เล่ห์อนธการ ตอนที่ 1
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย NOOFONG เมื่อ 2025-11-28 11:11เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าคร่ำครึ ราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่รวดร้าว เปลวเทียนเล่มน้อยที่เคยวูบไหวได้มอดดับลงไปนานแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นควันจางๆ ที่ลอยอวลผสมกับกลิ่นอับชื้นของราตรี
บุรุษหนุ่มทรุดกายลงแนบพื้นเย็นเฉียบ ดวงตาที่เคยทอประกายสดใส บัดนี้กลับหม่นแสงลงดุจดวงดาราที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า
"หากสัจจวาจานั้นเป็นเพียงลมลวง..." เขาเอื้อนเอ่ยถ้อยคำนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า สั่นเครือเจือสะอื้น "ร้อยราตรีที่ผันผ่านย่อมไร้ซึ่งความหมาย ตัวข้าจักขอปลิดปลง ชีวีมลายสูญเป็นเพียงอากาศธาตุ..."
หยาดน้ำใสไหลรินอาบสองแก้มที่ซูบตอบ มิใช่เพียงเพราะความโศกศัลย์ แต่คือร่องรอยของการรอคอยที่สูญเปล่า สิ้นแล้วซึ่งความหวัง สิ้นไร้ศรัทธา หลงเหลือเพียงคราบน้ำตาที่เหือดแห้งเกรอะกรัง
ในความเงียบสงัด เขาได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้นช้าลง... ช้าลง... ความรวดร้าวที่กัดกินใจ ในสายตาผู้อื่นอาจมองเห็นเป็นเพียงความอ่อนแอ หากแต่ใครเล่าจะล่วงรู้ว่า แสงแรกแห่งทิวาวารที่หวังจักสาดส่องลงมาขับไล่ความมืดมิด แท้จริงเป็นเพียงภาพมายาที่เขาสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงตนเอง
เพราะในความเป็นจริง... ตัวเขานั้นจมดิ่งลงสู่ห้วงอนธการมาเนิ่นนานแล้ว แสงสว่างไม่อาจส่องถึงกลางใจ มีเพียงความมืดดำอำมหิตที่โอบกอดร่างกายอันสั่นเทานี้ไว้... ตลอดกาล
ปฐมบท: บุปผาเปื้อนมลทิน
ท่ามกลางกลิ่นเครื่องหอมฉุนจมูกและเสียงขับกล่อมของดนตรีปี่พาทย์ที่แว่วหวานบาดใจ ในย่านสำเพ็งอันจอแจแห่งพระนคร ยุคสมัยที่แผ่นดินกำลังเฟื่องฟูด้วยการค้าขายกับชาวต่างชาติ ณ "โรงรับชำเรา" แห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านท้าทายศีลธรรม คือสถานที่กำเนิดของ 'ธารานนท์'
ธารานนท์... นามอันไพเราะที่แปลว่าความยินดีในสายน้ำ หากแต่ชีวิตจริงของเขากลับแห้งแล้งราวกับผืนดินแตกระแหง เขาเป็นเพียงบุตรชายไร้พ่อที่เกิดจากนางโลมผู้ต่ำต้อย เติบโตขึ้นมาท่ามกลางเสียงครวญครางแห่งกามารมณ์และสายตาเหยียดหยามจากเหล่าคณิกาด้วยกัน ในวัยเยาว์ เขาคือเด็กชายที่ถูกตราหน้าว่าเป็น 'ตัวกาลกิณี' ส่วนเกินที่ไม่มีใครต้องการในหอโคมแดงแห่งนี้
ทว่าเมื่อกาลเวลาผันผ่าน เด็กชายตัวน้อยกลับเติบใหญ่พร้อมกับรูปโฉมที่สวรรค์ตั้งใจกลั่นแกล้ง ผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียดราวน้ำนม ขนตางอนยาวรับกับดวงตาโศกซึ้งที่ฉายแววอาดูร และริมฝีปากอิ่มสีชาดที่งดงามเกินบุรุษเพศ ความงามนี้เองที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาจาก 'เศษเดน' ให้กลายเป็น 'สินค้าราคาแพง'
นายแม่ผู้ดูแลหอ มองเห็นประกายทองคำในตัวเขา จึงหยิบยื่นข้อเสนอที่เป็นดั่งพันธนาการชั่วชีวิต "หากเอ็งปรารถนาอิสรภาพ จงใช้เรือนร่างนี้แลกมันมา เก็บหอมรอมริบเศษเบี้ยเศษอัฐจากตัณหาของบุรุษ เมื่อไหร่ที่มากพอ ข้าจะคืนความเป็นไทให้แก่เอ็ง"
คำสัญญานั้นเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ และเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามวิญญาณเขาไว้ในคราเดียว
นับแต่นั้น ธารานนท์จำต้องละทิ้งศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย ยอมทอดกายเป็น 'นายบำเรอ' รองรับอารมณ์ใคร่ของเหล่าขุนนางและคหบดีผู้มั่งคั่ง แม้ภายนอกเขาจะดูสง่างามดั่งดอกไม้งามที่ชายทั่วพระนครต่างถวิลหา ค่าตัวสูงลิ่วจนยากที่สามัญชนจะเอื้อมถึง แต่ภายในใจกลับร้าวรานด้วยความอัปยศ
สังคมในยุคสมัยนี้ แม้จะเริ่มเปิดกว้างรับวัฒนธรรมจากแดนไกล แต่เรื่องการร่วมอภิรมย์ระหว่างบุรุษกับบุรุษยังคงเป็นเรื่องวิปริตผิดเพศ เป็น 'มุมมืด' ที่ผู้คนต่างรังเกียจเดียดฉันท์ทว่ากลับโหยหา ธารานนท์จึงเป็นได้เพียง 'ความลับ' ที่ถูกซุกซ่อนไว้ในห้องหอ
ในยามค่ำคืน ร่างกายของเขาถูกเชิดชูบูชาดั่งเทพเจ้า หากแต่ยามทิวาวาร เขาต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืด กล้ำกลืนความขมขื่นที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย ทุกสัมผัสที่แลกมาด้วยเงินตรา กรีดลึกลงในศักดิ์ศรีจนเหวอะหวะ เขาเฝ้าถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าท่ามกลางความมืดมิด...
