jimmyw โพสต์ 2012-2-19 01:20:46

ชักว่าว : อัตตกามกริยาในชาย

ชักว่าว

ชักว่าว : อัตตกามกริยาในชาย

ความจริงปีนี้ก็คงร้อนพอๆ กับหน้าร้อนปีก่อนๆ นั่นแหละ แต่ทำไมก็ไม่รู้ อดรู้สึกไม่ได้ว่าหน้าร้อนนี้ช่างร้อนจัดจ้านกว่าทุกปีที่เคยมา ยังดีนะที่พอตกเย็นบ่ายคล้อยแดดร่มลมตก ยังพอมีลมว่าวพัดโชยมาทำให้คลายความอบอ้าวได้บ้าง ไอ้หนูข้างบ้านก็เลยเอาว่าวตัวงามที่แต้มสีสันฉูดฉาดวิ่งรอกชักขึ้นไปลอยฉวัดเฉวียนเหินลมบนอยู่กลางอากาศ มือของคนชักก็ค่อยๆผ่อนค่อยๆสาว สายป่าน กระตุกขึ้นลง ซ้ายขวา บังคับว่าวให้ติดลมบน เป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจ

และคงจากอากัปกิริยากระตุกสายป่านของคนชักว่าวนี้แหละ ที่เป็นที่มาของศัพท์สแลงทางเพศอันรู้จักแพร่หลายโดยเฉพาะในหมู่เด็กหนุ่มนมเพิ่งแตกพาน ที่สิวเม็ดแรกเริ่มขึ้น เป็นที่เข้าใจกันว่า ชักว่าว นั้นหมายถึง การสำเร็จความใคร่ ด้วยตนเอง คำนี้ต่อมาก็เลยกลายเป็น คำหยาบหรือ ต้องห้ามไป จะพูดดังๆ ต่อสาธารกำนัลเลยพาลกระดากปากต้องเลี่ยงเป็นช่วยตัวเองบ้างไปสนามหลวง (เพราะว่ามีการแข่งขันกีฬาชักว่าวและมีคนเล่นว่าวกันมากที่นั้น) บ้างจึงค่อยพูดถนัดปากหน่อย ซึ่งก็ล้วนแต่หมายถึงการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองซึ่งตรงกับคำภาษาหมอว่า มาสเตอร์เบชั่น (MASTURBATION)

คำว่า มาสเตอร์เบชั่น นั้น ในทางชีววิทยา หมายถึง การจงใจกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกทางเพศในตนเอง โปรดสังเกตว่า เป็นการกระตุ้นตัวเองเป็นได้ทั้งชายและหญิง ไม่จำกัดว่ากระตุ้นส่วนใดของร่างกาย ไม่พูดถึงการแข็งตัวขององคชาต และไม่ได้พูดถึงการสำเร็จความใคร่ หรือ ออกาสซืม (ORGASM) ผู้เขียนจึงคิดว่า อัตตกามกิริยา น่าจะเป็นคำแปลที่แปลและถูกความสำหรับคำว่า มาสเตอร์เบชั่นมากกว่า การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง อย่างที่มีผู้นิยมใช้กัน

คำแสลง ชักว่าว จึงหมายถึง อัตตกามกริยาในชาย ซึ่งได้แก่ การที่ผู้ชายจงใจกระตุ้นให้ตนเองเกิดความรู้สึกทางเพศ หรือปลุกกำหนัดในตนเอง ส่วนจะทำอย่างไร กระตุ้นส่วนไหนของร่างกาย จะบรรลุจุดสุดยอดจนสำเร็จความใคร่ หรือไม่สำเร็จก็ได้ ขอรวมยอดเรียกเป็น ชักว่าว ทั้งสิ้น หากไม่ได้ทำเอง แต่ให้คนอื่นที่เป็นผู้ชายเพศเดียวกันกระตุ้นให้ เราก็ยังอนุโลมว่าเป็นการชักว่าวอยู่ แต่เรียกว่าเป็นการ ช่วยชักว่าว หรือ ผลัดกันชักว่าว (MUTUAL MASTURBATION) แต่หากผู้ที่ช่วยกระตุ้นให้นั้นเป็นต่างเพศ คือ เพศหญิง เช่น หมอนวดทำให้แขกขี้เมื่อยที่ไปเที่ยว อาบ อบ นวด นั้นไม่เรียกว่า เป็นการ ชักว่าว หรือ อัตตกามกริยา แล้วเพราะไม่ได้ทำด้วยตนเอง ถือเป็นการเล้าโลมระหว่างชายหญิงเวลามีเพศสัมพันธ์กัน


