ลมหนาวและความลับที่เชียงใหม่ (ของเราสามคน)- ตอนที่ 1
หลังจากกลับจากทริปทะเล คราวนี้ผมกะเปลี่ยนแนวพาเพื่อนๆไปเที่ยวขึ้นเหนือบ้างไปสัมผัสอากาศเย็นๆกันบ้างจากครั้งก่อนอากาศที่ผมไปกัน เป็นทริปเที่ยวริมทะเลอากาศค่อนข้างร้อน เนื้อตัวค่อนข้างเหนียวเนอะหนะ (ไปตามอ่านเรื่องเล่าของผมได้ที่นี่ เมื่อคนชอบแก้ผ้า ชวนเพื่อนไปเที่ยว — แบบ naturist) จากการทริปครั้งนั้น ทำให้เราได้ทำความรู้จักกันและสนิทกันมากขึ้น---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันหนึ่งเรานัดกินข้าวกันตามโอกาสทั่วไปปกติ แล้วได้ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าเราไม่ได้เที่ยวกันนานแล้ว
“ไปเที่ยวเชียงใหม่กันไหม” ผมถามเพื่อนทั้งสอง
“เชียงใหม่? ” ไอ้ตี๋ยกคิว ถาม“ไปทำไมวะ?”
“กูเจอรีสอร์ทเล็กๆบนภูเขา” ผมอธิบาย “เป็นวิลล่าส่วนตัว มีสระว่ายน้ำ มีจากุซซี่กลางแจ้ง วิวสวยมาก แล้วก็…เป็นส่วนตัวมาก ไม่มีใครมารบกวน” กูอยากไป พวกมึงไปกับกูหน่อย
“โอ้ ดูน่าสนใจนะ” ไอ้อ้นพูด “แล้วจะไปทำไรบ้างวะ?”
“ก็ผ่อนคลาย เล่นน้ำ ดื่ม พักผ่อน” ผมตอบ “ไม่ต้องสนใจอะไร ไม่ต้องแต่งตัวเยอะ แบบ…เป็นตัวเองได้เต็มที่”
ไอ้ตี๋กับไอ้อ้นมองหน้ากัน ก่อนจะยิ้มออกมา
“โอเค” ทั้งคู่ตอบพร้อมกัน
“ไปสิ”
หลังจากคุยกันในร้านอาหารวันนั้น พวกเราก็ตกลงหาวันลาพร้อมกันได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน หลังวันลอยกระทง รอบนี้กะว่าจะไปเที่ยวกันประมาณ 4–5 วัน
พอเครื่องแตะรันเวย์เชียงใหม่ในช่วงเที่ยงวัน แสงแดดนวล ๆ สะท้อนแนวเทือกเขาไกล ๆ ผมเหลือบมองไอ้อ้นกับไอ้ตี๋ ทั้งคู่ทำหน้าราวกับจะออกไปพิชิตโลก ทั้งที่ความจริงแค่มาเที่ยว กิน นอน และถ่ายรูปลงไอจี
ไอ้อ้นหันมาบอก “เฮ้ย กูพร้อมละ”
ไอ้ตี๋สวนทันที “พร้อมแดกอะดิมึงอะ”
ผมไหล่สั่นขำ ไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ พวกนี้
อากาศที่เชียงใหม่ช่วงนี้ เหมือนจะร้อนแต่ไม่ร้อน อุณหภูมิ ประมาณ 29 องษา พอให้รู้สึกเหมือนเมืองกำลังโอบรับเราไว้ นี่แหละเชียงใหม่หลังลอยกระทง เงียบละมุน ต้นไม้ใหญ่ริมถนนเหมือนกำลังพักหายใจ เมฆสีขาวฟุ้งค่อยๆ ลอยเหนือดอยสุเทพเหมือนขนมสายไหมติดปลายฟ้า
พวกเราเช่ารถแล้วขับออกจากสนามบิน เสียงยางลูบไปกับถนนเรียบ ๆ ผ่านบ้านไม้สักเก่า ร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวในเงาไม้ วัดน้อยวัดใหญ่โผล่ตามหัวมุมถนนเป็นระยะ
ไอ้อ้นหาวแล้วพูดขึ้นว่า “แบบนี้แม่งดีว่ะ ไม่มีอะไรรีบ”
ไอ้ตี๋กระทุ้งแขนมัน “มึงอะ รีบกินอย่างเดียว”
เสียงหัวเราะในรถดังจนคนเดินริมทางหันมามอง ผมล้อพวกมันไปหนึ่งที
“พวกมึงแม่งโตแล้วก็จริง แต่ยังเหี้ยเหมือนตอนเด็กอยู่ดี”
ไอ้ตี๋ทำหน้าเอือม “อย่างกับมึงไม่เคย ?!”