"ร้อยราตรีที่ผ่านพ้น... ข้าต้องสูญเสียวิญญาณไปอีกเท่าใด กว่าจะไถ่ถอนร่างกายที่เปรอะเปื้อนนี้ให้หลุดพ้นจากนรกบนดินได้เสียที"
แม้เขาจะเป็น 'ดาวเด่น' ที่ทำเงินให้แก่เจ้าของหอจนมั่งคั่ง ทว่าลาภยศและชื่อเสียงที่ได้มานั้น กลับแลกด้วยการเป็นเป้าแห่งความชิงชัง เบี้ยอัฐก้อนโตที่เหล่าขุนนางทุ่มเทซื้อตัวเขา สร้างความขุ่นเคืองให้แก่เหล่าคณิกาหญิงที่มองว่าตนถูกแย่งชิงความสำคัญ
ทุกย่างก้าวที่ธารานนท์เยื้องย่างผ่านโถงทางเดิน มักตามมาด้วยเสียงซุบซิบนินทาที่ดังแว่วมาตามลม "ดูเอาเถิด... ชายก็มิใช่ หญิงก็มิเชิง กลับทำตัวเผยอหน้าชูคอ แย่งชิงลูกค้าไปจนสิ้น ช่างน่าไม่อาย"
ถ้อยคำเหล่านั้นเปรียบดั่งเข็มพิษที่พุ่งเข้าทิ่มแทง หากแต่ธารานนท์ได้เรียนรู้ที่จะสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นห่อหุ้มจิตใจ ใบหน้างามเชิดขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นหูทวนลม ไม่ต่อความยาวสาวความยืดกับวาจาอันต่ำต้อย ยอมรับความริษยานั้นไว้ดั่งเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่ต้องสวมใส่คู่กับความงามนี้
เมื่อหลบเร้นกายเข้ามายังห้องพักส่วนตัว ความเข้มแข็งที่สร้างขึ้นก็พังทลายลง ธารานนท์ทรุดกายลงหน้าคันฉ่องทองเหลือง จ้องมองเงาสะท้อนของตนเอง... ดวงตาคู่โศก วงหน้ารูปไข่ และริมฝีปากอิ่ม ล้วนเป็นสิ่งที่สวรรค์ประทานมาให้คล้ายคลึงกับ 'มารดา' ราวกับพิมพ์เดียวกัน
ท่านแม่ของเขา... นางโลมผู้มีชะตากรรมอาภัพ ได้ลาจากโลกอันโหดร้ายนี้ไปหลายปีดีดักแล้ว ทิ้งไว้เพียงความทรงจำจางๆ และคำสอนสุดท้ายที่หวังให้ลูกชายได้มีชีวิตที่ดีกว่าตน
"แม่จ๋า..." ธารานนท์รำพึงเสียงแผ่ว พลางยกมือเรียวขึ้นสัมผัสเงาในกระจก ราวกับจะไขว่คว้าหาความอบอุ่นที่เลือนหาย
ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก หากดวงวิญญาณของแม่ยังวนเวียนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ หากแม่ได้รับรู้ว่าบุตรชายที่แม่รักดั่งแก้วตาดวงใจ ต้องตกต่ำลงมาเป็น 'นายบำเรอ' ขายเรือนร่างเยี่ยงเดียวกับแม่ ซ้ำร้ายยังต้องแบกรับความอัปยศที่สังคมตราหน้าว่าเป็นพวกวิปริต... แม่คงจะเจ็บปวดยิ่งกว่าตายซ้ำสอง
"ลูกขอโทษ... ที่ไม่อาจพาตัวเองหนีไปจากวงจรอุบาทว์นี้ได้"
น้ำตาเม็ดใสไหลรินลงอาบแก้ม ไร้เสียงสะอื้นไห้ มีเพียงความเงียบงันของห้องหรูหราที่โอบกอดความโดดเดี่ยวของเขาไว้ ในใจได้แต่หวังว่า สักวันหนึ่ง... เงินทองที่เขาก้มหน้าก้มตาหามาด้วยความขมขื่น จะมากพอที่จะไถ่ถอนอิสรภาพ และพาเขาออกไปจากกรงทองแห่งนี้... ก่อนที่จิตวิญญาณจะแตกสลายไปจนหมดสิ้น
เมื่อตะวันบ่ายคล้อย แสงแดดกล้าเริ่มอ่อนกำลังลง ธารานนท์จึงกราบลาผู้ดูแลหอเพื่อออกไปจับจ่ายซื้อของใช้ส่วนตัวเฉกเช่นกิจวัตรที่ทำอยู่เนืองนิจ
การก้าวเท้าออกจากธรณีประตูหอโคมแดง มิใช่เรื่องยากเย็นอันใด เพียงเอ่ยปากขอ อนุญาตก็ถูกประทานให้อย่างง่ายดาย มิใช่เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจ หากแต่เป็นเพราะ 'อำนาจมืด' ที่แผ่ปกคลุมไปทั่วพระนคร นายหอผู้นี้มีหูตากว้างไกลดั่งสับปะรด เครือข่ายสายสืบแทรกซึมอยู่ทุกซอกมุมถนน ธารานนท์ตระหนักดีว่า ต่อให้เขาคิดหนี ก็คงมิอาจรอดพ้นกรงเล็บพญาอินทรีไปได้ รังแต่จะถูกลากกลับมาหยามเกียรติให้เจ็บช้ำน้ำใจเปล่าๆ
ร่างอรชรอ้อนแอ้นในอาภรณ์สีตุ่น เรียบง่ายผิดไปจากยามค่ำคืน เยื้องย่างเข้าสู่ย่านตลาดบกที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ใบหน้างามที่เคยถูกแต้มแต่งด้วยเครื่องสำอางราคาแพง บัดนี้ถูกอำพรางไว้ภายใต้ผ้าแพรผืนบาง ปิดบังความงามพิลาสให้เหลือเพียงดวงตาคู่สวยที่โผล่พ้นออกมา เพื่อหลีกหนีสายตาของผู้คน
แม้จะพยายามทำตัวให้ลีบเล็กกลมกลืนไปกับฝูงชนเพียงใด แต่ด้วยทรวดทรงองค์เอวที่บอบบางราวกับกิ่งหลิว ประกอบกับผิวพรรณที่ขาวผ่องสะดุดตา ย่อมดึงดูดสายตาหยาบโลนของเหล่าภมรผู้หิวกระหาย
"แม่นาง... ไยจึงต้องปิดบังโฉมหน้ามิดชิดปานนั้นเล่า"
เสียงกระเซ้าเย้าแหย่จากชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่นั่งจับกลุ่มกงสุราอยู่ริมทาง ดังแว่วเข้ามากระทบโสตประสาท ธารานนท์ก้มหน้าลงต่ำ รีบสาวเท้าให้เร็วขึ้น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น
"รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอมปานนี้ หากได้ยลโฉมสักครา พี่คงตายตาหลับ... เปิดผ้าให้พี่ชื่นใจหน่อยมิได้รึ แม่ดอกฟ้า"
วาจาจาบจ้วงเหล่านั้น เปรียบเสมือนมือที่มองไม่เห็น เอื้อมมาลูบไล้ไปตามเนื้อตัวจนเขารู้สึกขยะแขยง สายตาโลมเลียของพวกมันกวาดมองทั่วเรือนร่างของเขา ราวกับกำลังตีราคาสินค้า ปอกเปลือกอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ด้วยจินตนาการอันต่ำตม
แต่ธารานนท์ก็เลือกที่จะสงบคำ ไม่ต่อความยาวสาวความยืด เขาเพียงกระชับผ้าคลุมหน้าให้แน่นขึ้น แล้วก้มหน้าเดินเลี่ยงไปเลือกซื้อเครื่องหอมและสมุนไพรตามที่ตั้งใจไว้ ทำเหมือนว่าตนเป็นเพียงธาตุอากาศที่ล่องลอยผ่านไป