ผู้ชาย ชักว่าว กันมากแค่ไหน

ในปี ค.ศ. 1948 ดร.คินซี่ (KINSEY) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ชักว่าว ในผู้ชายอเมริกันผิวขาว 5,000คนพบว่า 92 % เคยชักว่าว จนถึงขั้นสำเร็จความใคร่ ในจำนวนนี้ 20 % สารภาพว่า เริ่มชักว่าว เป็นตั้งแต่อายุ 12 ปี พออายุได้ 15 ปี ก็ชักว่าวกันถึง 80 %แล้ว พอเข้าวัยหนุ่มก็แทบไม่มีเว้นเลย และแม้แต่ผู้ชายที่แต่งงานแล้วจำนวนไม่น้อย ก็ยังแอบ ชักว่าว อยู่เป็นนิจสิน นี่ขนาดเป็นสถิติ ของเมื่อเกือบ 30 ปีก่อนเมื่อ.....เข้าใจทางเพศวิทยาตลอดจนเสรีภาพทางเพศ ยังไม่เจริญก้าวหน้าเท่าทุกวันนี้

ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญทางเพศวิทยาบอกเหมือนกันหมดว่า 99 % ของมนุษย์เพศชาย บนโลกนี้ล้วน แต่เคย ชักว่าว ทั้งสิ้น ส่วนอีก 1 % ที่เหลือนั้นไม่ใช่ไม่เคย ชักว่าวก็ชอบชักเหมือน คนอื่นเขานั่นแหละแต่ขี้อายเกินกว่าจะบอก ความจริงแก่หมอต่างหาก

แปลกที่ว่าแม้ผู้ชายแทบทั้งโลกนี้นิยมการ ชักว่าว แต่ก็มีน้อยคนที่จะไม่มีอคติกับมัน แม้แต่ปัจจุบันในยุคที่สังคมยอมรับ เรื่องเพศวิทยามากขึ้นและเปิดเผยขึ้น การชักว่าว ก็ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนไม่ค่อยยอมพูด ถึงเพราะยังมีความรู้สึกว่า ชักว่าว เป็นเรื่องลามกจกเปรต เป็นเรื่องบัดสีบัดเถลิง เป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าหากใครรู้เข้า ผู้ชายส่วนใหญ่ให้เขายอมรับว่าโกหก หลอกลวง หรือมีปัญหาทางเพศอย่างอื่น ยังจะง่ายกว่าที่จะให้เขายอมรับว่า ชอบเล่นนกเขาของตัวเอง แปลกคนจริง ชอบเล่นแต่ไม่ชอบยอมรับ

เมื่อเร็วๆ นี้ โรเบอร์ท ซอเรนสัน ได้ศึกษาวัยรุ่นทั่วอเมริกา และพบว่าบรรดาชายหนุ่มที่นิยมกีฬา ชักว่าวทั้งหลายมีเพียง 45 % ยอมรับว่ามีความรู้สึกผิด วิตกกังวล หรือ ไม่สบายใจ เกี่ยวกับการชักว่าวของตน

ทำไมถึง รู้สึกผิด ต่อ การชักว่าว

อันนี้ต้องโทษว่า พ่อแม่ปู่ย่าตายาย สั่งสอนไม่ดี ครูบาอาจารย์อบรมไม่ถูก และหมอทั้งหลายแนะนำผิดๆ ทั้งนี้เพราะตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์มาแล้วที่มนุษย์มีความเข้าใจผิดในเรื่อง ชักว่าว ทุกยุคทุกสมัยล้วนแต่ประณามว่าเป็นเรื่องไม่ดี เป็นเรื่องต้องห้าม