แล้วเราสามคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน แบบไม่ต้องมีเหตุผล
เราวนรถรอบคูเมือง น้ำในคูนิ่งราวกระจก สะท้อนกำแพงอิฐเก่าและต้นโพธิ์สูง เหมือนเวลาที่นี่เดินช้ากว่าโลกข้างนอก ใบไม้ปลิวช้า ๆ ไปตามแรงลมอ่อน เหมือนทุกอย่างถูกตั้งค่าไว้ให้ไม่ต้องรีบ
ไอ้อ้นเปิดเพลงเบา ๆ แล้วพูดขึ้นว่า
“แม่งเหมือนได้กลับบ้านที่ไม่เคยอยู่มาก่อน”
ผมแอบพยักหน้าเห็นด้วย โดยไม่พูดอะไรออกมา
เราจอดแวะกินข้าวซอยกับขนมจีนน้ำเงี้ยวตามร้านโลคอลข้างทาง
“อร่อยมาก ไม่เหมือนที่กูกินที่อื่นเลย” ไอ้อ้นพูด
ผมมองไปที่ไอ้ตี๋ เห็นมันซดน้ำจนหมดชาม ก็รู้ทันทีว่า…อร่อยจริง
รถแล่นผ่านประตูท่าแพ นักท่องเที่ยวเดินช้า ๆ ถ่ายรูปนกพิราบ แม่ค้ายิ้มตาหยีขายผลไม้กับน้ำสมุนไพร กลิ่นดอกไม้จาง ๆ ลอยมาจากกระทงและดอกไม้ประดับที่ยังหลงเหลืออยู่รอบคูเมือง
เมื่อคืนเมืองนี้คงสว่างไสว เต็มไปด้วยแรงศรัทธา
ตอนนี้…มันกำลังพักหายใจ
ช่วงบ่ายเราขับรถขึ้นดอย หมอกบาง ๆ แตะยอดสน แสงอาทิตย์อุ่นลอดผ่านใบไม้ กลายเป็นฝุ่นทองลอยอยู่ในอากาศ ไอ้ตี๋ยกกล้องขึ้นถ่ายไอ้อ้นแล้วบอก
“มึงทำหน้าหล่อดิ”
ไอ้อ้นตอบหน้าตาย “ไม่ต้องทำ หน้าแบบนี้ให้ธรรมชาติจัดการ”
ผมแซวทันที “ธรรมชาติแม่งใจร้ายมากกับมึง”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง ล้อกันแรง แต่ไม่มีใครโกรธ เพราะมันคือภาษาที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก
จากวัดพระธาตุดอยสุเทพ เรามองเห็นตัวเมืองเชียงใหม่อยู่เบื้องล่าง เห็นเครื่องบินขึ้นลงเป็นเส้นเล็ก ๆ บนท้องฟ้า เป็นภาพที่ติดตาไม่รู้ลืม อิ่มบุญจากการไหว้พระ และอิ่มใจจากวิวตรงหน้า
.
.