เขารู้ดีว่า... โลกใบนี้ตัดสินกันที่เปลือกนอก และชะตากรรมที่ต้องเกิดมาในร่างที่งดงามเกินชายนี้ ก็คงเป็นวิบากกรรมที่เขาไม่อาจหลีกหนีได้ ไม่ว่าจะอยู่ในหอคอยงาช้าง หรือท่ามกลางฝูงชนในตลาดสดก็ตาม
เสียงกึกก้องของเกือกม้าที่กระทบพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหว ตัดผ่านเสียงจอแจของตลาดบกราวกับสายฟ้าฟาด บุรุษบนหลังอาชาสีนิลตัวมหึมา ควบตะบึงฝ่าฝูงชนมาด้วยท่วงท่าองอาจดุจพญาราชสีห์ ใบหน้าคมคายที่มักเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจฉายแววดุดัน เมื่อสายตาคมกริบปะทะเข้ากับความโกลาหลเบื้องหน้า
เบื้องล่างนั้น... กลุ่มอันธพาลใจหยาบกำลังรุมล้อมร่างน้อยในชุดผ้าแพรสีกลีบบัว เสียงหัวเราะร่าอย่างคึกคะนองสลับกับเสียงยื้อยุดฉุดกระชาก ข้าวของเครื่องใช้หล่นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
"ปล่อยนาง! พวกเจ้าคิดจะทำการอันใดกลางวันแสกๆ!"
สุรเสียงทุ้มกังวานทรงอำนาจตวาดลั่น ราวกับประกาศิตจากฟากฟ้า อาชาสีนิลยกขาหน้าขึ้นตะกุยอากาศ ส่งเสียงร้องกัมปนาทข่มขวัญผู้คนที่รายล้อม
เหล่าอันธพาลสะดุ้งสุดตัว เมื่อเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาที่วาวโรจน์ดั่งเพลิงกาฬของบุรุษบนหลังม้า ความฮึกเหิมเมื่อครู่ก็มลายหายสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่แล่นพล่านจับขั้วหัวใจ
"ขุน... ท่านขุนวรกานต์!"
หนึ่งในนั้นละล่ำละลักเรียกขานนามของผู้ทรงอิทธิพล สิ้นเสียงนั้น วงล้อมอันธพาลก็แตกกระเจิงราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ต่างคนต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด ทิ้งไว้เพียงซากความวุ่นวายและร่างน้อยที่ยืนตัวสั่นเทา
เมื่อความสงบกลับคืนมา แม่นางปริศนารีบก้มลงเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายด้วยมือไม้ที่สั่นไหว ก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วยอบกายลงถวายความเคารพอย่างชดช้อยงดงาม กิริยานั้นนุ่มนวลอ่อนหวานเสียจนผู้มองแทบลืมหายใจ
โดยมิทันได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ร่างบอบบางนั้นก็รีบหันหลังสาวเท้าก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าความลับบางอย่างจะถูกเปิดเผย หายลับไปในตรอกเล็กๆ ราวกับภูตพรายที่จางหายไปพร้อมสายลม
ขุนวรกานต์ได้แต่รั้งบังเหียนม้า ค้างเติ่งอยู่ในห้วงภวังค์ สายตายังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่นางจากไป... แม้จะได้เห็นเพียงแผ่นหลังไวๆ และเส้นผมดกดำที่โผล่พ้นผ้าคลุมออกมาเพียงน้อยนิด แต่ความรู้สึกประหลาดกลับก่อตัวขึ้นในอก
มันคือความรู้สึกวาบหวามที่เขาไม่เคยพานพบ... ท่วงท่าการยอบกายที่งดงามหยดย้อย และกลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยมาแตะจมูกชั่วครู่ยาม มันช่างตรึงตราตรึงใจเหลือเกิน
"นางเป็นใครกัน..."
ท่านขุนพึมพำกับตนเอง คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความสงสัยระคนเสียดาย ที่ปล่อยให้ดอกไม้งามดอกนั้นหลุดลอยไปโดยมิได้แม้แต่จะถามไถ่นาม แต่ลึกๆ ในใจกลับมั่นใจอย่างประหลาดว่า... สักวันหนึ่ง โชคชะตาจักต้องเหวี่ยงให้เขาได้มาพานพบกับเจ้าของแผ่นหลังอันบอบบางนี้อีกครา
ภายใต้หน้ากากขุนนางหนุ่มผู้ปรีชาสามารถ ผู้เป็นดั่งเสาหลักค้ำจุนราชการและเป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล ขุนวรกานต์แบกรับขุนเขาแห่งความคาดหวังเอาไว้บนบ่าทั้งสองข้าง ความกดดันจากหน้าที่การงานและสายเลือดราชนิกุลที่เข้มข้น เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น รัดรึงจนแทบขาดอากาศหายใจ
ในสายตาของบ่าวไพร่และหม่อมแม่ ท่านขุนคือบุรุษผู้สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติและเคร่งครัดในจารีตประเพณี หารู้ไม่ว่า ภายใต้ภาพลักษณ์อันสง่างามนั้น ซุกซ่อนมุมมืดที่ดำดิ่งและเปราะบางเอาไว้
ความลับนี้มีเพียง ไอ้สนทนายหน้าหอคนสนิทเพียงผู้เดียวที่ล่วงรู้... ว่ายามที่ความเครียดขึงเกลียวจนตึงเปรี๊ยะ ยามที่ราชกิจรุมเร้าจนมิอาจข่มตาหลับ ขุนวรกานต์จำต้องแสวงหาทางระบายออกที่ดิบเถื่อนและเร่าร้อน เพื่อปลดปล่อยปีศาจแห่งความอัดอั้นที่คำรามก้องอยู่ในอก
สถานที่อโคจรอย่างโรงรับชำเรา จึงเปรียบเสมือน 'สวรรค์วิปลาส' ที่เขาใช้ซุกซ่อนตัวตน ที่แห่งนี้เขาไม่ใช่ท่านขุนผู้สูงศักดิ์ แต่เป็นเพียงบุรุษเพศผู้หิวกระหาย ที่ใช้กามารมณ์และรสสุราเป็นเครื่องชะล้างความเหนื่อยล้าทางวิญญาณ
และในราตรีนี้... พายุแห่งความตึงเครียดดูจะโหมกระหน่ำรุนแรงกว่าทุกครา
ขุนวรกานต์ก้าวลงจากรถม้าที่จอดหลบมุมมืดด้านหลังหอโคมแดงด้วยฝีเท้าที่หนักหน่วง กลิ่นสุราชั้นดีคละคลุ้งออกมาจากลมหายใจ ฤทธิ์สุราที่ดื่มย้อมใจมาตลอดทางเริ่มออกฤทธิ์กัดกินสติสัมปชัญญะ นัยน์ตาคมที่เคยฉายแววเด็ดขาด บัดนี้กลับฉ่ำเยิ้มและพร่าเลือนด้วยความเมามาย
"ข้าต้องการ... คนที่ดีที่สุด..."