เริ่มตั้งแต่สมัยโบราณ ศาสนายิวสาบแช่งคนที่ ชักว่าว ว่าเป็นบาปร้ายแรง เพราะไปทำลายชีวิตของเชื้ออสุจิ อันเป็นของล้ำค่าที่พระเจ้ามอบให้แก่มนุษย์ไว้สืบเผ่าพันธุ์ เป็นการทำลายของขวัญจากพระผู้เป็นเจ้าเป็นการทำลายชีวิต เป็นการไม่เคารพพระผู้เป็นเจ้า ศาสนาคริสเตียน ยิ่งสาปส่งใหญ่เลยว่า การ ชักว่าว เป็นการผิดศีลธรรมอย่างมหันต์ เป็นเรื่องวิตถารผิดธรรมชาติ

ครั้นมาถึงศตวรรษที่ 18 บรรดาหมอและนักวิทยาศาสตร์ก็พลอยสวมรอยผสมโรงกัน ประณามการชักว่าวหนักข้อเข้าไปใหญ่ ที่นี้สารพัดจะสรรมาว่า เรียกว่าร้อยโรคพันโรคยกมาให้เป็นความผิดของ ชักว่าว หมด

ตั้งแต่ สิว ไปจนถึง วิกลจริต...หลังค่อม...ไหล่หุบ....ผอมแห้งแรงน้อย...อ่อนเปลี้ยเพลียแรง...นอนไม่หลับ...เรี่ยวแรงไม่มี...ไม่มีราศี...แววตาไม่แจ่มใส...ท้องเฟ้อเรอเปรี้ยว...แผลในกระเพาะ...หมดสมรรถภาพทางเพศ...ปัญญาอ่อน...มะเร็งที่องคชาต...ฯลฯ

ทั้งนี้เพราะบรรดาหมอในสมัยนั้น สังเกต เห็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลโรคจิต ชักว่าว กันบ่อยๆ ก็เลยเหมาว่าการชักว่าว ทำให้คนเป็นบ้า หารู้ไม่ว่าบรรดานิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็นิยมกีฬานี้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าแอบทำกระมิดกระเมี้ยนกว่า เลยไม่มีใครรู้เท่านั้นเอง

ตอนกลางศตวรรษที่ 19 อันเป็นยุคที่ศาสนามีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนอย่างมาก ในเรื่อง ชักว่าว นี้นอกจากเป็นความผิดแล้ว หากถูกจับได้ยังต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงด้วย เช่น เวลาจะนอนก็ถูกเอาโซ่ตรวนผูกมือทั้งสองกับเสาเตียง เพื่อป้องกันไม่ให้ ชักว่าว หรือ ร้อยหนังหุ้มปลายด้วยเส้นลวด หรือ ใส่วงแหวนที่มีหนามไว้รอบองคชาติ มีบางรายถูกทำโทษอย่างทารุณโหดร้ายถึงขั้น ตอน หรือ ตัดองคชาตทิ้งไปก็มี

มาถึงต้นศตวรรษที่ 20 คือ ค.ศ. 1909 มีหมอสองคนช่วยกันเขียนหนังสือสำหรับเด็กขึ้นมาเล่มหนึ่ง ชื่อ เรื่องน่ารู้สำหรับเด็ก (WHAT A BOY SHOULD KNOW) ซึ่งขายดิบขายดีมากในสมัยนั้น ได้แนะนำเด็กเกี่ยวกับการ ชักว่าว ไว้ว่า “...หากเล่นวิตถารกับนกเขาจนน้ำออกมาละก้อ ร่างกายจะเหี่ยวเฉาลง เด็กชายคนนั้นก็จะรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไม่สดชื่นแจ่มใสอีกต่อไป จะกลายเป็นเด็กเหนื่อยง่าย สายตาจะไม่ดี ใบหน้าจะซีดเซียวไม่มีสีเลือด ท้องจะอืด และไม่ถ่ายอุจจาระ ซึ่งผลก็คือ จะมีสิงฝ้าด่างดำตามใบหน้า นอกจากนี้ การชักว่าว ยังจะทำให้กลายเป็นเด็กที่นิสัยไม่ดี ไว้ใจไม่ได้ ขี้ปดและขี้โกง