ยามเย็นพวกเรานั่งดูวิวริมแม่น้ำปิง แสงสีส้มทองสะท้อนผิวน้ำ เหมือนเนยที่ค่อย ๆ ละลายบนขนมปัง ไอ้อ้นยืนพิงราว มองแม่น้ำอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า
“กูโคตรดีใจที่ได้มาด้วยกันอีก”
ไม่มีใครตอบในทันที
ผมแค่ยกมือตบไหล่มันหนึ่งที ไอ้ตี๋ยิ้มมุมปากแบบเข้าใจ
เท่านี้…ก็พอแล้วสำหรับพวกเรา
ค่ำคืนนั้นที่ Riverside นั้นลมเย็นแตะต้นคอ เบียร์เย็นจัดสามแก้วเรียงอยู่บนโต๊ะ ข้าง ๆ เบียร์สดหนึ่งทาวเวอร์
เสียงเพลงสดคลอเบา ๆ กีตาร์โปรยโน้ตเหมือนหยดน้ำตกบนใบไม้ อาหารเหนือฟิวชันส่งกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยปนกับลมแม่น้ำ
ผมยกแก้วชนกับพวกมัน
ไอ้ตี๋พูดขึ้นว่า “สักวันเราต้องแก่ด้วยกันแบบพุงย้วย ๆ นั่งกินน้ำพริกหนุ่มนะเว้ย”
ไอ้อ้นสวนทันควัน “เออ…ถ้าพวกมึงไม่ตายกันก่อนนะ ปากอย่างพวกมึง ไม่น่าจะอยู่จนแก่”
ผมหัวเราะจนเกือบสำลักเบียร์ ก่อนจะตอบกลับ “มึงหุบปากเหอะ เดี๋ยวมึงก็อยู่ไม่ถึงแก่เหมือนกัน”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง เป็นเสียงหัวเราะแบบที่ไม่ต้องระวัง ไม่ต้องคิดมาก แค่ปล่อยให้มันดังไปตามใจ
หลังจากมื้อเย็นที่อิ่มทั้งท้องและอารมณ์ เราขับรถกลับรีสอร์ทที่ผมเลือกมาอย่างพิถีพิถัน
ท้องฟ้าเริ่มมืด ดาวค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีละดวง อากาศเย็นสบายจนต้องเปิดกระจกให้ลมพัดเข้ามา
“ถึงแล้ว” ผมบอกพวกมันเบา ๆ
ไฟหน้ารถส่องให้เห็นทางเข้าวิลล่าท่ามกลางความมืด
“โอ้ย…สวยมากเลย” ไอ้ตี๋หลุดปากออกมา
ห้องที่ผมเลือกเป็นห้อง Suite ขนาดใหญ่ กว้างขวาง ตกแต่งด้วยโทนสีขาวสะอาดตา เพดานไม้สีขาวสูงโปร่ง แสงไฟอุ่น ๆ ส่องลงมา ทำให้ทั้งห้องดูนิ่งและผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไป
ด้านหนึ่งของห้องเป็นเตียงใหญ่สีขาวนวล หัวเตียงแกะสลักลวดลายวินเทจอย่างประณีต หมอนนุ่มฟูเรียงกันเป็นระเบียบ ผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดชวนให้อยากทิ้งตัวลงไปนอนทันที
แต่สิ่งที่สะดุดตามากที่สุด คือ สระว่ายน้ำส่วนตัวกระจกใสที่อยู่ภายในห้องเดียวกัน
สระกระจกใสตั้งอยู่ด้านข้างห้อง ดูโปร่งและเบา มองเห็นวิวภูเขาผ่านกระจกบานใหญ่รอบด้าน แม้จะเป็นกระจกใส แต่เป็นแบบที่มองไม่เห็นจากภายนอก น้ำในสระสีฟ้าใส มีไฟใต้น้ำส่องประกายระยิบระยับ ดูสงบและหรูในเวลาเดียวกัน
ใกล้กันเป็นมุมนั่งเล่น มีโซฟาสีขาว โต๊ะกาแฟ และของตกแต่งสไตล์เรียบหรู หน้าต่างกระจกบานใหญ่เปิดรับวิวภูเขาและท้องฟ้ายามค่ำ
ทุกอย่าง—เตียง ห้องนั่งเล่น และสระว่ายน้ำ—อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
สระอยู่ในห้อง ไม่ได้อยู่นอกอาคาร
“โคตรสวย” ไอ้อ้นพูดขึ้น “มึงหาได้ยังไงวะ”
“กูค้นหามานาน” ผมตอบ “อยากให้ทริปนี้พิเศษ”
“พิเศษจริง ๆ” ไอ้ตี๋ยิ้ม “สระอยู่ในห้องด้วย ไม่ต้องออกไปข้างนอก”
“ใช่” ผมพยักหน้า “เป็นส่วนตัวสุด ๆ ไม่มีใครมองเห็นจากข้างนอก”
ผมวางกระเป๋าลงแล้วหันไปบอกพวกมัน
“เอา…พวกมึงตามสบาย”
.