เขาเอ่ยสั่งเสียงแหบพร่ากับแม่เล้าที่รีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับ เงินถุงใหญ่ถูกโยนลงบนโต๊ะไม้สักเสียงดังตึบ เป็นค่าผ่านทางสู่ห้วงเวลาแห่งการลืมเลือน
ฝ่ายแม่เล้าเมื่อเห็นถุงเงินหนาหนักและยศถาบรรดาศักดิ์ของอาคันตุกะผู้มาเยือน ก็มิต้องไตร่ตรองให้เสียเวลา นางรู้ดีว่ามีเพียง 'ดอกไม้งาม' ดอกเดียวเท่านั้นที่คู่ควรจะรองรับอารมณ์ของพญาราชสีห์หนุ่มผู้นี้
บานประตูไม้สักแกะสลักลวดลายวิจิตรถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงกัมปนาท ธารานนท์ที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ปลายเตียงสะดุ้งสุดตัว ร่างกายสั่นเทาด้วยสัญชาตญาณความหวาดกลัว กลิ่นสุราชั้นดีที่คละคลุ้งนำมาก่อนตัวบ่งบอกถึงสติสัมปชัญญะที่ขาดวิ่นของผู้มาเยือน
ขุนวรกานต์ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่โงนเงนทว่ายังคงแฝงความดุดัน นัยน์ตาคมกริบที่บัดนี้แดงก่ำด้วยฤทธิ์เมรัย กวาดมองร่างน้อยตรงหน้าที่ก้มหน้างุดราวกับลูกนกตกน้ำ
"เงยหน้าขึ้น!"
เสียงตวาดก้องสั่งการ ธารานนท์ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาด้วยความจำยอม แสงตะเกียงสลัวส่องกระทบใบหน้าหวานหยดที่งดงามราวกับภาพวาด ดวงตาคู่โศกที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำตาแห่งความหวาดหวั่นนั้น กระตุกวูบหนึ่งในหัวใจแกร่งของท่านขุน
มือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบและบังเหียนม้า เอื้อมมาเชยคางมนขึ้นพิจารณา ก่อนจะไล้ฝ่ามือลงมายังลำคอระหง... และหยุดชะงักลงเมื่อสัมผัสได้ถึงลูกกระเดือกที่นูนเด่นชัด และแผ่นอกที่แบนราบภายใต้สาบเสื้อบางเบา
ดวงตาของท่านขุนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความมึนเมาจางหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความตื่นตะลึงระคนเดือดดาล "เจ้า... เป็นบุรุษรึ?"
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังและดูแคลน เขาจ่ายเบี้ยไปมหาศาลเพื่อหาความสุขสมกับนางโลมชั้นเลิศ มิใช่เพื่อมาร่วมอภิรมย์กับชายชาตรีเยี่ยงเดียวกันเช่นนี้ ความโกรธเกรี้ยวแล่นพล่านจนเขาเผลอบีบปลายคางมนนั้นแน่นจนธารานนท์นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
ทว่า... ในจังหวะที่คิดจะผลักไสร่างตรงหน้าออกไป ภาพใบหน้าของ 'แม่นางปริศนา' ที่เขาพบเจอท่ามกลางความวุ่นวายในตลาดเมื่อช่วงบ่าย กลับซ้อนทับเข้ามาในครรลองจักษุ
ดวงตาคู่โศกคู่นั้น... ช่างเหมือนกันราวกับแกะ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกโมกที่ลอยออกมาจากผิวกาย... ก็ช่างคุ้นเคย
ฤทธิ์สุราที่ตีกลับขึ้นมาอีกระลอก ผสมปนเปกับตัณหาที่ถูกปลุกเร้าจนยากจะดับมอด ทำให้สติของขุนวรกานต์พร่าเลือน เส้นแบ่งระหว่างความจริงกับภาพลวงตาเริ่มเลือนหาย
"ช่างปะไร... จะชายหรือหญิง ข้าจ่ายเงินแล้ว ข้าต้องได้ความสุขสม!"
