน บนอัฒจันทร์ของสนาม ท่ามกลางเสียงเชียร์ของกองเชียร์ทีมชาติทั้งสองประเทศ“รอหน่อยน่า อีกไม่นานหรอก“ พ่อสันต์ตอบกลับมา แล้วหันไปคุยกับเพื่อนอีกคน เกี่ยวกับการแข่งขันสำคัญของทีมชาติไทยที่จะมาถึงผมสำผัสได้ถึงความชอบของพ่อที่มีต่อฟุตบอล (จริงๆ แล้วฟุตบอลเป็นกีฬาที่ชายแท้หลายคนในประเทศนี้ชอบ ทั้งเล่นเอง และดูคนอื่นเล่น) และความตื่นเต้นของพ่อต่อแมชต์สำคัญชองทีมชาติครั้งนี้ ส่วนตัวผมเอง ผมตื่นเต้นกับบรรยากาศโดยรอบ ที่สำผัสได้ถึงพลังที่ทุกคนพร้อมปลดปล่อยออกมาเป็นเสียงเชียร์ แต่ความตื่นเต้นจากเกมกีฬาด้านหน้าของผม ไม่มีเลยแล้วเกมกีฬาก็เริ่มขึ้น ไทยที่เป็นทีมเหย้า ฟอร์มดีกว่าหลายๆ เกมที่ผ่านมา และเริ่มยิงนำไปก่อน 1-0 นั่นทำให้กองเชียร์ทีมชาติไทย (ที่มีเกิน 50% ของผู้ชมทั้งหมด) โห่ร้องด้วยความดีใจ และตั้งสมาธิจดจ่อกับแมตช์ตรงหน้าจนเมื่อไทยขึ้นนำ 2-0 พ่อสันต์และเพื่อนๆ บางคนถอดเสื้อออกเชียร์ โห่ร้องด้วยความดีใจ ส่วนผมที่เป็นเด็ก เห็นทุกคนกระโดดโลดเต้น และบรรยากาศครุกรุ่นได้ที่ ก็พลอยสนุกไปกับทุกคนด้วยแต่ครึ่งหลัง หลังจากที่คีย์แมนล้มข้อเท้าพลิก (ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ผมในตอนนี้จำไม่ได้แล้ว) ทำให้ต้องเปลี่ยนตัวสำรองลงมาเล่นแทน เสียงกองเชียร์ก็เริ่มเบาลง และกองเชียร์ไทยก็เริ่มหมดกำลังใจผลการแข่งขันวันนั้นจบที่ 3-7 ทีมไทยแพ้ จากการเสียกำลังใจและเสียผู้เล่นที่เก่งที่สุดไป ซ้ำร้าย ยังโดนแซ่งไปอีก 2 ลูกในช่วงทดเวลา ทุกคนกลับบ้านด้วยความผิดหวัง (ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่า พ่อวางเดิมพันเกมนี้กับเพื่อนไว้ด้วย)พ่อสันต์เดินจับมือผมระหว่างทางเดินไปที่รถที่จอดอยู่ไกลสนาม เพราะที่จอดรถหายากมากสำหรับแมตช์ใหญ่แบบนี้ ผมเริ่มร้องไห้จากความเหนื่อยล้า และการเดินจนเจ็บเท้า“ฮึก… ฮือออ” ผมเก็บน้ำตาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป แล้วยกเมือทั้งสองข้างอยากให้พ่ออุ้ม เท้าที่เมื่อยแทบจะลากไม่ไหวอีกต่อไปแต่พ่อผมในวันนั้น อยู่ดีๆ ก็ถามคำถามแปลกๆ ขึ้นมา“มึงอยากเล่นบอลไหมวะ” พ่อสันต์ถามผม ไม่ได้สนใจเลยว่ามีน้ำตานองหน้าผมอยู่“ดูน่าสนุกดีนะครับ” ผมในร่างเด็ก 6 ขวบตอบกลับไป “พ่อว่ามันสนุกไหม”“สนุกสิ สมัยพ่อเรียนเตรียมทหาร พ่อเล่นบอลกับรุ่นพี่กับเพื่อนประจำ” พ่อสันต์ตอบ รอยยิ้มจางๆ เมื่อนึกถึงความสนุกเกิดขึ้นบนหน้า แล้วพ่อสันต์ก็เริ่มเล่าถึงความสนุกที่ตัวเองเคยสัมผัส