เราทั้งสามเดินเข้าห้องพัก ทิ้งตัวลงโซฟาด้วยความเหนื่อย ผมเริ่มถอดเสื้อยืดออก โยนทิ้งไปข้างๆ กระเป๋า แล้วแกะกางเกงยีนส์ออก จนเหลือแต่ boxer สีดำตัวเดียว ยืดเส้นยืดสายอยู่หน่อย
“เหนื่อยสัสชิบหาย วันนี้เดินเกือบทั้งวัน”
ไอ้ตี๋กับไอ้อ้นก็ทำตาม ถอดเสื้อผ้าออกจนเหลือแต่กางเกงใน นั่งพักผ่อนกันอยู่สักพัก
ผมลุกขึ้นเดินไปที่สระว่ายน้ำ มองออกผ่านสระออกไปยังกระจกบานใหญ่ เห็นแสงไฟในเมืองกรายๆ
“ลงเล่นน้ำกันไหม” ผมเอียงคอถาม
“เดี๋ยวนี้เลยเหรอวะ” ไอ้อ้นยกคิ้ว
“ทำไม่จะไม่ลง ก็สระมันอยู่ตรงหน้าแล้ว” ผมชี้ออกไป
“ไปสิ ดีอยู่” ไอ้ตี๋ลุกขึ้น ยืดตัวดังเปรี๊ยะ
เราเดินออกไปที่สระพร้อมกัน ยังคงใส่กางเกงในอยู่ ลมกลางคืนเย็นสบาย ผมก้าวลงบันไดสระทีละขั้น น้ำอุ่นสัมผัสเท้า ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง เข่า ต้นขา จนจมถึงเอว น้ำใสมาก มองเห็นทุกอย่างใต้ผิวน้ำชัดเจน ไฟใต้น้ำส่องทำให้ร่างกายดูเป็นเงาๆ
“อ่า สบายดี” ไอ้ตี๋ถอนหายใจยาว ทิ้งตัวจมน้ำ
“น้ำอุ่นพอดีเลย” ไอ้อ้นพูดพลางว่ายมาใกล้
เราว่ายไปมา เล่นน้ำกันสักพัก แต่ผมรู้สึกว่ากางเกงในมันรัดตัว เปียกน้ำติดแน่นอึดอัด ผมหยุดอยู่กลางสระ
“เฮ้ย กางเกงมันรำคาญชิบหาย… กูขอถอดนะ” ผมพูดพลางดึงกางเกงในลงใต้น้ำ ดึงออกจากขา โยนขึ้นไปวางริมสระเปียกโชก
ตอนนี้ผมเปลือยกายสนิท อยู่ในน้ำอุ่นๆ ควยลอยโคลงเคลงใต้น้ำใส มองเห็นได้ชัดเจน
ไอ้ตี๋กับไอ้อ้นหยุดว่ายน้ำ มองผมอยู่สักพัก
“เอ่อ… มึงรีบถอดเลยเชียวนะ” ไอ้อ้นหัวเราะเบาๆ “เขินดีวะ นานแล้วไม่ได้แก้ผ้าด้วยกัน นับตั้งแต่ทริปอันดามันเลย”
“ก็นานเหมือนกัน” ไอ้ตี๋พยักหน้า “แปดเดือนแล้วมั้ง”
“ไม่ต้องรีบ ค่อยๆไป” ผมยิ้ม
เราเล่นน้ำกันต่อ บรรยากาศเริ่มคลายความเคอะเขิน