สิ้นคำรามในลำคอ ราวกับเขื่อนกั้นอารมณ์ได้พังทลายลง ขุนวรกานต์กระชากร่างบางของธารานนท์เข้ามาปะทะอกกว้างอย่างแรงโดยไม่ปรานีปราศรัย ริมฝีปากหยักได้รูปบดขยี้ลงมาบนกลีบปากอิ่มอย่างรุนแรงและดิบเถื่อน ไร้ซึ่งความอ่อนโยนใดๆ มีเพียงความหิวกระหายของผู้ล่าที่ต้องการตักตวงผลประโยชน์จากเหยื่อ
ธารานนท์พยายามดิ้นรนขัดขืนด้วยความตกใจ แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดหรือจะสู้แรงมหาศาลของชายชาติทหารได้ ร่างกายถูกกดตรึงลงกับฟูกนอนหนานุ่ม พันธนาการด้วยอ้อมกอดที่ร้อนรุ่มดั่งไฟบรรลัยกัลป์
สัมผัสที่หยาบโลนและเร่าร้อนของท่านขุน เปรียบเสมือนพายุคลั่งที่โหมกระหน่ำใส่ดอกไม้งาม แม้จะเจ็บปวดจากการบีบเค้นและการรุกรานที่ไร้ความปรานี แต่ธารานนท์ก็จำต้องกัดฟันข่มกลั้นเสียงสะอื้น ปล่อยให้ร่างกายทำหน้าที่เป็นเครื่องระบายความใคร่... และเป็นตัวแทนของใครบางคนที่อยู่ในจินตนาการของชายตรงหน้า
รสจูบที่บดขยี้ลงมานั้นหาได้มีความหวานล้ำเฉกเช่นนิยายรัก หากแต่ขมปร่าด้วยรสสุราและคาวเลือดจางๆ จากริมฝีปากที่แตกยับ ธารานนท์รู้สึกราวกับลมหายใจถูกช่วงชิงไปจนสิ้น อากาศในปอดเริ่มขัดสน มือเรียวพยายามผลักดันแผงอกแกร่งที่แข็งดั่งหินผา แต่ก็มิต่างอะไรกับแมลงตัวน้อยที่หาญกล้าต่อกรกับขุนเขา
ขุนวรกานต์ในยามนี้มิหลงเหลือคราบของขุนนางผู้สุขุมนุ่มลึก สติสัมปชัญญะถูกแผดเผาด้วยไฟราคะที่โหมกระหน่ำ ผสมโรงกับภาพมายาของนางในฝันที่ซ้อนทับอยู่ตรงหน้า มือหนากระชากอาภรณ์ชิ้นน้อยที่ปกปิดเรือนกายของธารานนท์ออกอย่างไม่ไยดี เสียงผ้าแพรฉีกขาดดัง แควก บาดหู เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องที่แดงระเรื่อขึ้นตามแรงอารมณ์และรอยบีบเค้น
"อึก... ท่านขุน... ได้โปรด..."
เสียงประท้วงแผ่วเบาถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อร่างสูงใหญ่โถมทับลงมาปิดทุกช่องทางหนี ผิวเนื้ออุ่นร้อนแนบชิดกันจนแทบหลอมละลาย ความเป็นชายที่ตื่นตัวเต็มที่ดุนดันแนบชิด สร้างความหวาดหวั่นให้แก่ผู้รองรับอารมณ์ยิ่งนัก
ธารานนท์หลับตาแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงทางหางตา ยอมรับชะตากรรมในฐานะสินค้าที่มีชีวิต เขาเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยจิตวิญญาณให้ล่องลอยออกไป เหลือไว้เพียงร่างที่ไร้ความรู้สึก เพื่อจะได้ไม่ต้องรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่กำลังจะเกิดขึ้น
ทว่า... สัมผัสของขุนวรกานต์กลับปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบให้ตื่นขึ้น การรุกล้ำที่ปราศจากการเล้าโลมผ่อนปรน สร้างความเจ็บร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับร่างน้อยกำลังจะฉีกขาดออกจากกัน ขุนวรกานต์กระแทกกระทั้นกายเข้ามาอย่างดุดัน ตามจังหวะอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ดั่งพายุบุแคมที่พัดถล่มชายฝั่งอย่างบ้าคลั่ง
"อา..." เสียงคำรามต่ำในลำคอของราชสีห์หนุ่ม บ่งบอกถึงความสุขสมที่เจือด้วยความใคร่ เขาหลงลืมไปสิ้นว่าร่างใต้ร่างนี้คือบุรุษ ในห้วงคำนึงมีเพียงความนุ่มหยุ่น หอมหวาน และแรงตอดรัดที่ทำให้เขาแทบคลั่งตาย
ธารานนท์ทำได้เพียงจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างเพื่อระบายความเจ็บปวด ฟันคมกัดลงบนริมฝีปากล่างจนห่อเลือดเพื่อกลั้นเสียงร้องระงม ร่างกายบิดเร้าไปตามแรงส่งที่โถมเข้าใส่ไม่ยั้ง หยุดพักเพียงชั่วครู่ให้ได้หายใจ ก่อนจะเริ่มบทเพลงแห่งกามารมณ์บทใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องไปทั่วห้องหอ ผสมปนเปกับเสียงหอบหายใจกระเส่าที่ประสานกันเป็นจังหวะแห่งราตรีอันเร่าร้อน ขุนวรกานต์ก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวสูดดมกลิ่นหอมกรุ่น ตราประทับรอยรักสีกุหลาบถูกตีตราจองไปทั่วเรือนร่างขาวผ่อง ราวกับจะประกาศความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
ในความเจ็บปวดนั้น... ธารานนท์กลับรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าแปลกประหลาดที่แล่นปราดไปทั่วร่าง ความดิบเถื่อนที่ได้รับ กลับแฝงไว้ด้วยความโหยหาที่ลึกล้ำอย่างน่าประหลาด แม้จะเจ็บเจียนตาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอ้อมกอดนี้ช่างอบอุ่นและแข็งแกร่ง จนเขาเผลอไผลโอบรัดตอบกลับไปอย่างลืมตัว
บทรักดำเนินไปอย่างยาวนาน ราวกับราตรีนี้จะไม่มีวันสิ้นสุด จนกระทั่งพายุลูกใหญ่ได้พัดพาความสุขสมมาถึงขีดสุด สองร่างเกร็งกระตุกเข้าหากัน เสียงหวีดร้องแห่งความปลดปล่อยดังประสาน ก่อนที่ทุกอย่างจะขาวโพลนและดับวูบลง เหลือไว้เพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วง
ความเงียบสงบเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจ ราวกับเป็นเพียงการพักหายใจของพายุร้าย ขุนวรกานต์มิยอมปล่อยให้เหยื่อตัวน้อยได้มีโอกาสพักฟื้นเรี่ยวแรง มือหนากระชากเอวบางให้พลิกกลับมาเผชิญหน้าอีกครา ทั้งที่คราบน้ำตายังเปรอะเปื้อนเต็มวงหน้าหวาน
"จะรีบพักไปไย... ข้าจ่ายเบี้ยไปตั้งมากโข คิดจะเอาเปรียบกันหรือ?"