ค.ศ. 1945 ในหนังสือ คู่มือลูกเสือ (THE BOY SCOUT MANNUAL) ซึ่งขายเป็นล้านๆ เล่ม แพร่หลายไปทั่วโลก ก็มีการเตือนให้บรรดาลูกเสือทั้งหลายระวังถึงความเลวร้ายของการ ชักว่าว และในสมัยเดียวกันนี้ ใครที่จะสอบเข้าโรงเรียนนานเรือของอเมริกา หากจับได้ว่าเคย ชักว่าว จะไม่ได้รับเลือกทันทีเลย

แม้แต่หลังสงครามครั้งที่สอง ในขณะที่วิทยาการแพทย์แขนงอื่นๆ เจริญก้าวหน้าสุดขีด ผู้คนทั่วไป (รวมทั้งบรรดาหมอทั้งหลายด้วย) ก็ยังพกความเชื่อผิดๆ เรื่อง ชักว่าว นี้ไว้มากมาย

ตั้งแต่น้ำอสุจิ...1 หยดกลั่นมาจากเลือด 500 หยด ....ทำให้สายตาสั้น.ทำให้เหงื่อมือเหงื่อเท้า ... ทำให้สติปัญญาเสื่อมถอย...ทำให้สมองไม่ดี ...ทำให้เป็นหัวใจ ...ทำให้เป็นโรคประสาท...ทำให้เป็นโรคล่มปากอ่าว... ทำให้หมดสมรรถภาพทางเพศ หรือล้มไม่ไม่ลุก ... ผู้ชายเกิดมามีกระสุนติดตัวมาห้าพันนัด ชักว่าวบ่อยๆยิงทิ้งยิงขว้างอีกหน่อยกระสุนหมด ...ทำให้เป็นหมัน.... ทำให้น้ำกามไหลไม่หยุด... ทำให้เป็นโรคไต...ฯลฯ

แม้แต่คุณหมอท่านหนึ่ง เมื่อรับเชิญไปพูดเผยแพร่วิชาการเรื่องเพศวิทยาทางโทรทัศน์เมื่อไม่นามานี้ ก็ได้พูดให้ผู้ฟังจำนวนมากมายทางบ้านถึงผลร้ายของการ ชักว่าว ...ความทำนองว่า การสำเร็จ ความใคร่ด้วยตนเอง ทำให้ประสาทไม่ดี ทำให้เป็นโรคประสาท ยังทำให้สมองเสื่อมสติปัญญาทึบเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ผลการเรียนตกลง ท่านเคยพบหลายรายที่ทำบ่อยเกินไป ทำให้สมองไม่ดี สอบตกซ้ำชั้น หารู้ไม่ว่าคำพูดประโยคนี้จะไปทำให้ พ่อแม่และเด็กอีกหมื่นกี่แสนคนเกิดความเข้าใจผิด เกิดความรู้สึกผิดว่าการ ชักว่าว เป็นเรื่องเลวร้าย เหมือนอย่างในศตวรรษก่อนๆ

คุณหมอท่านนี้ เป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การผ่าตัดระบบทางเดินปัสสาวะของผู้ชาย อาจจะลืมไปว่าการสืบพันธุ์ กับเพศวิทยา นั้นมันคนละเรื่องกัน ไม่ใช่ว่าเชี่ยวชาญการผ่าตัดอวัยวะสืบพันธุ์แล้วจะต้องเชี่ยวชาญเรื่องเพศวิทยาไปด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ปาก มีหน้าที่ กินอาหาร ดังนั้น ตั้งแต่ปาก คอหอย ลำไส้เล็กใหญ่ กระเพาะอาหาร ตลอดจนถึงทวารหนัก จึงเป็นเรื่องของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหาร แต่ปากไม่ใช่มีไว้สำหรับกินอย่างเดียว เหมือนกับอวัยวะเพศไม่ได้มีไว้สืบพันธุ์ หรือถ่ายปัสสาวะอย่างเดียว ปากยังใช้พูด ยิ้ม ร้องเพลง จูบ ทาลิปสติก และอะไรต่อมิอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง หากปากนั้นมีปัญหาเรื่องการพูด เช่น เด็กพูดได้ช้า พูดไม่ชัด ติดอ่าง ก็เป็นเรื่องของ จิตแพทย์ หรือ นักบำบัดการพูด ( SPEECH THERAPY)