“เอาเบียร์มาดื่มไหม” ไอ้อ้นถาม
“เอามา” ผมกับไอ้ตี๋ตอบพร้อมกัน
ไอ้อ้นว่ายไปขอบสระ ยกตัวขึ้นในลักษณะดันพื้น น้ำไหลรินลงจากหลัง ก้นเปียกโชก กางเกงในเปียกติดแน่นเห็นรูปร่างชัด มันเดินไปที่ตู้เย็นมินิบาร์ เปิดหยิบเบียร์สามกระป๋องมา กระโดดลงน้ำอีกครั้ง น้ำกระเซ็นสาดใส่เรา
เราจับกระป๋องเบียร์ เปิดฝา เสียงฟู่ซ่า ชนกระป๋องกัน “ไชโย” แล้วดื่มกัน น้ำอุ่นๆ เบียร์เย็นๆ
แอลกอฮอล์เริ่มไหล่เวียนในร่างกาย ผมรู้สึกหน้าร้อน แก้มเริ่มแดง เราดื่มไปพูดคุยไป เล่าเรื่องตลกๆ ที่เจอระหว่างวัน
“ร้อนวะ” ไอ้ตี๋พูด หน้าแดงเรื่อๆ
“ใช่ แอลกอฮอล์มันทำงาน ก็เราเล่นกินเป็นทาว ตั้งแต่ร้านอาหาร ละยังมาต่ออีก” ผมตอบ
เราดื่มกันไปอีกสักพัก ไอ้ตี๋วางกระป๋องลงริมสระ
“โอเค กูถอดแล้วนะ ร้อนมากจริงๆ” มันพูดพลางดึงกางเกงในลงใต้น้ำ ดึงออกมาเปียกโชก ก้อนน้ำหยดลงจากผ้า โยนขึ้นไปวางข้างกางเกงผม
“เห้ย โล่งชิบหาย” มันหัวเราะ ว่ายน้ำรอบสระ ควยส่ายไปมาใต้น้ำ
ไอ้อ้นมองพวกเรา เม้มริมฝีปากเบาๆ
“มึงก็ถอดสิ มึงคนเดียว” ผมชวน
“เออ… เขินดีว่ะ” มันหัวเราะเขิน
“เขินเหี้ยไรวะ เราเห็นหมดกันหมดแล้ว” ไอ้ตี๋แซว “ทริปทะเลครั้งก่อนกูจับมึงแก้ผ้าอาบน้ำขนาดนั้น”
“โอเคๆ” ไอ้อ้นยอมแพ้ มันดึงกางเกงในลงใต้น้ำ ยกขาออกทีละข้าง ดึงออกมาโยนขึ้นไป
“เอ้า แบบนี้ดิ” ผมยิ้ม ยกกระป๋องเบียร์ขึ้น
ตอนนี้เราทั้งสามเปลือยกายสนิทในสระ น้ำใสมองเห็นทุกอย่างชัดเจน ร่างกายของเราทั้งสาม ควยที่โคลงไปมาตามการเคลื่อนไหว
เราว่ายน้ำกันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีใครรู้สึกแปลกหรือเขินอายอีกต่อไป แค่สามคนผู้ชายที่สนิทกัน กำลังเพลิดเพลินกับคืนนี้ในสระน้ำอุ่น ดื่มเบียร์ หัวเราะคุยกันอย่างสบายใจ
.