ท่านขุนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาฉ่ำเยิ้มจ้องมองเรือนร่างที่แดงก่ำด้วยรอยรักอย่างหิวกระหาย ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบชิดใบหูขาวด้วยถ้อยคำที่ทำให้คนฟังต้องชาวาบไปถึงขั้วหัวใจ
"ร้องไห้ฟูมฟายราวกับสาวบริสุทธิ์... มารยาของคนในหอนางโลมนี่ช่างสมจริงนักนะ"
ธารานนท์กัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด พยายามเบือนหน้าหนีหนีจากลมหายใจร้อนผ่าวที่รินรด แต่กลับถูกมือแกร่งบีบแก้มบังคับให้หันกลับมาสบตา
"มองข้า! ... ทำหน้าที่ของเจ้าซะ อย่าให้ข้าต้องหมดสนุก"
สิ้นคำประกาศิต บทรักที่รุนแรงก็ถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง ขุนวรกานต์โถมกายเข้าหาอย่างดุดัน ไร้ซึ่งความปรานี ร่างบางสั่นคลอนไปตามแรงกระแทกกระทั้นที่หนักหน่วงราวกับคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่ฝั่ง
"อึก... ฮือ..." ธารานนท์หลุดเสียงสะอื้นไห้ด้วยความจุกเสียด แต่กลับถูกปิดปากด้วยจูบที่ตะกละตะกลาม ลิ้นร้อนรุกล้ำควานหาความหวานอย่างเอาแต่ใจ
ขุนวรกานต์ถอนริมฝีปากออก แล้วมองดูสีหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความทรมานระคนสุขสมของคนใต้ร่าง เขายกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจในกามารมณ์ที่ได้รับ สัมผัสที่ตอดรัดแน่นหนึบจากภายในกายธารานนท์ ปลุกสัญชาตญาณดิบให้เขาพ่นวาจาหยาบโลนออกมาเพื่อกระตุ้นเร้าอารมณ์ตนเอง
"ปากบอกว่าเจ็บ... แต่ช่องทางของเจ้ามันตอดรัดข้าจนแทบขาด" เขาคำรามเสียงต่ำ พลางขยับสะโพกเน้นย้ำจุดกระสันถี่รัว "ร่านร้อนถึงเพียงนี้เชียวรึ... หรือว่าไม่เคยเจอของจริงเยี่ยงข้า"
ถ้อยคำเหยียดหยามนั้นกรีดแทงลงกลางใจ ธารานนท์รู้สึกอับอายจนแทบอยากจะกลั้นใจตาย แต่ร่างกายกลับทรยศ ยิ่งถูกปรนเปรอด้วยความรุนแรงและถ้อยคำหยาบคาย ความรู้สึกวาบหวามกลับยิ่งตีตื้นขึ้นมาอย่างน่ารังเกียจ
"อ๊ะ... ท่านขุน... อย่า..."
"อย่ารึ? ... หึ! ร่างกายเจ้ามันซื่อสัตย์กว่าปากนัก ดูสิ... มันกำลังกลืนกินข้าเข้าไปจนหมด ตะกละตะกลามเสียจริงนะแม่ดอกไม้ริมทาง"
ขุนวรกานต์กระแทกกายเข้าใส่จุดลึกสุดอย่างแรง เพื่อลงโทษคนปากแข็ง ธารานนท์หวีดร้องเสียงหลง ร่างกายเกร็งกระตุกแอ่นโค้งรับสัมผัสนั้นอย่างมิอาจต้านทาน สติสัมปชัญญะแตกกระเจิงกลายเป็นผุยผง เหลือเพียงความขาวโพลนและความรู้สึกเสียวซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
"เรียกชื่อข้า..." ท่านขุนสั่งเสียงพร่า ขณะเร่งจังหวะสุดท้ายแห่งความใคร่ "เรียกข้า... ว่าท่านพี่วรกานต์"
ธารานนท์ส่ายหน้าทั้งน้ำตา แต่เมื่อเจอพายุสวาทที่โหมซัดสาดไม่หยุดยั้ง ในที่สุดริมฝีปากที่บวมช้ำก็จำต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำแห่งความพ่ายแพ้ออกมา
"ท่าน... พี่... ท่านพี่วรกานต์..."
เสียงหวานที่สั่นเครือนั้น เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่ราดรดลงบนกองไฟ ขุนวรกานต์คำรามก้อง ปลดปล่อยสายธารแห่งชีวิตเข้าสู่ร่างบอบบางจนล้นปรี่ พร้อมกับร่างของทั้งคู่ที่ทิ้งตัวลงกอดก่ายกันแนบแน่น ท่ามกลางเสียงหอบหายใจที่ดังระงมแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวแรง…
แสงอุษาแรกแห่งวันสาดส่องลอดช่องหน้าต่างไม้ฉลุ เข้ามากระทบเรือนร่างที่นอนคู้ตัวอยู่บนเตียงกว้าง ปลุกให้ขุนวรกานต์ตื่นขึ้นจากห้วงนิทราด้วยอาการปวดร้าวที่ศีรษะราวกับจะระเบิด ฤทธิ์สุราที่ดื่มไปเมื่อคืนยังคงทิ้งตะกอนแห่งความมึนงงเอาไว้
ทว่า... ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเมื่อสติเริ่มกลับคืนมานั้น กลับทำให้ความมึนงงมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความตกตะลึงที่เข้าเกาะกุมหัวใจ
เบื้องหน้าของเขา...บุรุษรูปงามราวอิสตรีนอนหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย ร่างกายที่เคยขาวผ่องดุจหยวกกล้วย บัดนี้กลับเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งทารุณกรรม รอยช้ำสีม่วงคล้ำเป็นจ้ำๆ กระจายไปทั่วเรือนกาย ทั้งที่ซอกคอ หน้าอก และหน้าท้อง ราวกับกลีบดอกบัวขาวที่ถูกพายุฝนกระหน่ำจนบอบช้ำยับเยิน
สายตาของท่านขุนไล่ลงต่ำ... ไปยังร่องรอยคราบเลือดและคราบกามารมณ์ที่เปรอะเปื้อนอยู่บนผ้าปูที่นอนสีขาว สะท้อนให้เห็นถึงความดิบเถื่อนที่เกิดขึ้นเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา
"นี่ข้า... ทำอะไรลงไป?"