แล้วสุดท้ายก็ถามผมอีกครั้ง ”เป็นทีมชาติได้เงินเยอะนะเว้ย มึงอยากเป็นนักบอลมั้ยวะ““ผมชวนขิมไปเล่นด้วยได้ไหมครับ“ ผมถามพ่อกลับไป มันคงเหงาน่าดูถ้าไม่มีเพื่อนสนิทไปเล่นด้วยพ่อสันต์ส่ายหน้า สายตาเริ่มจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย “ไม่ได้หรอก ฟุตบอลมันกีฬาผู้ชาย” พ่อสันต์พูดด้วยเสียงแข็งๆ แล้วพ่อก็หันมามองหน้าผม “ชวนเพื่อนผู้ชายไปได้ หรือมึงคบแต่เพื่อนผู้หญิงวะ”พ่อสันต์มองหน้าผมด้วยความแคลงใจ จริงๆ ตอน 6 ขวบผมก็เริ่มมีม่าทางตุ้งติ้งจนพ่อสังเกตได้แล้ว และคำถามของพ่อตอนนี้ก็เต็มไปด้วยการกล่าวหา (ทั้งๆ ที่ผมก็รู้ดีว่ามันเป็นความจริง) ถึงแม้ผมจะยังเด็ก แต่เข้าใจความหมายของคำถามนี้ดี“ก็มีเพื่อนผู้ชายครับ แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนจะอยากไปด้วยไหม” ผมตอบพ่อสันต์ น้ำตาเริ่มไหลออกมาอีกครั้ง แต่ด้วยเหตุผลอื่น“มึงลองเอาผู้หญิงมาเตะบอลแข่งกับผู้ชายสิ แม่งไม่มีทางชนะหรอก” พ่อสันต์พูดด้วยเสียงแข็งกร้าว ทำให้ผมไม่กล้าตอบอะไร “ยังไงผู้หญิงก็ต้องเป็นรองผู้ชายอย่างเรา แล้วมึงก็หยุดร้องไห้สักที อีกนิดเดียวก็ใกล้ถึงรถแล้ว“พ่อสันต์จับมือผมแน่นขึ้น รอบนี้ไม่ใช่การจูง แต่แทบจะเป็นการกระชากให้ผมเดินตามพ่อไป ผมไม่กล้าพูดอะไรอีกหลังจากนั้น นั่นนะสิ ‘ยังไงผู้หญิงก็ต้องเป็นรองผู้ชาย’ในวันนั้นน้ำตาผมไหลออกมาอีกตลอดทางกลับบ้าน...‘ยังไงผู้หญิงก็ต้องเป็นรองผู้ชาย’นั่นสินะพ่อ ทำไมทุกอย่างไม่เป็นแบบที่พ่อเคยพูดในวันนั้นล่ะ ทำไมวันนี้พ่อถึงยอมให้คุณหญิงแก่ตัณหากลับคนนั้น มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพ่อ ทำไมพ่อไม่ต่อสู้กลับไป ทำให้ ‘ยังไงผู้หญิงก็ต้องเป็นรองผู้ชาย’สองมือผมกำพวงมาลัยรถแน่น และอยู่ดีๆ ผมก็ร้องไห้ออกมา
-------------ถามหน่อยครับทุกคนคุณคิดว่า 'พ่อสันต์' หรือ 'ผู้การสันต์' ควรโดนลงโทษอย่างไรดีครับ
{:5_146:} ขอบคุณครับ สนุกมากครับ ขอพ่อโดนผู้หญิงจับรีดน้ำ จับไปโชว์ควยในงานปาร์ตี้หญิงล้วน ต้องแตกให้ผู้หญิงเอาไปผสมเครื่องดื่มคนละแก้วจนหมดแรงครับ บรรยายดี ลำดับเรื่องดี รู้เลยว่าตั้งใจเขียน ติดตามต่อเลยครับบ เสียวมากครับ เสียวมากครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุนครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ {:5_146:}{:5_146:}{:5_146:} เสียวครับ อย่างเจ๋ง รอๆ ขอบคุนครับ พ่อต้องโดนอัดตูดครับ
ขอบคุณครับ รอๆ