“สบายดีจริงๆ” ไอ้ตี๋พูด พลางลอยตัวหงายในน้ำ
เราว่ายไปมา ดำน้ำ โผล่ขึ้นมา สาดน้ำใส่กัน เล่นกันสนุกมาก บรรยากาศผ่อนคลายสนิทสนมเหมือนเพื่อนซี้ที่ไม่มีอะไรต้องปิดบัง
ไอ้อ้นว่ายไปขอบสระ ยกตัวขึ้นนั่งริมสระ น้ำไหลรินลงจากร่างกายเปลือยเปล่า มันหยิบกระป๋องเบียร์ขึ้นมาจิบ ควยห้อยนิ่มๆ หมอยดกดำปกคลุมบริเวณขาหนีบ แสงไฟสระส่องลงมาทำให้เห็นชัดเจน
“มึงไม่เล่นแล้วเหรอ” ผมถามพลางว่ายเข้าไปใกล้
“เดี๋ยวลง ให้กูดูพวกมึงเล่นก่อน” มันตอบ แล้วยกกระป๋องเบียร์ขึ้นจิบ
ผมกับไอ้ตี๋ว่ายน้ำเล่นต่อ ควยทั้งสองเราส่ายไปมาในน้ำ บริเวณขาหนีบเนียนเกลี้ยง ไม่มีขนเลย ตัดกันชัดกับไอ้อ้นที่นั่งอยู่บนขอบสระ
ไอ้ตี๋หยุดว่าย ยืนอยู่ในน้ำ หันไปมองไอ้อ้น
“เฮ้ย อ้น” มันเรียก “กูสังเกตว่ามึงปล่อยหมอยยาวเหมือนเดิมเลยนะ”
“ใช่สิ” ไอ้อ้นตอบเฉย
“ทำไมล่ะ ทั้งที่ทริปอันดามันกูกับมัน” มันชี้มาที่ผม “โกนให้มึงไปแล้วด้วย”
“ก็…” ไอ้อ้นหยุดดื่มเบียร์ “มันเจ็บว่ะ”
“เจ็บยังไงวะ” ผมถาม ว่ายเข้าไปใกล้ขอบสระ พิงแขนไว้บนขอบ
“พอกูกลับมาจากอันดามัน ขนมันเริ่มงอกขึ้นมา โคตรคัน” มันอธิบายพลางยกมือขูดบริเวณขาหนีบเบาๆ “คันชิบหายเลย ยิ่งตอนไม่กี่วันแรก ขนสั้นๆ แหลมๆ มันจิกผิวหนัง คันจนกูเกาจนผิวแดงเลย”
“โอ้ เข้าใจ” เราพยักหน้าพร้อมกัน
“แล้วพอขนยาวขึ้นมาหน่อย มันก็ไม่ค่อยคันแล้ว” มันพูดต่อ “แต่กูก็ไม่กล้าโกนอีก กลัวจะคันแบบเดิม”
“แล้วมึงลองไถบ้างหรือยัง” ผมถาม
“เคย” มันตอบ “กูลองไถให้สั้น แต่ก็ยังคันอยู่ดี ไม่เท่าตอนโกนหมด แต่ก็ยังคันอยู่”
“แล้วตอนนี้มึงทำยังไง” ไอ้ตี๋ถาม พลางว่ายมาพิงข้างๆ ผม
“กูเลยปล่อยยาวเหมือนเดิมแหละ” มันตอบ “ไม่ตัดไม่โกนอะไรเลย แค่อาบน้ำล้างให้สะอาด”
“แต่มันไม่รำคาญเหรอ” ผมถาม
“ก็… ยังไงก็เคยชินแล้ว” มันตอบ “กว่าจะโกนแล้วคัน กูว่าปล่อยดีกว่า สบาย”
“แล้วมึงไม่เขินเหรอ” ไอ้ตี๋ถาม “เวลาเห็นว่าพวกกูโกนหมด แต่มึงมีหมอยเต็มๆ”
ไอ้อ้นหัวเราะเสียงดัง “ก็… เขินหน่อยแหละ แต่กูไม่แคร์ มันเป็นร่างกายกู กูสบายแบบนี้ก็พอ”