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมอง มโนธรรมในใจกรีดร้องด้วยความละอาย เขา... ขุนวรกานต์ ผู้ซึ่งภาคภูมิในเกียรติยศและศักดิ์ศรี กลับเมามายขาดสติจนกระทำย่ำยีเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างป่าเถื่อนเพียงนี้เชียวหรือ ซ้ำร้ายคนที่เขาระบายอารมณ์ใส่... แท้จริงแล้วเป็นเพียงบุรุษเพศร่างน้อย มิใช่อิสตรีอย่างที่จินตนาการ
ความรู้สึกผิดแล่นปราดเข้ามาจุกที่อก เมื่อเห็นแพขนตาที่เปียกชื้นไปด้วยคราบน้ำตาของคนที่นอนหลับใหล
แต่ทว่า... ชั่วพริบตาต่อมา กำแพงแห่งทิฐิและศักดิ์ศรีความเป็นชายชาติทหารก็ถูกก่อขึ้นมาปิดกั้นความรู้สึกอ่อนไหวนั้น เขาจะยอมรับความผิดพลาดนี้ไม่ได้ เขาคือขุนนางผู้สูงศักดิ์ จะมามัวอาลัยอาวรณ์กับนายบำเรอขายตัวในหอโคมแดงได้อย่างไร
ขุนวรกานต์สะบัดหน้าไล่ความรู้สึกผิด ลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่ด้วยท่วงท่าที่กลับมาเคร่งขรึมและวางมาดดั่งเดิม ราวกับต้องการใช้เครื่องแบบขุนนางปกปิดความอัปยศที่ตนเองก่อไว้
เสียงกุกกักจากการแต่งตัว ปลุกให้ธารานนท์รู้สึกตัวตื่นขึ้น ร่างบางขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ดวงตาคู่โศกค่อยๆ ลืมขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษที่กำลังกลัดกระดุมเสื้ออย่างเร่งรีบ
ตุ้บ!
ถุงเงินใบเขื่องถูกโยนลงบนที่นอนข้างกายธารานนท์อย่างไม่ไยดี เสียงของโลหะหนักกระทบฟูกดังก้องในความเงียบ
"ค่าเสียเวลาของเจ้า..."
ขุนวรกานต์เอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหน้า น้ำเสียงนั้นเย็นชาและแข็งกระด้างราวกับน้ำแข็ง
"แล้วจงจำใส่กะลาหัวไว้... เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ ให้มันตายไปกับความมืด ห้ามแพร่งพรายให้ผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาดว่าข้ามาที่นี่... หากข้าได้ยินเสียงนกเสียงกาเล่าลือแม้แต่น้อย ชีวิตของเจ้าในหอนี้จะไม่มีวันสงบสุขอีกเลย"
สิ้นคำประกาศิต ร่างสูงสง่าก็หมุนตัวเดินจากไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวลงบันไดห่างออกไปเรื่อยๆ จนเงียบหาย ทิ้งให้ธารานนท์นอนมองถุงเงินและแผ่นหลังที่จากไปอย่างเลือนรางผ่านม่านน้ำตา
คล้อยหลังท่านขุนไปเพียงชั่วอึดใจ ความเงียบสงัดภายในห้องหอก็ถูกรบกวนอีกครา ด้วยเสียงฝีเท้าที่ลงน้ำหนักสม่ำเสมอ กลิ่นเครื่องหอมปรุงพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ลอยนำมาก่อนตัว บ่งบอกถึงการมาเยือนของผู้เป็นใหญ่ในอาณาจักรราตรีแห่งนี้
บานประตูถูกผลักออกอย่างแช่มช้า ปรากฏร่างของ นายหญิงผู้เป็นเจ้าของหอโคมแดง นางยังคงความงามสะพรั่งสมวัย ร่างระหงในชุดสไบแพรไหมสีสดขับผิวพรรณให้ดูผุดผ่อง ใบหน้าถูกแต้มแต่งไว้อย่างประณีตบรรจง ทว่าภายใต้ความงามสง่านั้น กลับซุกซ่อนแววตาที่แข็งกร้าวและคำนวณผลกำไรอยู่ตลอดเวลา
นัยน์ตาเรียวรีดั่งนางพญา กวาดมองสภาพห้องที่ยับเยิน ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่ถุงเงินกำมะหยี่ใบเขื่องข้างกายธารานนท์ รอยยิ้มพึงพอใจผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากเคลือบสีชาด นางเยื้องย่างเข้ามาหยิบถุงเงินนั้นขึ้นมาชั่งน้ำหนักในมือ แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ยิ่งกว่าเพชรนิลจินดาที่ประดับอยู่บนเรือนกาย
"สมกับเป็นท่านขุนวรกานต์... ช่างมือเติบสมคำร่ำลือ"
เสียงหวานที่เอื้อนเอ่ยนั้นฟังดูรื่นหู หากแต่เนื้อความกลับเสียดแทงใจคนฟังยิ่งนัก นายหญิงหันมาปรายตามองธารานนท์ที่นอนขดตัวด้วยความเจ็บปวด สายตาที่มองมานั้นไร้ซึ่งความเวทนาสงสาร ปราศจากความห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูกในปกครอง มีเพียงสายตาของผู้ค้าที่กำลังตรวจสอบสินค้าราคาแพง
"ดูสภาพเจ้าสิ... ช้ำไปทั้งตัวราวกับผลท้อที่ถูกบีบ" นางจีบปากจีบคอพูด พลางใช้พัดด้ามจิ๋วเชยคางมนของธารานนท์ให้เงยขึ้น "แต่เอาเถิด แลกกับเบี้ยถุงหนานี้ เจ็บตัวสักหน่อยก็ถือว่าคุ้มค่ามิใช่รึ?"