หากปากทาลิปสติก แล้วมีปัญหาไม่รู้จะใช้ยี่ห้ออะไร สีอะไรจึงจะเหมาะก็เป็นเรื่องของนักเสริมสวย หากทาลิปสติกแล้วแพ้ ก็เป็นหน้าที่ของหมอโรคผิวหนังไป หมอผู้เชี่ยวชาญทางเดินอาหารไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการพูด หรือลิปสติกฉันใด หมอผู้เชี่ยวชาญทางเดินปัสสาวะก็ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญในเรื่องเพศวิทยา แต่เมื่อส้วมเสื้อครุยของนักวิชาการอันน่าเลื่อมใส พูดอะไรชาวบ้านตาดำๆ ก็ต้องเชื่อ หารู้ไม่ว่าได้ไปสร้างปัญหาทางเพศในจิตใจผู้ชมโทรทัศน์คืนนั้นอีกกี่หมื่นกี่แสนคน อย่างนี้ก็จัดเข้าประเภทโรคที่เกิดจากหมอทำเหมือนกัน

ถ้าหากว่า ผู้ชายกว่า 99 % หรือเกือบทุกคนในโลกนี้เคย ชักว่าว นักสัตววิทยาได้ยืนยันแล้วว่า สัตว์ชั้นสูงทุกชนิดล้วนแต่มีพฤติกรรมแบบ อัตตกามกริยา ทั้งสิ้น ไม่มียกเว้น ไม่ว่าจะเป็น เป็ด ไก่ หมา แมว นก ไม่ต้องพูดถึงลิง ซึ่งเราเคยเห็นมันเล่นจำปีของมันเองอยู่เสมอๆ เด็กทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่ทารกแรกเกิด ไม่กี่เดือน หนึ่งขวบ สองขวบ สามขวบ เรื่อยไปก็รายงานมากมายยืนยันแล้วว่า เคยพบ ชักว่าว หาความสุขให้ตัวเองเป็นตั้งแต่ยังไร้เดียงสา

ถ้าอย่างนั้น ชักว่าว จะเป็นเรื่องผิดปกติน่าอับอาย ได้อย่างไร ในเมื่อสัตว์ชั้นสูงทุกชนิด ทารกอันแสนจะไร้เดียงสา และผู้ชายเกือบทั้งโลกนี้ต่างก็นิยมกีฬา ชักว่าว นี้ทั้งนั้น

ในระยะสิบกว่าปีมานี้ ได้มีการศึกษาและวิจัยอย่างกว้างขวาง และจริงจังในเรื่องเพศวิทยา และพบว่า การชักว่าว นอกจากจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายและจิตใจไม่ว่าในทางใดแล้ว ตรงกันข้าม ชักว่าว ยังทำให้สุขภาพกายและจิตใจดีขึ้นอีกด้วย พูดง่ายๆ คือ การ ชักว่าว นั้นนอกจากไม่มีโทษแล้ว ยังมีแต่คุณประโยชน์ โดยเฉพาะในแง่ลดความกดดันทางเพศและทำให้สุขภาพจิตใจดีขึ้น ดังนั้นใครอยาก ชักว่าว ผู้เขียนขอเชิญให้ปฏิบัติด้วยความมั่นใจและสบายใจ อย่าได้มีความวิตกกังวล หรือสงสัยอะไรอีกเลย สิ่งเดียวที่ทำให้การชักว่าว ซึ่งเป็นของดีมีประโยชน์ แถมไม่ต้องซื้อต้องหานี้ กลายเป็นของไม่ดี ก็คือ การเชื่อผิดๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าบาป รู้สึกผิด กลัวจะทำให้เสียสุขภาพต่างหาก ที่ทำให้เด็กหนุ่มหลายคนกลายเป็นคนไม่เชื่อมั่นในตนเอง คิดว่าตนเป็นคนตัณหาจัด ลามกจกเปรต กลายเป็นคนมีปมด้อย มีบุคลิกภาพผิดปกติ มีปัญหาทางเพศเมื่อโตขึ้น หรือแต่งงาน และหลายคนถึงกับฆ่าตัวตายเพราะรังเกียจตัวเองที่ไม่อาจเลิก ชักว่าว ได้