“ก็ดีนะ” ผมพูด “สำคัญคือต้องสบายกับตัวเอง”
มีช่วงเงียบอยู่สักครู่ เสียงแต่น้ำกระเซ็นเบาๆ จากนั้นไอ้ตี๋ก็พูดต่อ
“อีกอย่างนะ กูกับมึง” มันชี้มาที่ผม
“ขลิบทั้งคู่” …. แต่มึง“ มันชี้ไปที่ไอ้อ้น “ไม่ขลิบ”
“ใช่” ไอ้อ้นตอบ “กูไม่ได้ขลิบ มีหนังหุ้มอยู่”
“แล้วมันต่างกันไหมวะ” ไอ้ตี๋ถามอย่างสนใจ
“ก็… ต่างหน่อย” มันตอบ พลางมองลงไปที่ควยตัวเอง “ตอนนิ่ม หนังหุ้มปิดหัวไว้ แต่ตอนแข็ง หนังหุ้มถอยลง หัวโผล่ออกมาเต็มที่”
“โอ้ เหมือนกันกับตอนขลิบแล้วสิ” ผมพูด
“ก็… เกือบเหมือนแหละ” มันตอบ “แต่หนังหุ้มยังมีอยู่ แค่ถอยลงไป”
“แล้วมึงไม่คิดจะขลิบบ้างเหรอ” ไอ้ตี๋ถาม
“ไม่” มันตอบเร็ว ส่ายหน้า “กลัวเจ็บ แล้วก็ปล่อยตามธรรมชาติดีกว่า ไม่อยากไปเจอหมอ”
เราหัวเราะกันอย่างสบายใจ บทสนทนาแบบนี้คงเกิดขึ้นได้แค่กับเพื่อนสนิทที่ไว้ใจกันจริงๆ ไม่มีอะไรต้องอาย
“เอาสิ ลงมาเล่นต่อ” ผมชวนไอ้อ้น
“โอเค” มันวางกระป๋องเบียร์ลง กระโดดลงสระ น้ำสาดกระเซ็นใส่เรา
เราทั้งสามเล่นน้ำกันต่อ ร่างกายเปลือยเปล่าทั้งหมด แต่ละคนก็มีลักษณะต่างกัน แต่ไม่มีใครสนใจเรื่องนั้น
.
“แล้วพวกมึงล่ะ” ไอ้อ้นเหมือนพึ่งคิดขึ้นได้อยู่ดีๆก็ถาม “ขลิบตอนไหน”
“กูขลิบตอนเด็กๆ” ผมตอบ “ประมาณประถมมั้ง”
“กูก็เหมือนกัน” ไอ้ตี๋พูด “ขลิบตอนเด็ก เท่าที่จำความได้”
“แล้วมันเจ็บไหม” มันถาม
“ไม่รู้ เล็กเกินไป จำไม่ได้” ผมตอบ “กูก็จำไม่ได้” ไอ้ตี๋เสริม
เราเล่นน้ำกันต่อ สลับกันขึ้นลงสระ บางทีผมขึ้นไปนั่งริมสระ สบายๆ นั่งจิบเบียร์เย็นๆ มองพวกมันว่ายน้ำเล่นกัน
ควยผมห้อยนิ่มหยดน้ำไหลไหลตามตัว แสงไฟสระส่องขึ้นมาสว่างพอเห็นทุกอย่างชัดเจน
บางครั้งไอ้ตี๋ว่ายมาขึ้นนั่งข้างๆผมยกตัวขึ้นมาด้วยแขน น้ำไหลรินลงจากร่างกายเปลือย บางทีก็ไอ้อ้นขึ้นมานั่งด้านตรงข้าม สลับกันไป
เราเห็นควยกันหมด เห็นแบบปกติธรรมดา ไม่รู้สึกแปลกอีกต่อไป แค่ร่างกายของผู้ชายที่อยู่ด้วยกัน