ธารานนท์ได้แต่หลุบตาต่ำ กล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากบ่นถึงความทรมานที่ได้รับ
“เอ้า! อย่ามัวแต่นอนสำออยทำท่าจะเป็นจะตายอยู่เลย ลุกขึ้นมาได้แล้ว”
เสียงสั่งการนั้นเฉียบขาดไร้เยื่อใย ก่อนจะใช้เท้าเขี่ยที่ขาของธารานนท์เบาๆ ราวกับจะปลุกวัวควายให้ลุกขึ้นไถนา "รีบไปล้างเนื้อล้างตัว ชำระคราบไคลออกให้หมด ขัดสีฉวีวรรณให้ผ่องใส... คืนนี้ยังมีแขกเศรษฐีจองตัวเจ้าไว้อีก อย่าให้เสียฤกษ์เสียยาม"
สิ้นคำสั่ง นายหญิงก็สะบัดชายสไบหมุนตัวเดินนวยนาดจากไปพร้อมกับถุงเงินในมือ ทิ้งให้ธารานนท์ต้องเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้าย
ร่างกายที่ปวดร้าวราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ จำต้องฝืนลุกขึ้นยืนด้วยขาที่สั่นเทา เขาพยุงร่างอันบอบช้ำไปยังถังน้ำหลังฉากกั้น ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนการเดินย่ำลงบนมีดโกน น้ำตาแห่งความอัปยศไหลรินปะปนไปกับสายน้ำที่ใช้ชำระล้างคราบคาวโลกีย์... เพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายนี้ถูกย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดั่งดอกไม้ที่ไม่มีสิทธิ์จะเหี่ยวเฉาตามใจตน
ณ ศาลาทรงไทยหลังงามริมสระบัวหลวง แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องลงกระทบผิวน้ำระยิบระยับ แข่งกับแสงเทียนที่วูบไหวในวงสมาคมของเหล่าขุนน้ำขุนนาง
กลิ่นสุราชั้นดีคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ผสมปนเปกับเสียงหัวเราะครื้นเครงที่เริ่มขาดสติ เรื่องราชการงานเมืองถูกพับเก็บไว้ชั่วคราว แทนที่ด้วยบทสนทนาของบุรุษเพศที่หนีไม่พ้นเรื่องคาวโลกีย์ เมื่อฤทธิ์น้ำเมาเข้าครอบงำ หัวข้อสนทนาก็เริ่มดำดิ่งลงสู่ความหยาบช้า
"ท่านเจ้าคุณได้ยินข่าวลือเรื่องของแปลกในย่านสำเพ็งช่วงนี้หรือไม่?" ขุนนางผู้หนึ่งเปิดประเด็นขึ้นพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม "เห็นเขาว่ากันว่า ที่หอโคมแดงมี 'สินค้าวิปริต' เข้ามาใหม่ เป็นบุรุษอกสามศอกแท้ๆ แต่ริอ่านทอดกายทำตัวเยี่ยงนางโลม"
"ฮ่ะๆๆ ไอ้พวกวิปริตผิดเพศน่ะรึ?" อีกเสียงหนึ่งสวนขึ้นทันควันด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามเต็มประดา "ข้าล่ะนึกรังเกียจพิลึก แค่คิดว่าต้องเอาเนื้อตัวไปเกลือกกลั้วกับพวกไม้ป่าเดียวกัน ข้าก็พาลจะสำรอกอาหารเก่าออกมาแล้ว... พวกมันก็แค่เศษสวะที่ยอมให้บุรุษด้วยกันย่ำยีศักดิ์ศรี แลกกับเศษเงิน"
ขุนวรกานต์ที่นั่งนิ่งอยู่หัววง มือหนาชะงักจอกสุราที่กำลังจะจรดริมฝีปาก คิ้วเข้มขมวดมุ่นเล็กน้อยเมื่อได้ยินถ้อยคำถากถางเหล่านั้น แม้ใจหนึ่งจะเห็นด้วยกับค่านิยมของสังคม แต่ลึกๆ กลับรู้สึกสะดุดกึกในอก
"แต่ช้าก่อนท่าน..." ขุนนางคนแรกแย้งขึ้น พลางลดเสียงลงกระซิบกระซาบราวกับจะบอกความลับ "ถึงจะน่าขยะแขยง แต่เขาเล่าลือกันหนาหูว่า เจ้าดอกไม้จำแลงผู้นี้ รูปร่างผิวพรรณมันเด็ดดวงเสียยิ่งกว่าอิสตรี... ว่ากันว่าช่องทางอุบาทว์นั้น มันตอดรัดแน่นหนึบถึงใจ ยิ่งกว่าร่องนารีที่ผ่านชายมาเป็นร้อยเสียอีก"
"จริงรึ? ฟังดูวิปริตนัก... แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าก็ชักอยากจะลองไปกระแทกกระทั้นสั่งสอนมันดูสักครา ว่ารสชาติของความอัปยศมันเป็นเช่นไร"
เสียงหัวเราะร่าอย่างคึกคะนองดังประสานกันไปทั่วศาลา ราวกับเห็นความเป็นมนุษย์ของคนผู้นั้นเป็นเพียงเครื่องเล่นตัณหาที่ไร้ราคา
ทว่าในมุมมืดของดวงตาคู่คมกริบ ขุนวรกานต์กลับมิได้ขำขันไปด้วย มือแกร่งเผลอบีบจอกสุราทองเหลืองในมือแน่นจนข้อขาวขึ้น ภายในห้วงความคิดที่พร่าเลือนด้วยฤทธิ์สุรา ภาพใบหน้าหวานหยดที่นอนหายใจรวยรินอยู่ใต้ร่างของเขาเมื่อคืนก่อน กลับผุดวาบขึ้นมาอย่างแจ่มชัด
แม้คำพูดของคนพวกนี้จะฟังดูต่ำช้าสามานย์ แต่เขารู้ดีที่สุดว่า... ผิวพรรณที่ขาวผ่องดั่งไข่มุกนั้นนุ่มมือเพียงใด และเสียงหวานที่ครวญครางชื่อเขาด้วยความเจ็บปวดระคนสุขสมนั้น มันช่างไพเราะจับใจแค่ไหน
“ท่านพี่... ท่านพี่วรกานต์...”
เสียงเรียกขานที่สั่นเครือนั้น ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ตัดกับเสียงหัวเราะหยาบโลนตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง
ความรู้สึกหวงแหนอันไร้เหตุผลพวยพุ่งขึ้นมาจุกที่อก... 'ของของเขา' แม้จะเป็นเพียงนายบำเรอต่ำต้อย เป็นเพียงพวกวิปริตในสายตาใครๆ แต่เขากลับทนไม่ได้ที่คิดว่า เรือนร่างที่เขาเพิ่งจะประทับตราความเป็นเจ้าของไปนั้น จะต้องตกไปเป็นที่ระบายความใคร่ของชายอื่น
ดวงตาของท่านขุนวาวโรจน์ขึ้นด้วยไฟริษยาที่เขาพยายามกดข่มไว้ เขาอยากจะตะโกนสั่งห้ามมิให้ใครหน้าไหนกล้าแตะต้อง หรือแม้แต่จะเอ่ยถึงคนผู้นั้นด้วยวาจาจาบจ้วงเช่นนี้... เพราะความงามนั้น ความแน่นหนึบที่พวกมันจินตนาการถึง... เขาคือผู้เดียวที่มีสิทธิ์ครอบครอง!
เคร้ง!
เสียงวางจอกสุรากระแทกโต๊ะอย่างแรง ดังขัดจังหวะบทสนทนาอันหยาบช้า จนวงสุราเงียบกริบลงทันตา ทุกสายตาหันมามองท่านขุนเป็นตาเดียวด้วยความฉงน
"ขออภัย... ข้าเพียงแต่มือลื่น"
----------------------------------------
ฝากติดตามต่อด้วยนะครับ
เรื่องนี้จะมีความขมมากกกก
สนุกมากครับ สนุกมากครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ สนุกดีครับ แนวย้อนยุคแปลกและน่าติดตามมากครับ สนุกมากครับ ขอบคุณครับ {:5_119:} ขอบคุณครับ
หน้า:
[1]