คงต้องใช้เวลาอีกนานปีกว่าที่สังคมจะเข้าใจ และยอมรับความจริงอันนี้ และก่อนจะถึงวันนั้น ก็คงจะยังมีเด็กชาย ชายหนุ่ม และผู้ชายอีกจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยความเข้าใจผิดๆ และเชื่อผิดๆ อันนี้

หน้าร้อนปีนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านหาความเพลิดเพลินบันเทิงใจด้วยการชักว่าวกันให้สำราญเบิกบานในกันเถิด เผื่อจะได้คลายความหงุดหงิดจากอากาศที่แสนจะอบอ้าวนี้เสียบ้างและไม่ต้องกลัวว่าจะปฏิบัติมากเกินไป เพราะพฤติกรรมทางเพศนั้นหากมากไปหรือน้อยไป ก็จะมีกลไกอัตโนมัติปรับให้พอดิบพอดีอยู่เสมอ เช่น ถ้าไม่ได้ระบาย สะสมความรู้สึกทางเพศ อัดอั้นไว้นานๆ น้ำอสุจิที่ถูกสร้างโดยลูกอัณฑะและนำมาเก็บไว้ในถุงเก็บอสุจิก็จะเต็ม พอถุงเต็มก็จะไปกระตุ้นเตือนทำให้เกิดความต้องการทางเพศมากขึ้น และหากยังไม่ได้มีการระบายปลดปล่อยด้วยการชักว่าว หรือมีเพศสัมพันธ์ ตกกลางคืนก็จะมีการฝันเปียกหลั่งน้ำอสุจิที่คั่งค้างออกมาหากมีการปลดปล่อยบ่อยเกินไป เช่น ชักว่าวติดๆ กันวันละหลายๆ ครั้ง ลูกอัณฑะสร้างน้ำอสุจิไม่ทัน ถุงเก็บอสุจิก็ไม่เต็ม ร่างกายก็จะมีกลไกจำกัดตัวเอง ด้วยการมีความต้องการทางเพศน้อยลง องคชาตแข็งตัวน้อยลง ทำให้ชักว่าว น้อยลงไปเอง

อีกประการหนึ่ง ความต้องการทางเพศของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน บางคนต้องอย่างน้อยวันละหนึ่ง ทุกวัน ถึงจะไม่หงุดหงิด บางคนสามวันครั้ง บางคนเดือนละครั้งก็สบายแล้ว เหมือนกับกินข้าวนั่นแหละ บางคนมื้อละจานยังไม่อิ่ม บางคนละเลียดข้าวไม่กี่ช้อนอิ่มเสียแล้ว จึงไม่มีมาตรฐานว่าเท่าไรจึงจะพอดี ขึ้นอยู่กับต้องการของแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน

http://t1.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTlzkFLaZKLHSnz78qwzATmv7xK_6R8YgPgcb7zXtiwDxY9K34

Age โพสต์ 2012-2-19 14:29:19

สุดยอดของสาระการชักว่าว 55 ขอบคุณนะครับ

dgb โพสต์ 2012-3-18 16:12:34

ขอบคุณครับ

MaximusRavi โพสต์ 2012-3-21 16:38:27

ขอบคุนนะครับผมขอบคุนมากคราาฟฟ

jakaro โพสต์ 2012-8-11 02:08:37

ขอบคุณมากครับ

--lll--o-- โพสต์ 2012-8-19 08:06:39

ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน :lol

boylovezaa โพสต์ 2012-9-20 15:43:33

ขอบคุงมากๆครับ

phoeneme โพสต์ 2013-2-17 01:57:13

ขอบคุณครับ

just โพสต์ 2013-3-2 22:20:13

ขอบคุณมากครับ
หน้า: [1]
ดูในรูปแบบกติ: ชักว่าว : อัตตกามกริยาในชาย