แสงไฟใต้น้ำส่องลงมา น้ำสะท้อนแสงขึ้นมาเป็นระยิบระยับ เงาของเราเคลื่อนไหวบนผนังห้อง บรรยากาศสวยงามและผ่อนคลายมาก
“สบายชิบหาย” ไอ้ตี๋พูด พลางเอนตัวลงพักแขนหลัง
“เออ สบาย อิสระดี” ผมตอบ ยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มอึกใหญ่
เราเล่นน้ำกันจนเหนื่อย เมื่อยแขนเมื่อยขา ทยอยขึ้นจากสระทีละคน เราไม่ได้รีบใส่ผ้า แค่เอาผ้าเช็ดตัวสีขาวนุ่มๆ เช็ดน้ำให้แห้ง เช็ดหน้า คอ หลัง อก ท้อง แขน ขา และบริเวณขาหนีบ เช็ดควยให้แห้ง แล้วเดินเข้าห้องไป
“ใครอาบน้ำก่อน” ไอ้ตี๋ถาม
“กูก่อน” ผมตอบ เดินเข้าห้องน้ำ
ผมอาบน้ำเสร็จ ก็แก้ผ้าเดินโทงๆออกมาเช็ดตัวหน้าห้องน้ำ ร่างกายเปียก น้ำหยดลงจากหัว ไหลรินลงมาตามหลัง
ไอ้ตี๋เข้าไปอาบต่อ แล้วไอ้อ้นเข้าไปอาบสุดท้าย
เราทั้งสามอาบน้ำเสร็จหมดแล้ว ยังคงเปลือยกายสนิท ไม่ได้รีบใส่เสื้อผ้า แค่นั่งเล่นโทรศัพท์ กดดูรูปที่ถ่ายตอนกลางวัน เลือกรูปสวยๆ ลงสตอรี่
.
“กูง่วงแล้ว นอนกันไหม” ผมถามพลางหาว
“ได้” ทั้งคู่ตอบพร้อมกัน
เราเดินไปที่เตียงใหญ่ เปลือยกายสนิท ปิดไฟใหญ่ เหลือแค่ไฟหัวเตียงสลัวๆ สีอำพันอุ่นๆ ผมนอนเตียงเสริมที่ต่อติดกับเตียงใหญ่ ไอ้ตี๋กับไอ้อ้นนอนเตียงใหญ่ เราดึงผ้าห่มนุ่มๆ ปกคลุมตัว แอร์เย็นฉ่ำพอดี สบายมาก
“วันนี้สนุกมาก” ไอ้อ้นพูดเบาๆ ในความมืด
“ใช่ สนุกจริงๆ” ไอ้ตี๋ตอบ เสียงง่วงๆ
“พรุ่งนี้จะสนุกกว่านี้อีก” ผมพูด
“รอไม่ไหวแล้ว” ทั้งคู่พูดพร้อมกัน
เราหลับไปท่ามกลางความสบายใจ นอนเปลือยกายด้วยกันบนเตียงเดียว ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ไม่มีอะไรต้องกังวล แค่มิตรภาพที่ลึกซึ้ง และความไว้ใจที่ไม่มีขอบเขต แบบเพื่อนผู้ชายที่สบายใจกับตัวเองและกันและกัน
.
..
...
น่าสนุกครับ รอติดตาม สนุกมากครับ รอตอนต่อไปนะครับ เพลิน ๆ ดีครับ ดีครับ แต๊งกิ้ว ชอบแบบนี้ ขอบคุณมากครับ ขอบคุณครับ สนุกครับ ขอบคุณครับ สนุกมากครับ แจ่มเลย 😉😉😉
{:5_120:}
ขอบคุณมากๆๆ ครับๆๆๆๆๆ ชอบครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ น่าอิจฉา ขอบคุณครับ
หน้า:
[1]